<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0" xml:base="https://prachatai.com/">
  <channel>
    <title>ประชาไท</title>
    <link>https://prachatai.com/</link>
    <description/>
    <language>th</language>
    
    <item>
  <title>16 ปี 10เมษา'53 รำลึกวีรชนคนเสื้อแดง ปชน.จ่อยื่นแก้ กม.นำทหารขึ้นศาลพลเรือน ก่อนหมดอายุความอีก 4 ปี</title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/117033</link>
  <description>&lt;span&gt;16 ปี 10เมษา'53 รำลึกวีรชนคนเสื้อแดง ปชน.จ่อยื่นแก้ กม.นำทหารขึ้นศาลพลเรือน ก่อนหมดอายุความอีก 4 ปี&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;ภาพปก-ภาพประกอบ: แมวส้ม ประชาไท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;XmasUser&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-11T00:32:14+07:00" title="Saturday, April 11, 2026 - 00:32"&gt;Sat, 2026-04-11 - 00:32&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;div class="summary-box"&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ประมวลภาพบรรยากาศ และการปราศรัย อดีตแกนนำ นปช. จัดงานครบรอบ 16 ปี รำลึก วีรชนคนเสื้อแดง 10 เมษา'53 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา และหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ตัวแทนพรรคประชาชน เตรียมยื่นร่างแก้ไขกฎหมาย ทำให้ทหารที่ทำผิดอาญาต่อประชาชน ขึ้นศาลพลเรือน และแก้ไขกฎหมายยกเลิกอายุความคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐหลบหนีการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก่อนเดดไลน์คดีหมดอายุความอีก 4 ปีข้างหน้า ‘วิโรจน์’ ขอประชาชน-พรรคการเมืองเพื่อนบ้านที่ร่วมต่อสู้ ปชต. ให้การสนับสนุน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปราศรัยย้อนรอยชัยชนะทางการเมือง และคดีความคนเสื้อแดง ตั้งแต่คดีชายชุดดำ ก่อการร้าย และเผาห้างสรรพสินค้า จนตอนนี้คดีความยกฟ้องหมดแล้ว และปัจจุบัน กำลังทำเว็บไซต์-สื่อโซเชียลมีเดีย เก็บประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนเสื้อแดง หวังเปิดตัว 19 พ.ค.นี้ ยืนยันคนเสื้อแดงสำหรับเขา อยู่ตรงไหนก็เป็น ‘เพื่อน’ กันเสมอ&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;10 เม.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘&lt;a href="https://www.facebook.com/thai.udd.news/posts/pfbid02MWVvDyFN1UpXunX6Sq75LuDza1mqhfmnB1c1j7Me7LxW1Pj9ycWPYwjUf5S72Dczl"&gt;ยูดีดี นิวส์&lt;/a&gt;’ รายงานวันนี้ (10 เม.ย.) ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา บริเวณสี่แยกคอกวัว ตั้งแต่เวลา 12.00 น.เป็นต้นมา มีงานรำลึกและสดุดีวีรชน #16ปีเมษาพฤษภา53 “นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย” นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ ซึ่งจัดโดยคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช. 53)&lt;/p&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;&lt;a href="https://www.flickr.com/photos/prachatai/albums/72177720333017476" data-flickr-embed="true" title="งานรำลึกและสดุดีวีรชน #16ปีเมษาพฤษภา53 “นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย”"&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55199197733_94faff97cc_h.jpg" alt="งานรำลึกและสดุดีวีรชน #16ปีเมษาพฤษภา53 “นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย”" width="1600" height="1200" loading="lazy"&gt;&lt;/a&gt;&lt;script async src="//embedr.flickr.com/assets/client-code.js" charset="utf-8"&gt;&lt;/script&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;คลิกลูกศรซ้าย-ขวา เพื่อเลื่อนดูรูปภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 เจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุม ซึ่งถูกเรียกว่า “ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่” บริเวณสะพานผ่านฟ้าถึงสี่แยกคอกวัว จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับความยุติธรรม โดยวันนี้นับว่าครบรอบ 16 ปีของเหตุการณ์ดังกล่าว และเหลืออีก 4 ปีก่อนคดีจะหมดอายุความลง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บรรยากาศการทำกิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 น. มีการเปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการภาพประวัติศาสตร์การสลายการชุมนุมปี 2553 และการขับเคลื่อนทวงความยุติธรรมของ คปช. 53 ภายในงานมีการแจกอาหาร เครื่องดื่ม และจำหน่ายหนังสือ รวมถึงซุ้มกิจกรรมขององค์กรต่าง ๆ อาทิ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดรดน้ำวีรชนและเพนต์รูปสัญลักษณ์ประชาธิปไตย&amp;nbsp; ไอลอว์เปิดบูทจำหน่ายสินค้า และการแสดงดนตรี นำโดยอาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ ศิลปินเพลงเพื่อราษฎร 'พอร์ท ไฟเย็น' 'หนวดริมทาง' และ บุ๊ค Elevenfinger&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากนั้น 15.00 น. มีการจัดพิธีสงฆ์ทำบุญถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ 4 รูป จากนั้น มีการวางพวงหรีดและช่อดอกไม้ พร้อมกล่าวไว้อาลัยและสดุดีวีรชน นำโดย ธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตแกนนำ นปช., นพ.เหวง โตจิราการ, ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, สหัสวัต คุ้มคง, เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ จากพรรคประชาชน, เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา, สุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา, กีรดิต โยงราช ผู้ลงสมัครนายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พรรคธรรมปณิธาน และตัวแทนโมกหลวงริมน้ำ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ร้อง ปชน. เร่งยื่น กม.นำทหารขึ้นศาลพลเรือน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แถลงการณ์จากคณะ คปช. 53 ระบุว่า สืบเนื่องจากการล้อมปราบคนเสื้อแดงในช่วง เม.ย. จนถึง พ.ค. 2553 นำมาซึ่งความสูญเสียของคนเสื้อแดงจำนวนนับร้อยคน และบาดเจ็บ 1,283 รายเท่าที่สืบทราบได้ และยังมีผู้เสียชีวิตต่อมาอีกจำนวนหนึ่งหลังเดือน พ.ค. เป็นต้นมา เป็นผลให้ทางธิดา ถาวรเศรษฐ ตั้ง "คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553" เพื่อทวงความยุติธรรมทั้งจากต้นทางที่ตำรวจ DSI ระหว่างทางคืออัยการ และปลายทางคือศาลยุติธรรม โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา จนได้ตัวเลขที่นำไปสู่การวินิจฉัยของศาลในการไต่สวนคดีการตายที่ผิดปกติตามมาตรา 150(3) มีคดีจำนวนหนึ่งที่ศาลวินิจฉัยว่ากระสุนมาจากเจ้าหน้าที่ 17 รายก่อนรัฐประหาร และไม่ทราบว่าใครลงมือทำ 15 ราย (หลังรัฐประหาร)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หลังการทำรัฐประหารปี 2557 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี, สุเทพ เทือกสุบรรณ ลอยนวลพ้นผิดจากคดีสังหารคนเสื้อแดง เนื่องจาก ป.ป.ช.ไม่ยอมส่งคดีที่ศาลวินิจฉัยแล้วว่า กระสุนมาจากเจ้าหน้าที่ทหารต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ลอยนวลพ้นผิด โดยอัยการทหารสั่งไม่ฟ้อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มีจำนวน 62 คดี ที่ DSI ยุติการชันสูตรพลิกศพ เพื่อไต่สวนตามประมวลวิอาญามาตรา 150(3) กลับไปปิดคดีโดยการชันสูตรพลิกศพตาม มาตรา 150(1) โดยถือเป็นการตายปกติ ทั้งที่ชัดเจนว่าถูกยิงจากทหาร ทั้งที่แยกคอกวัว และบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ว่า หลังการทำรัฐประหารเป็นต้นมา คปช. 53 พยายามยื่นข้อเสนอโดยการทวงความยุติธรรมตั้งแต่ต้นทาง จนถึงปลายทาง ผ่านพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ปี 2565 สมัยเป็นฝ่ายค้าน จนมาเป็นรัฐบาลปี 2566 แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง และถูกขัดขวางเมื่อเรื่องเข้าสู่ กมธ.พัฒนาการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการการทหาร โดยเฉพาะเรื่องการนำทหารที่ทำผิดอาญาต่อประชาชน ขึ้นสู่ศาลพลเรือนตามข้อเสนอของ คปช. 53&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จนกระทั่ง พรรคประชาชน ได้นำข้อเสนอของ คปช.53 มาบรรจุในชุดนโยบายของพรรคฯ ทำให้เริ่มเห็นหนทางทวงความยุติธรรม โดยข้อเรียกร้องก็คือ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;แก้ไขกฎหมายให้คดีที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดอาญาต่อประชาชน ต้องไม่มีอายุความ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ให้มีร่าง พ.ร.ป.แก้ไขเพิ่มเติมวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้คดีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กระทำความผิดอาญาต่อประชาชน ไม่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 โดยแก้มาตรา 14 ในคดีที่ทหารกระทำความผิดทางอาญาต่อพลเรือน ให้ขึ้นต่อศาลยุติธรรมพลเรือน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;นอกจากนั้น คปช.53 ได้เรียกร้องให้คดีความที่ค้างคา, ไม่ดำเนินตามกฎหมายที่มี, การตายผิดปกติ ต้องได้ถูกชันสูตรพลิกศพตาม ป.วิอาญา มาตรา 150(3) ไม่ใช่ยุติไปเฉยๆ โดยอ้างว่าชันสูตรพลิกศพแล้วแบบการตายปกติ แม้แต่ทหารที่เสียชีวิตก็ยังไม่ได้รับการสืบสวนและชันสูตรพลิกศพตามมาตรา 150(3)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แถลงการณ์ระบุทิ้งท้ายว่า เนื่องด้วยอายุความของคดีจะเหลือเพียง 4 ปี จึงขอให้พรรคประชาชนเร่งยื่นร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสภาฯ และขอให้พรรคการเมืองต่างๆ และสมาชิกผู้แทนราษฎรที่มีใจรักประชาชน และประชาธิปไตย ร่วมกันสนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย และทำให้บรรลุผลโดยเร็ว เพราะความยุติธรรมสำหรับประชาชน คือปราการด่านสุดท้ายของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ปชน.เตรียมยื่นแก้ กม.ยุติอายุความเจ้าหน้าที่หนีกระบวนการยุติธรรม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กรรมการบริหารพรรคประชาชน กล่าวว่า วันนี้เขามาเป็นตัวแทนของหัวหน้าพรรค ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ซึ่งติดภารกิจประชุมรัฐสภา กล่าวรำลึกวีรชนคนเสื้อแดง และอยากจะกราบเรียนทุกท่านว่า เราไม่ได้หลงลืม และไม่ได้ละเลยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 16 ปีที่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;กรรมการบริหารพรรคประชาชน &lt;/strong&gt;ระบุว่า วันนี้เขาไม่ได้จะมาหาเสียง หรือหาคะแนนนิยม แต่อยากให้ประเทศไทยดีขึ้น และมองว่าเหตุการณ์ 10 เม.ย. 2553 ที่รัฐใช้อำนาจเข่นฆ่าประชาชน หากเราไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ เหตุการณ์เล่านี้จะวนกลับมาอีกครั้ง และพรรคประชาชน ในฐานะพรรคที่ยืนยันว่าอำนาจสูงสุดในประเทศนี้เป็นของประชาชน เราจะปล่อยให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;พิจารณ์&lt;/strong&gt; กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนมีการเสนอกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร มากไปกว่านั้น สส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ร่วมกับ สส.รอมฎอน ปันจอร์ และอีกหลายท่าน ยื่นร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 เพื่อหยุดเข็มนาฬิกาของอายุความ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจสั่งการ เจ้าหน้าที่รัฐหลบหนีไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อายุความต้องสิ้นสุดหยุดลง สส.คณะทำงานยื่นไปแล้วในสภาฯ ชุดที่ 26 แต่ยังไม่ถูกการพิจารณา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้&lt;strong&gt; พรรคประชาชน &lt;/strong&gt;ได้มีนโยบายที่จะหยุดวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล ก็คือการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา แก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร แก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยการพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นี่เป็นอีกหนึ่งกฎหมายสำคัญที่เราต้องการคืนสิทธิให้กับประชาชน ให้เราสามารถฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐ ฟ้องร้องผู้ที่มีอำนาจโดยตรง ไปที่ศาลอาญา ศาลยุติธรรมได้ โดยไม่ต้องผ่านองค์กรอิสระ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;'วิโรจน์' ขอพรรคการเมือง-ปชช.หนุนร่างแก้ พ.ร.บ. ลากทหารขึ้นศาลพลเรือน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;วิโรจน์ ลักขณาอดิศร &lt;/strong&gt;อดีต สส.พรรคประชาชน กล่าวรำลึกถึงคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ล้อมปราบตั้งแต่ 10 เม.ย. จนถึง 19 พ.ค. 2553 และได้เล่าบทสนทนาระหว่างเขากับเพื่อนที่ไต่ถามว่า “เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว จะฟื้นฟอยหาตะเข็บทำไม” ซึ่งเขามองว่า หากสามารถยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดเจ้าหน้าที่รัฐ หรือทหาร มันจะทำให้ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบผลของการกระทำ และเป็นบทเรียนให้ผู้มีอำนาจได้รับรู้ว่าต่อให้เบื้องหลังของเขาจะเป็นใครที่ให้คำมั่นกับคุณว่า ฆ่าไปเถอะ สังหารไปเถอะ ทำไปเถอะ ยังไงก็คุณก็ไม่โดนอะไร คุณก็จะไม่เชื่อคนหลังม่านเหล่านั้น เพราะคุณเห็นบทเรียนของผู้ที่มีอำนาจที่ต้องรับผิดตามกฎหมายไปแล้ว ซึ่งนี่คือนิติรัฐ หรือที่หลายคนเรียกว่า “บ้านเมืองที่มีขื่อมีแป” ทำให้ประชาชนอยู่ได้อย่างสบายใจ เพราะรู้สึกว่ากฎหมายจะคุ้มครองเขาเวลาที่ได้รับความอยุติธรรม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;วิโรจน์&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;กล่าวว่า ตอนนี้มีการพิสูจน์แล้วว่า คดีชายชุดดำ ไม่มีอยู่จริง และเราพิสูจน์ได้อย่างน้อยส่วนหนึ่งว่า กระสุนถูกยิงจากเจ้าหน้าที่รัฐ และเรื่องราวที่น่าหดหู่ที่สุดคือเหตุการณ์ในวัดปทุมฯ คือมีภาพปรากฏของคนที่ซุ่มยิงถืออาวุธ แต่ปรากฏว่าจับมือใครดมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้อำนวยความยุติธรรมให้มันเกิดขึ้นในสังคมเลย มากไปกว่านั้น ยังมีกระบวนการปลุกปั่นให้คนอีกกลุ่มหนึ่งรู้สึกชิงชังเกลียดชังว่า คนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยเข่นฆ่าทำลายยังไงก็ได้ นี่คือความร้ายกาจที่เกิดขึ้นในปี 2553&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;วิโรจน์&lt;/strong&gt; กล่าวต่อไปว่า ที่เลวร้ายที่สุดคือการสร้างผังล้มเจ้ากำมะลอ ที่คนทำเองก็ยอมรับกับศาลแล้วว่าทำขึ้นมาเอง ไม่มีที่มาที่ไป เอาประชาชนตามจินตนาการมาใส่ในผังแล้วโยงใย กล่าวหาว่าประชาชนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่คือสิ่งที่ชั่วช้าสามานย์ สร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนโดยใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ แต่คนกลุ่มนั้นก็ยังลอยหน้าลอยตามีชีวิตที่ผาสุกอยู่ได้ ทั้งที่การกระทำนี้คือภัยร้ายของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่แท้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;วิโรจน์ &lt;/strong&gt;ระบุว่า ล่าสุดเพิ่งคุยกับเอกราช อุดมอำนวย สส.พรรคประชาชน ว่าจะขอยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เข้าไปในเร็ววันนี้ และคงจะต้องขอความกรุณาของประชาชนที่นี่ เพราะลำพังเสียงพรรคประชาชน 120 เสียงมันไม่เพียงพอจะผ่านวาระที่ 1 หรือต่อให้เพียงพอ ก็ไม่มั่นใจว่าจะผ่านวาระที่ 2 หรือ 3 ดังนั้น วิธีการเดียวกันก็คือการขอความร่วมมือจากพรรคเพื่อนบ้านที่เคยต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยกันมา เชื่อว่าถ้ามีคะแนนเสียงเพียงพอจากพรรคการเมืองจำนวนหนึ่ง ที่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของสภาฯ ก็จะสามารถผ่านร่างกฎหมายได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร คือ คดีอาญาที่ทหารกระทำกับประชาชน ไม่ต้องขึ้นศาลทหาร แต่ให้ขึ้นศาลยุติธรรม และคดีทุจริตทั้งปวง ไม่ต้องขึ้นศาลทหาร และขึ้นศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบแทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ถ้าเราทำเช่นนั้นได้ ความยุติธรรมบังเกิด มันจะเป็นบทเรียนให้ทหารรุ่นใหม่ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะคิดใช้อาวุธที่ซื้อมาโดยภาษีของประชาชน หันปลายกระบอกปืนใส่กระสุน แล้วเล็ง แล้วลั่นไกไปที่ประชาชนอีก" &lt;strong&gt;อดีต สส.พรรคประชาชน&lt;/strong&gt; กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับประเด็นที่ว่าทำไมต้องโฟกัส พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร&amp;nbsp;&lt;strong&gt;วิโรจน์&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;กล่าวว่า เพราะทุกครั้งตั้งแต่ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภาทมิฬ หรือเหตุการณ์ 10 เมษา พฤษภา’53 ก็ดี อาวุธที่ทำให้ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นอาวุธสงครามทั้งสิ้น และคนที่ใช้คือทหารโจรใช่หรือไม่ ทหารดีก็ได้แต่ทำตาปริบๆ จะห้ามก็ไม่ได้ เพราะมีระบบรุ่นพี่รุ่นน้องต้องทำให้เกิดกระบวนการพ้นผิด ง่ายที่สุดคือไปศาลยุติธรรม และศาลอาญาทุจริตฯ และเราจะหยุดกงล้อของความหฤโหดไว้ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ต้องขอความกรุณาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจะต้องยื่นหนังสือกับพรรคการเมืองอื่น ผมคิดเหมือนกันว่าใครจะเคลมความสำเร็จ เคลมได้เลย ใครจะเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ เป็นไปได้เลย จะเอาร่างใครเป็นร่างหลัก เอาได้เลย ขอให้มันผ่านสภาฯ และมีนัยยะสำคัญแค่มาตราเดียวก็พอ คือคดีที่ทหารทำร้ายประชาชน หรือคดีที่ทหารทำทุจริตขึ้นศาลยุติธรรมและขึ้นศาลอาญาทุจริตฯ ...เพราะเป้าหมายของพวกผมคือไม่ต้องการเห็นความหฤโหดเกิดขึ้นซ้ำอีกแล้วเท่านั้นเอง" &lt;strong&gt;วิโรจน์&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ทิ้งท้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากนี้ มีกิจกรรมจุดเทียนรำลึกและวางดอกไม้เพื่ออธิษฐานจิตต่อดวงวิญญาณวีรชนเมษา-พฤษภา 53 ปิดท้ายด้วยการแสดงดนตรีและแร็ปจาก 'บุ๊ค' ธนายุทธ Elevenfinger - OLDNEW ก่อนยุติกิจกรรมในเวลาประมาณ 19.20 น.&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;คนเสื้อแดงยังอยู่ การต่อสู้ไม่เคยหยุด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในวันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก &lt;a href="https://www.youtube.com/watch?v=DeP_xZrWK-s"&gt;สำนักข่าวราษฎร &lt;/a&gt;ถ่ายทอดสดออนไลน์เมื่อเวลา 17.00 น. หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีการจัดงาน "รำลึก 16 ปี เหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 เสื้อแดงยังอยู่ การต่อสู้ไม่เคยหยุด"&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;&lt;a href="https://www.flickr.com/photos/prachatai/albums/72177720333011785" data-flickr-embed="true" title="&amp;quot;รำลึก 16 ปี เหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 เสื้อแดงยังอยู่ การต่อสู้ไม่เคยหยุด&amp;quot;"&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55199481795_4b9e9b5c4a_h.jpg" alt="&amp;quot;รำลึก 16 ปี เหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 เสื้อแดงยังอยู่ การต่อสู้ไม่เคยหยุด&amp;quot;" width="1600" height="1200" loading="lazy"&gt;&lt;/a&gt;&lt;script async src="//embedr.flickr.com/assets/client-code.js" charset="utf-8"&gt;&lt;/script&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;คลิกซ้าย-ขวา เพื่อเลื่อนดูภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภายในงานมีแกนนำและบุคคลสำคัญของพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และอดีต รมช.พาณิชย์ จักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ จิราพร สินธุไพร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ และ สส.ร้อยเอ็ด ชญาภา สินธุไพร อดีต สส.ร้อยเอ็ด ขัตติยา สวัสดิผล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยสมาชิกพรรคเพื่อไทย และประชาชนจำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยพิธีเริ่มต้นด้วยการประกอบพิธีสงฆ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ก่อนที่จักรภพ ในฐานะตัวแทนพรรคเพื่อไทย จะนำวางพวงหรีดในนามพรรค พร้อมยืนสงบนิ่งไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาที เพื่อรำลึกถึงวีรชนผู้ล่วงลับ จากนั้น ญาติวีรชนและมวลชนคนเสื้อแดงได้ร่วมกันวางพวงหรีดและดอกไม้ไว้อาลัยอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ขัตติยา สวัสดิผล&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สส.พรรคเพื่อไทย ลูกสาวของพลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ได้กล่าวขอแสดงความเสียใจคนเสื้อแดงผู้เสียสละทุกคน และอยากขอบคุณทุกคนที่ยังจดจำพ่อของเธอได้ แม้ว่าจะผ่านไปมากกว่า 10 ปีแล้ว ขอบคุณที่ยังมีเสธ.แดงอยู่ในใจ และเชื่อว่าทุกดวงวิญญาณยังคงเฝ้าดูและเป็นกำลังใจให้กับทุกคน และขอให้ทุกคนอยู่กันแบบนี้ตลอดไปและเป็นกำลังใจให้แก่กันและกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากนั้น บรรยากาศการทำกิจกรรมฝั่งหน้าโรงเรียนสตรีวิทยามีการผลัดกันขึ้นปราศรัยของอดีตแกนนำ นปช. เช่น ก่อแก้ว พิกุลทอง จักรภพ เพ็ญแข และหนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่สุดคือการปราศรัยของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ณัฐวุฒิ&lt;/strong&gt; เริ่มจากการกล่าวถึงประวัติการจัดงานรำลึก 10 เมษา’53 ตั้งแต่ปี 2554 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน และในปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่มีการจัดรำลึก 2 สถานที่แต่ในวันเดียวกันคือ ที่สี่แยกคอกวัว และหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ตรงข้ามอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“เราควรรู้สึกอย่างไรกับมัน ผมก็ตอบว่าให้รู้สึกว่ามันธรรมดา ไม่มีอะไรตั้งอยู่เหนือความเปลี่ยนแปลง และในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ถ้าเรายังแน่ใจว่าเราคือคนเสื้อแดง ถ้าเรายังภาคภูมิใจในการต่อสู้คนเสื้อแดง ถ้าเรายังยืนหยัดในจิตวิญญาณและอุดมการณ์ของคนเสื้อแดง เราก็มาร่วมชุมนุมและจัดกิจกรรมรำลึกได้ตลอดเวลาทุกปี มันไม่ได้อยู่ที่ตัวคนจัด มันไม่ได้อยู่ที่มุมไหนของถนน มันอยู่ที่ในใจของทุกคนว่ายังเป็นคนเสื้อแดงรึเปล่าเท่านั้นเอง”&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ณัฐวุฒิ&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ณัฐวุฒิ &lt;/strong&gt;กล่าวต่อว่า เขาคุยกับทีมงานเรื่องการจัดกิจกรรมรำลึก 16 ปี ปีนี้ เราจะตั้งชื่องานว่า “16 ปี 10 เมษา 53 คนเสื้อแดงยังอยู่ การต่อสู้ไม่เคยหยุด” แม้ว่าการชุมนุมจะหยุดลงแล้ว แต่การต่อสู้ไม่เคยหยุด หัวใจของคนยังมีการต่อสู้อยู่ และหัวใจของคนยังบอกว่าแม้ไม่มีการรวมตัวรวมพลัง แต่เรายังเติมพลังให้ตัวเองตลอดเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;16 ปี ชัยชนะทางการการเมือง และคดีความของคนเสื้อแดง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ณัฐวุฒิ &lt;/strong&gt;กล่าวต่อว่า 16 ปีไม่ใช่น้อยๆ และอยากเล่าให้ฟังว่าวันนี้เขาได้รับสายจากลูกชาย บอกว่าวันที่ 10 เมษา เขาอยากมาร่วมคารวะคนเสื้อแดงด้วย เขาเชื่อว่าไม่ได้มีแต่ลูกชายผมที่รู้สึกแบบนี้ ลูกหลานหลายคนก็รู้สึกแบบนี้ ถ้าเขาได้เห็นพ่อแม่ เห็นปู่ย่าไปร่วมชุมนุมคนเสื้อแดง ไปหลายวัน กลับดึกๆ ดื่นๆ ถูกไล่ยิง ถูกจับขัง แต่ตอนได้รับการปล่อยตัวออกมายังใส่เสื้อแดง เขาก็จะเคารพคนเสื้อแดง เพราะเขารู้จัก เข้าใจ และภาคภูมิใจกับมัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ต่อมา&lt;strong&gt; อดีตแกนนำ นปช. &lt;/strong&gt;กล่าวถึงการต่อสู้ในคดีความ กระบวนการยุติธรรมของคนเสื้อแดง รวมถึงการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมของคนเสื้อแดง ซึ่งเขาอยากชี้ให้เห็นว่า 16 ปีนี้ คนเสื้อแดงเราชนะมาหลายครั้ง และจะชนะต่อไปจนมีที่ทางในบรรทัดประวัติศาสตร์แน่นอนบนพื้นที่ทางการเมืองไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;พรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้ง เมื่อ 3 ก.ค. 2554 โดยที่สุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และ ผอ.ศอฉ. ให้สัมภาษณ์สื่อในวันที่ผลการเลือกตั้งออกว่า เขาพ่ายแพ้ให้กับพลังจัดตั้งคนเสื้อแดงที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยทิ้งห่างพรรค ปชป. จำนวน 100 กว่าที่นั่ง&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;แกนนำ นปช. และมวลชน ศาลพิพากษาถึงที่สุด ชนะคดีก่อการร้าย จากการชุมนุมปี 2553&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ปี 2553 ข้อกล่าวหาว่าขบวนการคนเสื้อแดง มีชายชุดดำ มีกองกำลังติดอาวุธ มีหน่วยไล่ล่า คร่าชีวิตเจ้าหน้าที่ และฆ่าประชาชนด้วยกัน มีการจับกุมคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำเกือบ 20 รายไปดำเนินคดี บัดนี้ผู้ต้องหาคดีชายชุดดำชนะคดี คำพิพากษาถึงที่สุดยกฟ้องไม่มีความผิด&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;เมื่อ 16 ปีที่แล้ว มีการกล่าวหาว่า คนเสื้อแดง ยิงปืน M79 และทำให้พันเอกร่มเกล้า ธุวธรรม เสียชีวิตนั้น มีการจับกุมคน 3-4 รายที่มาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงไปดำเนินคดี แต่ผลพิสูจน์ปรากฏออกมาว่า สาเหตุการเสียชีวิตไม่เกี่ยวกับปืน M79 แต่เกี่ยวกับระเบิดมือแบบขว้าง ซึ่งไม่มีในกลุ่มผู้ชุมนุม และเมื่อ มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดยกฟ้องจำเลยทุกคน ไม่มีความผิด&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;คดีเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้า เมื่อค่ำของวันที่ 19 พ.ค. 2553 มีการดำเนินคดีกับผู้ที่อยู่ในที่ชุมนุม 2 คน และศาลพิพากษาถึงที่สุดยกฟ้องไม่มีความผิด ในคำเบิกความของหน่วยผจญเพลิงที่ดูแลอาคารอยู่ พูดชัดว่าคนก่อเหตุเป็นคนจากที่ไหนก็ไม่รู้ แต่เป็นคนเสื้อแดงแน่ๆ เราใช้เวลา 16 ปี ต่อสู้กับเรื่องเหล่านี้ พิสูจน์ข้อกล้าวหาเช่นนี้ และเราก็ชนะในกระบวนการยุติธรรมเรื่อยมา และนี่คือคนเสื้อแดง&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ท้ายที่สุด เมื่อสายธารการต่อสู้ไหลมาถึงคนหนุ่มสาวและนักศึกษาเมื่อปี 2563 ปรากฏว่าในรั้วมหาวิทยาลัย มีคนกลุ่มเดียวที่พวกเขาเรียกหา มีคนกลุ่มเดียวที่พวกเขาประกาศว่าเห็นใจ และอยากให้มาเคียงข้างกันคือคนเสื้อแดงเท่านั้น เขาไม่ได้เรียกหาพลังอื่นๆ เขาไม่ได้เรียกหาตัวบุคคลหรือแกนนำ เขาเรียกหาพลังนั้น ปรากฏการณ์นั้น เขาเรียกหาประชาชนคนบ้านๆ อย่างพวกเรา ที่ไม่เคยปรากฏในพื้นที่ทางการเมืองมาก่อน ถ้าจะบอกว่านี่เป็นอีกชัยชนะหนึ่งของคนเสื้อแดง เราก็พูดได้ นี่คือชัยชนะทางการเมือง นี่คือชัยชนะที่พลังนี้ได้ประกาศเอาไว้และได้รับการโอบรับจากคนรุ่นต่อไป&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2&gt;ผุดไอเดียทำเพจเฟซบุ๊ก-เว็บไซต์รวบรวม ปวศ.คนเสื้อแดง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;อดีตแกนนำ นปช. &lt;/strong&gt;เผยว่า ขอให้ประชาชนได้รับรู้ว่าปีถัดๆ ไปจะยังคงมีกิจกรรมรำลึก ส่วนภาระหน้าที่ในการติดตามทวงถามความยุติธรรม พูดแล้วพูดอีกก็ต้องยอมรับว่ายิ่งพูดมันก็ยิ่งช้ำ เพราะว่ายากลำบากเหลือเกินที่จะเดินไปข้างหน้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ณัฐวุฒิ&lt;/strong&gt; เผยว่า เขาได้คุยกับทีมงานว่าจะเริ่มทำเว็บไซต์ และเพจเฟซบุ๊ก รวบรวมประวัติศาสตร์ของคนเสื้อแดงทั้งหมดมาไว้ด้วยกัน จะมีเรื่องราว คำปราศรัย บทสัมภาษณ์ แกนนำเครือข่าย มีแนวรบวัฒนธรรม เรื่องเพลง ข้าวของการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ซึ่งตอนนี้กำลังเริ่มดำเนินการ และเมื่อพร้อมเสนอต่อสาธารณะจะขอบอกกล่าวอีกที โดยเขาหวังว่าพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ พื้นที่รำลึก ศึกษาวัฒนธรรมการแสดงออกการต่อสู้ของคนเสื้อแดงได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะพวกเขาเท่านั้น แต่รวมถึงคนหนุ่มคนสาวคนรุ่นหลัง ถ้าใครสนใจเหตุการณ์ตอนไหน หรืออย่างไร สามารถเข้าไปดูเองได้ ซึ่งหวังว่าจะสามารถเปิดตัวให้ทันวันที่ 19 พ.ค. 2569 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ณัฐวุฒิ&lt;/strong&gt; ได้กล่าวว่า มีคำถามจากประชาชนเสมอว่า มีโอกาสที่จะเห็นคนเสื้อแดงที่กระจายไปตามพรรคการเมืองต่างๆ กลับมารวมตัวกันอีกไหม ซึ่งเขาตอบไม่ได้ เพราะว่ามันมีเงื่อนไขความคิดทางการเมือง ไม่เหมือนวงดนตรีที่จะกลับมารวมตัวกันร้องเพลงเล่นคอนเสิร์ต แต่เอาเป็นว่าปล่อยให้เป็นเงื่อนไขของวันเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"หัวใจผมมิตรก็คือมิตร เพื่อนก็คือเพื่อน และสำหรับผม เพื่อนตายของผมจำนวนมหาศาลมันเกิดขึ้นในการต่อสู้เมื่อ 16 ปีที่แล้วนั้น ความเป็นเพื่อนสำหรับผม มันอยู่ตรงนั้น เดินมาจนถึงวันนี้ แม้ยืนกันอยู่คนละที่ แต่สำหรับผม ผมไม่คิดจะไปโค่นไปรอนมิตรภาพที่ผ่านมา เพราะผมถือว่ามิตรภาพในท่ามกลางการต่อสู้ของคนเสื้อแดง มันมีคุณค่า มันมีความหมาย มันมีพลังสำหรับชีวิตผม"&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ณัฐวุฒิ&lt;/strong&gt; กล่าวทิ้งท้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากนี้มีกิจกรรมจุดเทียนเพื่อรำลึกความสูญเสีย และผู้เสียชีวิตในวันที่ 10 เม.ย. 2553&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7" hreflang="th"&gt;ข่าว&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;การเมือง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;สิทธิมนุษยชน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/10%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A9%E0%B8%B253" hreflang="th"&gt;10เมษา53&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;คนเสื้อแดง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8A" hreflang="th"&gt;นปช.&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A5" hreflang="th"&gt;วัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E" hreflang="th"&gt;กองทัพ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;พรรคเพื่อไทย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;พรรคประชาชน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%93%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B8%B4-%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD" hreflang="th"&gt;ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2-%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%9C%E0%B8%A5" hreflang="th"&gt;ขัตติยา สวัสดิผล&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;พิจารณ์ เชาว์พัฒนวงศ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A3" hreflang="th"&gt;วิโรจน์ ลักขณาอดิศร&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Fri, 10 Apr 2026 17:32:14 +0000</pubDate>
    <dc:creator>XmasUser</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">117033 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>16 ปีสลายชุมนุม 10 เมษา ‘คำพิพากษา’ บนบ่าคนเสื้อแดง  สุดท้ายศาลยกฟ้องกลุ่มคดีชายชุดดำ-ก่อการร้าย </title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/117010</link>
  <description>&lt;span&gt;16 ปีสลายชุมนุม 10 เมษา ‘คำพิพากษา’ บนบ่าคนเสื้อแดง  สุดท้ายศาลยกฟ้องกลุ่มคดีชายชุดดำ-ก่อการร้าย &lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;สรวุฒิ วงศ์ศรานนท์ รายงาน&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;admin666&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-09T19:00:00+07:00" title="Thursday, April 9, 2026 - 19:00"&gt;Thu, 2026-04-09 - 19:00&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;วาระครบรอบเหตุการณ์สลายชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการหรือ นปช. วนกลับมาเป็นปีที่ 16 แล้ว ความคืบหน้าของคดีต่างๆ ในวันนั้นทยอยปิดฉากลงไป ทั้งที่จบลงเพราะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และกำลังจะถูกทำให้จบเมื่อคดีหมดอายุความในอีก 4 ปีข้างหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คดีที่สิ้นสุดในชั้นศาล มีแค่ฝั่งประชาชนและแกนนำ นปช. ส่วนคดีของประชาชนที่เสียชีวิตโดยเจ้าหน้าที่รัฐกลับไม่มีคดีใดที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลแม้แต่คดีเดียว ไปได้มากที่สุดเพียงขั้นตอนไต่สวนการตาย แม้ว่าบางคดีศาลจะชี้ว่าการตายเกิดจากการยิงของทหาร แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าในการฟ้องในชั้นต่อไป เช่น คดี 6 ศพวัดปทุมฯ, คดีเด็กชาย-คนขับแท๊กซี่ใต้แอร์พอร์ตลิงก์ราชปรารภ, คดีทหารถูก ‘friendly fire’ ที่ถนนวิภาวดีรังสิต&amp;nbsp;&lt;br&gt;&lt;br&gt;คดีไต่สวนการตายที่ศาลชี้สาเหตุไปที่การปฏิบัติการของทหารมีอยู่ 18 รายจากทั้งหมด 33 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ คดีฝั่งผู้ชุมนุมที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงเดินหน้ากันไปรัวๆ หลายคดีลงเอยที่ศาลยกฟ้อง โดยเฉพาะคดีสำคัญอย่าง คดีก่อการร้ายของกลุ่มแกนนำ นปช. และกลุ่มชายชุดดำที่มีหลายคดีนั้น ศาลยกฟ้องหมด ส่วนที่มีการลงโทษจำเลยบางคนก็เป็นข้อหาอื่น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;‘ชายชุดดำ’ ปรากฏตัวและฝังอยู่ในความทรงจำของสังคมในฐานะเรื่องเล่าหลัก แต่ผลลัพธ์คำพิพากษาของศาลยุติธรรมกลับชี้ไปอีกทาง ย้อนกลับไปคืนวันที่ 10 เม.ย.2553 แม้ว่าปฏิบัติการทหารที่เข้าสลายการชุมนุมถูกเรียกว่า ‘ขอคืนพื้นที่’ จะทำให้มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ช่วงบ่าย 3 โมงที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่การปรากฏตัวของ ‘ชายชุดดำ’ ที่มาพร้อมอาวุธสงครามยิงตอบโต้กับเจ้าหน้าที่ทหารในถนนตะนาว-แยกคอกวัวตอนช่วงค่ำได้กลายเป็นคำอธิบายต้นเหตุการเสียชีวิตของทั้งฝั่งทหารและประชาชน ผ่านการแถลงของ ศอฉ.และสื่อมวลชน ตามมาด้วยข่าวการจับกุม ‘กลุ่มชายชุดดำ’ ไปจนถึงคนที่ปาระเบิดจนสังหารเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงอย่าง พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) รวมถึงนายทหารคนอื่นๆ อีก 4 นาย จำเลยหลายคนติดคุกยาวนานจนสุดท้ายศาลยกฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;พยานหลักฐานชวนสงสัย&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คดีที่เข้าสู่ศาลและเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในวันที่ 10 เม.ย.เท่าที่ปรากฏตอนนี้มีอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ คือ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;คดีของกลุ่มแกนนำ นปช. 24 คนที่ถูกฟ้องในข้อหาหลักคือร่วมกันก่อการร้าย&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;คดีปาระเบิดสังหารทหารที่ถนนดินสอ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;คดีกลุ่มชายชุดดำที่ถูกแยกคดีตามข้อหาเป็น 3 คดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;คดีทั้ง 3 กลุ่มนี้ จำเลยหลายรายถูกฟ้องแยกเป็นหลายคดีจากเหตุการณ์และการกระทำเดียวกัน โดยที่ผลการพิจารณาของศาลยกฟ้องไปเกือบทั้งหมด โดยมีเพียงจำเลยบางรายที่ศาลลงโทษ แต่หากดูถึงพยานหลักฐานแล้วก็ยังมีข้อชวนกังขา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55196874038_ff2c9ab0dd_h.jpg" width="1280" height="1600" loading="lazy"&gt;&lt;h5&gt;1. คดีก่อการร้ายของกลุ่มแกนนำ นปช.&lt;/h5&gt;&lt;p&gt;คดีกลุ่มแกนนำและมวลชน นปช.รวม 24 คนที่ถูกกล่าวหาว่า ‘ร่วมกันก่อการร้าย’ จากการจัดชุมนุมเมื่อปี 53 จะเชื่อมโยงอยู่กับอีกหลายคดี เพราะมีการบรรยายฟ้องรวมหลายเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะ 2 คดีที่จะกล่าวถึงต่อไป อย่างคดีปาระเบิดสังหารกลุ่มนายทหาร และคดีชายชุดดำ ซึ่งเป็นเสมือนเหตุการณ์ที่ทำให้กลายเป็นความชอบธรรมในการสลายการชุมนุม นปช.ในเดือนพฤษภาคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับคดีก่อการร้าย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยเหตุผลหลักศาลเห็นว่า การชุมนุมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นไม่ใช่การก่อการร้าย การชุมนุมต่อต้านรัฐประหารรวมถึงเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯในเวลานั้นประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่เป็นการใช้สิทธิทางการเมือง และการมีผู้ชุมนุมจำนวนมากจึงอาจมีบุคคลผู้ไม่หวังดีแฝงตัวเข้ามาได้ อีกทั้งชายชุดดำก็ไม่ปรากฏว่าเป็นกองกำลังของฝ่ายใด ทั้งไม่สามารถจับกุมบุคคลใดมาได้ดำเนินคดีได้ ทั้งที่จุดที่ชายชุดดำปรากฏตัวมีทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ในบริเวณนั้น แต่กลับจับกุมไม่ได้อย่างทันท่วงที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;div class="more-story"&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรื่องที่เกี่ยวข้อง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/journal/2019/08/83861"&gt;เปิดคำพิพากษา 24 นปช. ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่ใช้สิทธิชุมนุมไล่รัฐบาล(ปี 53) ตาม รธน.&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีถึง&lt;a href="https://www.matichon.co.th/politics/news_3762863"&gt;ชั้นอุทธรณ์&lt;/a&gt; จำเลย 22 จาก 24 คน ศาลอุทธรณ์ยืนยันให้ยกฟ้อง แต่มีการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นของจำเลย 2 คนให้เปลี่ยนมาลงโทษจำคุกและภายหลังศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก จำคุก 8 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ไม่ใช่เพราะข้อหาก่อการร้าย แต่เป็นส่วนของการขวางเจ้าหน้าที่ โดยศาลชั้นต้นมองว่า การขัดขวางเจ้าหน้าที่ทหารลำเลียงพลเพื่อไม่ให้เข้าสลายชุมนุม และการยึดอาวุธทหารนั้นภายภายหลังมีการคืนให้จึงไม่ใช่การร่วมกันปล้นทรัพย์สินราชการและทำให้เสียทรัพย์ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นการบังคับข่มขืนใจเจ้าหน้าที่ ขัดขวางการปฏิบัติงาน ทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีของยศวริศศาลก็ไม่ได้ระบุว่ามีส่วนร่วมในการใช้อาวุธสงครามแต่อย่างใด&lt;br&gt;&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สุขเสก พลตื้อ ที่ศาลอุทธรณ์และฎีกากลับคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เพราะเห็นว่า มีพยานหลักฐานของโจทก์ที่ทำให้เชื่อว่าเขาแต่งกายชุดสีดำและมีพฤติกการณ์เกี่ยวข้องกับการนำเครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 ระเบิดลูกเกลี้ยง และกระสุนปืนจำนวนหนึ่งไปให้บุคคลนำไปฝัง ซึ่งต้องการปิดบังอำพรางอาวุธดังกล่าว โดยมีพยานเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่ได้รู้เห็นมา จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าเป็นผู้ใช้เครื่องยิงเอ็ม 79 ขณะเจ้าหน้าที่ปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมเสียชีวิตและบาดเจ็บ&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;h5&gt;2. คดีปาระเบิดฆ่ากลุ่มทหารหน้าสตรีวิทย์&lt;/h5&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ สุขเสก จำเลยในคดีก่อการร้ายที่ศาลพิพากษาลงโทษนั้น ยังถูกฟ้องอีกคดีร่วมกับสุรชัย เทวรัตน์ (จำเลยในคดีก่อการร้ายเช่นกันแต่ศาลยกฟ้อง) เป็นอีกคดีแยกมาโดยกล่าวหาว่าได้ร่วมกันปาระเบิดไปที่ถนนดินสอจนสังหาร พล.อ.ร่มเกล้าและนายทหารอีก 4 นาย แต่สุดท้ายคดีนี้ศาลยกฟ้องไปหมดทั้ง 3 ศาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลหลักที่ทำให้ศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาพิพากษายืนให้ยกฟ้องสุขเสกและสุรชัยเป็นเรื่องฟ้องซ้อนกับคดีก่อการร้าย แต่ในศาลชั้นต้นมีการอ้างถึงพยานฝ่ายโจทก์ปากหนึ่งที่ศาลมองว่า ประจักษ์พยานของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ และความไม่น่าเชื่อถือของพยานปากนี้ก็ทำให้ศาลยกฟ้องพรกมล บัวฉัตรขาว จำเลยอีกคนในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อเหตุไปด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ศาลชั้นต้นให้เหตุผลว่า พยานรายนี้ให้การกลับไปกลับมา ไม่รู้สาระสำคัญของการชุมนุม ไม่มีเบอร์ติดต่อกับจำเลยในคดี ไม่รู้กระทั่งว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งถูกอ้างอยู่ในคดีว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุนั้นเสียชีวิตเมื่อไร จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยในคดีจะให้พยานผู้นี้มาเป็นผู้ติดตามในการก่อเหตุ อีกทั้งพยานรายนี้ยังได้เข้าโครงการคุ้มครองพยานของกรมสอบสวนคดีพิเศษภายหลังเกิดเหตุแล้วนานถึง 7 ปี ศาลจึงไม่น่าเชื่อว่าพยานปากนี้อยู่ในที่เกิดเหตุ ทั้งยังมีแรงจูงใจเพราะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการเข้าโครงการคุ้มครองพยานด้วย พยานปากนี้จึงไม่น่าเชื่อถือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าศาลชั้นต้นในคดีนี้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องออกมาก่อนที่ผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีก่อการร้ายจะมีคำตัดสินออกมาให้กลับคำพิพากษามาลงโทษสุขเสกในข้อหาก่อการร้ายทั้งที่พยานหลักฐานก็เป็นชุดเดียวกัน ธำรงค์ หลักแดน หนึ่งในทีมทนายความให้ข้อมูลว่า พยานฝ่ายโจทก์ปากนี้ในคดีปาระเบิดเป็นพยานปากเดียวกันที่ถูกใช้อ้างถึงในคดีก่อการร้ายด้วยเช่นกัน … กลายเป็นผลของสองคดีออกมาไม่เหมือนกัน&lt;/p&gt;&lt;div class="more-story"&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรื่องที่เกี่ยวข้อง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/journal/2021/02/91466"&gt;ศาลยกฟ้อง 3 เสื้อแดงคดีปาระเบิดฆ่าร่มเกล้า 10 เมษาฯ เหตุประจักษ์พยานถูกจูงใจไม่น่าเชื่อถือ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/journal/2026/03/116797"&gt;ศาลฎีกายืนยกฟ้องคดี 3 แนวร่วม นปช. ปาระเบิดสังหารทหาร-พ.อ.ร่มเกล้า ชุมนุม10เมษาฯ ปี'53&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/div&gt;&lt;h5&gt;3. คดีชายชุดดำ 3 ภาค&lt;/h5&gt;&lt;p&gt;‘ชายชุดดำ’ คือกลุ่มคนที่มีภาพปรากฏตัวออกมายิงต่อสู้กับทหารเมื่อ 10 เม.ย.2553 บนถนนตะนาวบริเวณแยกคอกวัวนั้นจับตัวไม่ได้อยู่นานหลายปี จนกระทั่งหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 22 พ.ค.2557 จู่ๆ วันหนึ่งก็มีข่าวทหารสามารถจับกุมตัวกลุ่มชายและหญิงรวม 5 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำที่ออกมาปฏิบัติการในคืนวันนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากน้ันพวกเขาถูกนำตัวไปสอบสวนในค่ายทหารอยู่หลายวัน ก่อนตำรวจจะนำตัวออกมาแถลงข่าวพร้อมทำแผนที่เกิดเหตุในฐานะเป็น (กลุ่ม) ‘ชายชุดดำ’ หลังจากนั้นคดีก็เข้าสู่ศาลชั้นต้นที่ศาลอาญา รัชดาฯ (เนื่องจากเป็นเหตุที่เกิดก่อนการรัฐประหารคดีจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะต้องไปขึ้นศาลทหารตามประกาศ คสช.) โดยมีข้อหาหลักคือครอบครองและพกพาอาวุธเข้าไปในชุมนุมโดยไม่มีใบอนุญาต แต่ไม่ได้มีข้อหาร้ายแรงอย่างการใช้อาวุธสังหาร หรือก่อการร้าย แม้ว่าอัยการจะเขียนบรรยายไว้ในคำฟ้องที่ยื่นต่อศาลว่าพวกได้ร่วมกันก่อเหตุยิงไปแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุดท้าย คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยไป 3 คน เพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นชายชุดดำและเกี่ยวข้องกับการมีอาวุธ หลักฐานที่มีก็มีเพียงบันทึกซักถามระหว่างถูกคุมตัวในค่ายทหารที่ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน แต่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกกิตติศักดิ์ สุ่มศรี หรืออ้วน และ ปรีชา อยู่เย็น หรือไก่เตี้ย ว่ามีความผิดตามฟ้อง โดยให้ลงโทษจำคุกคนละ 10 ปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลที่ศาลลงโทษทั้ง 2 คนเนื่องจากในกรณีของกิตติศักดิ์ มีพยานฝ่ายโจทก์สำคัญปากหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่เป็นพลขับรถฮัมวีเข้าพื้นที่เบิกความว่า ได้เห็นหน้ากิตติศักดิ์เป็นคนขับรถตู้เข้าไปในถนนตะนาวและเปิดกระจกออกมาด่าทหาร โดยในรถตู้คันดังกล่าวบรรทุกอาวุธเอาไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนปรีชามีพยานตำรวจนอกเครื่องแบบที่แฝงตัวในที่ชุมนุมเบิกความว่า การ์ดของฝั่งผู้ชุมนุมจับชายสวมหมวกไหมพรม 2 คน เมื่อเปิดหมวกมาพบว่าเป็นจำเลยที่ 2 จึงถ่ายรูปไว้ ส่วนอีกคนหนีไปได้ ซึ่งศาลเชื่อว่าตำรวจไปแฝงตัวจริง และปรีชาเองก็ไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ที่อยู่ แม้จะปฏิเสธว่าไปรับเดินสายไฟที่ศูนย์ราชการ อีกทั้งยังรับสารภาพในชั้นสอบสวนในข้อกล่าวหาเรื่องมีอาวุธ แต่ปฏิเสธข้อหาก่อการร้าย จึงเห็นว่าเป็นการรับสารภาพโดยสมัครใจ ไม่เช่นนั้นคงปฏิเสธข้อหามีอาวุธด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระหว่างรอคดีถึงศาลอุทธรณ์ ปรีชาเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพ เพราะติดคุกมาครึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลชั้นต้นตัดสินแล้ว เขาจึงต้องการทำให้คดีจบและติดคุกให้เสร็จสิ้นโทษ แต่กิตติศักดิ์ยังคงเลือกสู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์และสุดท้ายคดีพลิก ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ให้ยกฟ้อง!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลก็เพราะพยานสำคัญที่โจทก์ใช้อ้างอิงในการฟ้องกิตติศักดิ์อย่างทหารพลขับรถฮัมวีนี้ ปรากฏว่าคือ ร.ต.ชัยวัฒน์ ตะเพียรทอง เป็นพยานปากเดียวกับพยานที่ขึ้นเบิกความต่อศาลเมื่อ 16 ก.ค.2556 ในคดีไต่สวนการตายของฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่นและผู้ชุมนุม นปช. 2 คน คือวสันต์ ภู่ทองและทศชัย เมฆงามฟ้าที่เสียชีวิตในถนนดินสอ แล้วพบว่าพยานปากนี้ให้การกลับไปกลับมาว่า ตกลงแล้วเขาเห็นหน้ากิตติศักดิ์ว่าเป็นคนขับรถตู้ที่มีอาวุธอยู่จริงหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ร.ต.ชัยวัฒน์เคยเบิกความในคดีไต่สวนการตายทั้งนักข่าวและผู้ชุมนุมทั้ง 2 คนถึงการพบเจอรถตู้ที่ขนอาวุธที่ขับเข้าไปในถนนตะนาวเช่นกัน แต่คนขับนั้นสวมหมวกไหมพรมคลุมศีรษะ เห็นแต่ดวงตา ซึ่งในรถมีอยู่ประมาณ 5 คนรวมคนขับ บางคนใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก บางคนสวมไอ้โม่ง ด้วยเหตุนี้ทำให้ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานปากนี้ไม่น่าเชื่อถือ สุดท้ายแม้กระทั่งศาลฎีกาก็ยืนยันคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องกิตติศักดิ์ไปด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่คดีในส่วนข้อหาครอบครองและพกพาอาวุธโดยไม่ได้รับอนุญาตยังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล อัยการก็มีการฟ้องพวกเขาในฐานะเป็นชายชุดดำอีก 2 คดี คือคดีกล่าวหาว่าพวกเขาได้ใช้อาวุธสงครามยิงทหารในถนนตะนาวได้รับบาดเจ็บ และอีกคดีเป็นข้อหาก่อการร้าย โดยคดีแรกแม้จะมีการสืบพยานแต่สุดท้ายศาลยกฟ้องทั้ง 4 คนเพราะเห็นว่าเป็นการฟ้องซ้ำ ส่วนคดีหลังศาลไม่รับฟ้องกิตติศักดิ์และปรีชาเพราะเห็นว่าเป็นการฟ้องคดีซ้ำเช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;div class="more-story"&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรื่องที่เกี่ยวข้อง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/journal/2022/05/98673"&gt;คดีชายชุดดำในเงื้อมมือ คสช. ความยุติธรรมถูกพรากจากคนเป็นและไปไม่ถึงคนตาย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/journal/2023/11/106895"&gt;พวกเขาต้องเป็น 'ชายชุดดำ' ให้รัฐไทยอีกนานแค่ไหน?&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/journal/2013/07/47754"&gt;นายทหารเบิกความคดีฮิโรยูกิ พบชายชุดดำในรถตู้&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/div&gt;&lt;h2&gt;ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน คืออะไร?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หากดูแต่ละคดีก็จะพบว่า มีจำเลยคนเดียวกันถูกฟ้องซ้ำๆ เป็นหลายคดีจากเหตุการณ์เดียวกัน แค่เปลี่ยนข้อหาไปเรื่อยๆ เราจึงเห็นได้ว่าเหตุผลที่ศาลยกฟ้องนั้น นอกจากประเด็นพยานหลักฐานไม่น่าเชื่อถือแล้ว ยังมีประเด็นที่ศาลมองว่าเป็นการฟ้องคดีซ้ำบ้าง หรือเป็นการฟ้องซ้อนบ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้เป็นประเด็นทางกฎหมายเพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำในการกระทำความผิดครั้งเดียวกัน แต่ก็มีความต่างกันในตัวบทกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การฟ้องซ้อน - ตัวอย่างในกรณีของสุขเสก พลตื้อ และสุรชัย เทวรัตน์ คือการฟ้องร้องดำเนินคดีกับบุคคลให้เป็นคดีจากเหตุการณ์หรือการกระทำเดียวครั้งเดียวกัน อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลเดียวกันหรือศาลอื่น ซึ่งไม่สามารถทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ป.วิ.แพ่ง) มาตรา 173 วรรคสอง (1)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนการฟ้องซ้ำ - ตัวอย่างจำเลยกลุ่มคดีชายชุดดำ คือ ยื่นฟ้องต่อศาลให้พิจารณาพิพากษาจำเลยคนเดิมด้วยการกระทำครั้งเดียวกันกับคดีอื่นที่เคยมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วให้เป็นคดีใหม่ ซึ่งไม่สามารถทำได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (4)&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สู้คดีจนชนะ แต่ติดคุกเกือบเต็มโทษ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ผลจากการฟ้องลักษณะนี้สำหรับคดีการเมืองแล้ว ไม่ใช่แค่ทำให้จำเลยต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลหลายครั้งหลายหน แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือส่งผลให้พวกเขาไม่ได้ประกันตัวด้วย แม้ว่าคดีใดคดีหนึ่งศาลจะยกฟ้องไปแล้วเช่นในกรณีที่เกิดกับกิตติศักดิ์ สุ่มศรี ที่ถูกดำเนินคดีจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำถึง 3 คดีจากเหตุการณ์คืนวันที่ 10 เม.ย. (นอกจากนั้นเขายังถูกกล่าวหาว่าไปวางระเบิดอีกหลายจุดซึ่งสุดท้ายศาลก็ยกฟ้องไปหมด) ทำให้เขาต้องติดคุกอยู่ 8 ปี 2 เดือนกว่าจะได้ประกันตัวออกมา โดยที่โทษจำคุกที่ถูกตัดสินออกมาในคดีครอบครองอาวุธคือ 10 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หรือในกรณีปรีชา อยู่เย็น คู่คดีของกิตติศักดิ์ หลังจากติดคุกอยู่จนถึงชั้นอุทธรณ์ โดยที่ศาลไม่เคยอนุญาตให้ประกันตัว ซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 10 ปี ทำให้เขาเลือกรับสารภาพและถอนอุทธรณ์คดีไปเพื่อให้คดีสิ้นสุดตามเกณฑ์การลดโทษตามวาระ และในที่สุดเขาก็ได้รับการปล่อยตัวหลังจากติดคุกอยู่นานถึง 6 ปี 4 เดือน 29 วัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ว่าคดีที่ขึ้นศาลไปหมดแล้วจะออกมาเช่นนี้ แต่ถามว่าหลังจากนี้พวกเขาจะมีคดีอื่นๆ ตามมาอีกหรือไม่ก็คงตอบได้ยาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทนายธำรงค์ บอกว่าตอนนี้เท่าที่เขาทราบ คดีของปุณิกา ชูศรี หรืออร และ ชำนาญ ภาคีฉาย หรือเล็ก ในส่วนคดีชายชุดดำ ข้อหาก่อการร้ายนั้นครั้งสุดท้ายสำนวนยังคงอยู่ที่อัยการ แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่อัยการฟ้องกิตติศักดิ์และปรีชาด้วยข้อหาเดียวกัน ทางทนายความได้เคยยื่นคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีชายชุดดำต่อศาลเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการฟ้องซ้ำ ซึ่งศาลในคดีข้อหาก่อการร้ายก็เห็นว่าเป็นการฟ้องซ้ำจึงสั่งไม่รับฟ้องและให้เอาออกจากสารบบคดีของศาลไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อถามว่านอกจากคดีที่จบไปแล้วเหล่านี้ ยังมีคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์คืน 10 เม.ย.2553 อีกหรือไม่นั้น เขาเองก็ไม่ทราบจนกว่าจะมีการฟ้องเป็นคดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากเหตุการณ์เมื่อปี 2553 วันนี้ก็ล่วงเลยมาจนถึงปีที่ 16 แล้วด้วยอายุคดีความของเหตุการณ์ครั้งนั้นกำลังจะหมดลงในปี 2573 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า แต่นอกจากการเสียเวลาดำเนินคดีวนอยู่กับจำเลยรายเดิมๆ ที่ศาลเคยพิพากษาไปแล้วว่าพยานหลักฐานในคดีไม่น่าเชื่อถือเพียงพอจะพิสูจน์ความผิดแล้ว ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ว่าจะหา “ตัวจริง” มาดำเนินคดีได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในขณะที่คดีที่เกี่ยวกับความตายของฝั่งผู้ชุมนุมที่อย่างน้อยก็มีพยานหลักฐานมากพอจะพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากฝั่งเจ้าหน้าที่ทหาร ศาลเคยพิสูจน์สาเหตุการตายไปรอบหนึ่งแล้ว พอจะหาคนยิงหาคนสั่งการมาลงโทษคดีกลับหยุดนิ่งอยู่กับที่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เป็นเรื่องน่ากังขาว่าในเวลาอีกแค่ 4 ปีที่เหลือนี้ความตายที่เกิดขึ้นเมื่อ 16 ปีที่แล้วจะได้พิสูจน์หาความจริงกันทันหรือไม่?&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9" hreflang="th"&gt;รายงานพิเศษ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;การเมือง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;สิทธิมนุษยชน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A1-10-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99-2553" hreflang="th"&gt;การสลายการชุมนุม 10 เมษายน 2553&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4" hreflang="th"&gt;แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8A" hreflang="th"&gt;นปช.&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A7" hreflang="th"&gt;สี่แยกคอกวัว&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B3" hreflang="th"&gt;ชายชุดดำ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Thu, 09 Apr 2026 12:00:00 +0000</pubDate>
    <dc:creator>admin666</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">117010 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>2475 ถึงรัฐบาลหนู 2 ‘อ่านรัฐบาล’ ผ่านคำแถลงนโยบาย ดูบุคลิก วิธีคิด มันสมอง และชะตากรรมสังคมไทย</title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/117002</link>
  <description>&lt;span&gt;2475 ถึงรัฐบาลหนู 2 ‘อ่านรัฐบาล’ ผ่านคำแถลงนโยบาย ดูบุคลิก วิธีคิด มันสมอง และชะตากรรมสังคมไทย&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;span&gt;See Think&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-09T10:22:44+07:00" title="Thursday, April 9, 2026 - 10:22"&gt;Thu, 2026-04-09 - 10:22&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;การแถลงนโยบายเป็น ‘พิธีกรรม’ ที่ทุกรัฐบาลทำกันมายาวนาน ฟังแล้วแทบหลับ บางคนอดทนรอดูการอภิปรายหลังจากนั้น แต่หากลองไล่อ่านตั้งแต่ 2475 จะเห็นทั้งวิธีมองปัญหา การจัดลำดับความสำคัญ และวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศในแต่ละยุค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การแถลงนโยบายเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2475 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในรัฐบาลแรกของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา (28 มิ.ย.-10 ธ.ค.2475) แม้ไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภาโดยตรง แต่ปรากฏเอกสารนโยบายของรัฐบาลแรกแบบสั้นมาก copy-paste หลัก 6 ประการของคณะราษฎร อย่างไรก็ดี รัฐบาลหลังจากนั้นก็เขียนคำแถลงนโยบายกันกระชับ แบ่งเป็นข้อๆ มากบ้างน้อยบ้าง เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 2-5 หน้า ไม่ยืดเยื้อเหมือนปัจจุบัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จริงๆ แล้วรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้รัฐบาลต้องแถลงนโยบาย แต่พระยามโนฯ ทำเพราะต้องการสร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐสภา โดยน่าจะรับเอาอิทธิพลจากแบบแผนระบบรัฐสภาสมัยใหม่ของอังกฤษ (Westminster tradition)&amp;nbsp;จากปี 2475 ที่เริ่มต้นสร้างธรรมเนียม ก็กลายเป็นข้อบังคับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญครั้งแรกในฉบับ 2492 หลังจากนั้นแม้ข้อบัญญัติหายไปแต่ธรรมเนียมก็ยังสืบต่อ แม้แต่รัฐบาลจากคณะรัฐประหารก็ยังแถลงนโยบายต่อสภา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พัฒนาการของเรื่องนี้ก็น่าสนใจ&amp;nbsp;&lt;a href="https://library.parliament.go.th/th/statement-of-policy"&gt;สำนักกฎหมาย&lt;/a&gt; สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อธิบายไว้ว่า ในรัฐธรรมนูญ 2511 กำหนดให้แถลงนโยบายโดยไม่มีการลงมติไว้วางใจ ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2517 กำหนดให้แถลงนโยบายแล้วต้องขอความไว้วางใจจากสภาด้วย หากไม่ไว้วางใจคือ จบเห่ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;‘การตายทั้งกลมของรัฐบาล’ เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ในปี 2518 รัฐบาลเสนีย์ ปราโมช แถลงนโยบายต่อสภาแล้วปรากฏว่าสภาลงมติไม่ไว้วางใจ! ทำให้รัฐบาลต้องพ้นตำแหน่งไปทั้งคณะ เป็นคร้ังแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่ล้มกันตั้งแต่ยังไม่คลอด จากนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนใหม่ ให้มีการแถลงนโยบายแต่ยกเลิกการลงมติไว้วางใจมาจนปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เว็บไซต์หอสมุดรัฐสภา รวบรวมคำแถลงนโยบายของทุกรัฐบาลไว้ทั้งหมด การไล่ ‘อ่านรัฐบาล’ ผ่านการแถลงนโยบายนั้นสนุกสนาน เราอาจเห็นคาแรคเตอร์ได้ตั้งแต่หน้าปก เช่นในยุคสมัยใกล้ๆ นี้ รัฐบาลอนุทินทั้ง 1 และ 2 ปกจะเป็นสีธงชาติเข้มข้น รัฐบาลแพทองธารเป็นสีม่วงอ่อนสดใส รัฐบาลประยุทธ์เป็นพื้นสีน้ำเงินเข้มทั้งหมด รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นสีม่วงบางๆ รัฐบาลทักษิณเป็นสีขาวธรรมดา&amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในทีนี้จะหยิบยกนโยบายยุคต่างๆ มาเป็นเพียงน้ำจิ้ม เมื่อกวาดตาอ่านเร็วๆ คำแถลงนโยบายรัฐบาลทั้งหลายมักจะเริ่มต้นด้วยการบรรยายสภาพปัญหา ทำให้เราเห็นบริบทสังคมไทยในขณะนั้นได้ชัดเจน&amp;nbsp;&lt;br&gt;&lt;br&gt;เช่น&amp;nbsp;สมัยที่ปรีดี พนมยงค์ ขึ้นเป็นนายกฯ หลังสงครามโลก 2 ช่วงสั้นๆ ในปี 2489 นั้น คำแถลงนโยบายขึ้นต้นว่า “เพื่อสนองความต้องการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนมากที่จะให้ข้าพเจ้ารับใช้ประเทศในยามขับขัน ข้าพเจ้าก็จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามความประสงค์ของท่าน” ด้วยบริบทช่วงนั้น การต่างประเทศภายหลังสงครามโลกเป็นสิ่งสำคัญ นโยบายหลายอย่างเป็นสิ่งที่เราอาจจินตนาการไม่ออก เช่น “จะพยายามหาทางเจรจาขอให้สหประชาชาติถอนการยึดเงินของประเทศไทยซึ่งจะเป็นทางให้ประเทศไทยได้เงินมาซื้อของที่จำเป็นให้พลเมือง”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในยุคจอมพล ป. หนแรก (2481) ไม่มีอารัมภบทใดให้เสียเวลา เข้าเรื่องเลยว่าจะทำอะไรบ้าง โดยภาพรวมแบ่งเป็น 8 ข้อก่อนลงรายละเอียดในด้านต่างๆ อย่างกระชับเช่นกัน&amp;nbsp; ข้อแรกอ้างอิงถึงหลัก 6 ประการคณะราษฎร ข้อสอง “รัฐบาลนี้จะถือการครองชีพของราษฎรตามควรแก่อัตภาพเป็นหลักสำคัญ และโดยนัยนี้จึงจะพยายามให้ปวงชนชาวสยามมีความรู้ ความชำนาญ และเกิดความนิยมในวิชาชีพ เช่น การเกษตร เหมืองแร่ พาณิชยการ และอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ”&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่ออ่าน จอมพล ป. ยุคหลัง (2491) เขาเข้าสู่อำนาจหลังความผันผวนอย่างหนักของการเมือง นักวิชาการหลายคนชี้ว่าพลังก้าวหน้าของคณะราษฎรพ่ายแพ้แก่พลังอนุรักษนิยมโดยสิ้นเชิงหลังรัฐประหาร 2490 คำแถลงก็ดูจะมีจุดเน้นเปลี่ยนไปตามบริบท การศึกษาของประชาชนจากเคยอยู่ในข้อ 2 ก็กลายเป็นข้อ 5 โดยข้อแรกรัฐบาลยืนยันเจตจำนงอันแน่วแน่ที่จะผดุงรักษาระบอบประชาธิปไตย ส่วนข้อสองระบุว่า “รัฐบาลนี้จะเทอดทูนเคารพสักการะองค์พระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และจะรักษาราชบัลลังก์ให้มั่นคงอยู่ชั่วนิรันดร”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นรัฐบาลจากรัฐประหารเมื่อปี 2501 คำแถลงนโยบายสะท้อนบริบทในเวลานั้น ด้วยการบอกว่าคณะทหารเข้ามาแก้วิกฤตเพื่อพาชาติเจริญ และจะอยู่สั้นๆ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญยกร่างเสร็จก็ไป แต่คำว่าสั้นนั้นกินเวลาถึง 4 ปี 10 เดือน ส่วนร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลาเขียนอยู่ 9 ปีต่อเนื่องถึงยุคจอมพลถนอม กิตติขจร&lt;br&gt;&lt;br&gt;“ย่อมเป็นที่เข้าใจกันแล้วว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญจะได้ร่างรัฐธรรมนูญสำหรับการปกครองประเทศขึ้นใหม่ เมื่อร่างเสร็จจนถึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แล้ว ก็จะได้มีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ตามรูปการในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นต่อไป รัฐบาลนี้คงจะมีเวลาบริหารประเทศในระยะจำกัด จึงได้วางหลักการในการบริหารประเทศไว้เป็น 2 ประการ…”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“การที่คณะปฏิวัติต้องเข้ายึดอำนาจการปกครองก็ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะหาวิถีทางอันเหมาะสมในการนำประเทศไปสู่ความเจริญ มิใช่มุ่งหมายแต่เพียงว่าจะให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญปกครองประเทศเสียใหม่เท่านั้น …ดังนั้นรัฐบาลจึงถือว่ามีภาระกิจอันสำคัญยิ่งที่จะต้องรีบปรับปรุงรูปการบริหารประเทศให้เหมาะสม และบรรลุความมุ่งหมายตามที่คณะปฏิวัติได้ตั้งไว้ในชั่วระยะเวลาอันสั้นนี้”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นรัฐบาลหลังจากเพิ่งเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรม 6 ตุลาคม 2519 สดๆ ร้อนๆ คำแถลงระบุแต่แรกเลยว่า “บัดนี้ คณะรัฐมนตรีซึ่งมีความยึดมั่นในสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ได้กำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอแถลงเพื่อให้สภาได้ทราบดังต่อไปนี้คือ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์รัฐบาลนี้จักได้ดำเนินการตามนโยบายต่อไปนี้ (๑) รัฐบาลนี้ถือหลักประหยัดเป็นสำคัญและตระหนักว่า ความมั่นคงของประเทศเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ .... จะดำเนินการทั้งปวงเพื่อให้กำลังทหารของชาติอยู่ในสภาพพร้อมรบและสามารถขยายได้ยามฉุกเฉิน....”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อต่อๆ มาคือ ป้องกันและปราบปราบคอมมิวนิสต์อย่างจริงจังและเด็ดขาด, ผดุงความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ตั้งศาลท้องถิ่น, ยึดมั่นกฎบัตรสหประชาชาติ ส่งเสริมความมั่นคงระหว่างประเทศ ฯลฯ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กระโดดมาที่คณะรัฐประหารรุ่นน้องที่ร่วมประสบการณ์กับผู้อ่าน อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลจากรัฐประหาร แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเมื่อเดือนกันยายน 2557&amp;nbsp; ตอนหนึ่งในคำแถลงระบุว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“การที่รัฐบาลนี้ไม่ได้จัดตั้งขึ้นจากพรรคการเมือง จึงไม่มีนโยบายของพรรคที่ใช้หาเสียงหรือหวังคะแนนประชานิยมมาเป็นฐานทางการเมือง ทุกท่านจึงไม่ต้องวิตกว่าจะมีการนำประเทศเข้าไปผูกพันจนเสียวินัยการคลัง หรือเกิดภาระอนาคต และด้วยความที่มีความเป็นเอกภาพทางนโยบายจึงไม่ต้องวิตกว่าการทำงานในแต่ละกระทรวงจะไม่บูรณาการสอดคล้องหรือพายเรือคนละที สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นพลังอำนาจ หรือเกื้อหนุนให้รัฐบาลทำงานยากในเวลาสั้นได้อย่างราบรื่น”&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนการเรียงลำดับปัญหา ปัญหาเศรษฐกิจที่ทุกรัฐบาลมักหยิบยกเป็นอันดับต้นร่วงไปอยู่อันดับ 6 สำหรับห้าอันดับแรกเป็นดังนี้ 1. การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ 3.การลดความเหลื่อมล้ำของสังคมฯ 4. การศึกษาและเรียนรู้ฯ 5. การยกระดับคุณภาพบริหารด้านสาธารณสุข&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทีนี้หันดูรัฐบาลพลเรือนร่วมสมัยบ้าง หากจะหยิบยกมาสักอันคงต้องเลือก ‘ทักษิณ ชินวัตร’ เพราะแม้ศัตรูคู่อาฆาตบางส่วนยังยอมรับในความริเริ่มด้านนโยบาย และเป็นรัฐบาลแรกที่อยู่ครบวาระ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ก่อนถูกรัฐประหาร ต้องกล่าวด้วยว่ารัฐบาลทักษิณนับเป็นรัฐบาลแรกที่เกิดภายใต้ระบบเลือกตั้งใหม่ของรัฐธรรมนูญ 2540&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำแถลงนโยบายสมัยแรกตอนหนึ่งระบุว่า “ภารกิจเร่งด่วนและสำคัญยิ่งของรัฐบาล คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของระบบเศรษฐกิจ การบริหาร สังคมและการเมือง โดยจะต้องดำเนินการไปพร้อมกัน เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ทันการณ์ โดยปัญหามี ๒ ส่วน คือ ๑. หยุดการหดตัวของเศรษฐกิจ ที่กำลังก่อปัญหาทางสังคมให้กับประเทศ ๒. การแก้ไขและปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจ และสังคม ไปสู่ ความมีเสถียรภาพ และความมั่นคงอันยั่งยืนของประเทศชาติ”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนนโยบายเร่งด่วน&amp;nbsp; ประกอบด้วย 1.พักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี 2.ตั้งกองทุนหมู่บ้าน 3.ตั้งธนาคารประชาชน 4.ตั้งธนาคาร SMEs 5. ตั้งบรรษัทกลางบริหารสินทรัพย์ 6. พัฒนารัฐวิสาหกิจ 7.สร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ประเด็นความมั่นคงยังไปอยู่ท้ายๆ เน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก อย่างไรก็ดี การแถลงนโยบายของทักษิณทั้งสองสมัยมีแตกต่างกันในการจัดน้ำหนักปัญหารวมถึงวิธีการขับเคลื่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าสู่อำนาจในปี 2551 ซึ่งในช่วงเวลานั้นสงครามเสื้อสีก่อตัวเข้มข้น ม็อบการเมืองหนักหน่วง บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในการกำหนดโฉมหน้าการเมืองปรากฏชัดผ่านการยุบพรรคและเด้งนายกฯ 2 คนพ้นตำแหน่งติดๆ กัน สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงสวัสดิ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำแถลงนโยบายอธิบายภาวะแตกแยกหนักของสังคมไทยประกอบกับความกดดันจากเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด สำหรับหลักใหญ่ของรัฐบาลนี้กำหนดไว้ 4 ประการสรุปความได้ว่า 1.ปกป้องสถาบัน ป้องกันมิให้มีการล่วงละเมิดพระบรมเดชานุภาพ 2.สร้างความปรองดองสมานฉันท์บนพื้นฐานของความถูกต้อง ยุติธรรม 3.ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4. พัฒนาประชาธิปไตยให้มั่นคง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับนโยบายเร่งด่วนช่วง 1 ปีแรกแบ่งออกเป็นหลายด้าน แต่หากยกตัวอย่างเป็นตัวนโยบายรูปธรรมชัดๆ จะมีดังนี้&amp;nbsp; จัดตั้งสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้เป็นการถาวร, จัดทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้น,​ ฝึกอบรมแรงงานที่ว่างงานประมาณ 5 แสนคน, โครงการสานฝันแรงงานคืนถิ่น และให้แรงงานนอกภาคเกษตรเข้าถึงแหล่งเงินทุน, ขยายเพดานกู้ยืมจากกองทุนผู้สูงอายุเป็น 30,000 ต่อราย, ประกันราคาพืชผลการเกษตร, ตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ, เรียนฟรี 15 ปี, จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รัฐบาลล่าสุดของอนุทิน ชาญวีรกูล จะมีการแถลงนโยบายในวันที่ 9 เมษายนนี้ รอบแรกนั้นอนุทินได้เป็น ‘นายกฯ ส้มหล่น’ ช่วงสั้นๆ ในคำแถลงนโยบายครั้งนั้นมีการระบุอย่างชัดเจนว่าจะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็ได้ดำเนินการไปแล้ว และผลคือประชาชนเห็นชอบ แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาลรอบ 2 ซึ่งพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งอย่างพลิกความคาดหมาย (ส่วนระบบการนับ-รายงานคะแนนยังเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม) ในคำแถลงนโยบายกลับกล่าวถึงการเดินหน้าต่อเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญสั้นมาก มีอยู่ประโยคเดียวในย่อหน้าที่กล่าวถึงเรื่องต่างๆ มัดรวมกันไว้มากมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“รวมทั้งการจัดทําประชามติรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเพื่อนําไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง” -&amp;nbsp; จบ&amp;nbsp;&lt;br&gt;&lt;br&gt;สิ่งที่ชัดเจนกลับเป็นเรื่องของ MoU44 ในข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แถลงนโยบายรอบแรกบอกว่าจะมีการจัดทำประชามติเพื่อยกเลิกข้อตกลงนี้ ส่วนรอบล่าสุด บอกว่า จะเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MoU 2544 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในคำแถลงนโยบายล่าสุด มีการพูดถึงปัญหาตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันไว้ตั้งแต่เริ่มต้นเรื่อง พร้อมระบุว่าเมื่อเป็นรัฐบาล ‘เต็มตัว’ จะแก้ปัญหาดังนี้ เร่งทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ให้แล้วเสร็จจะได้มีเงินรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินข้างหน้า, เยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง, เยียวยาผู้ค้า, จูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสํานักงานในไทย, เพิ่มตลาดส่งออกเกษตรและอาหารแปรรูปให้เป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงอาหารโลก, เตรียมปรับลดรายจ่ายหน่วยงานในร่างงบประมาณปี 70&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนั้นเป็นการบรรยายในด้านต่างๆ ด้วยถ้อยคำค่อนข้างกว้าง ส่วนรูปธรรมที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งเห็นจะเป็นการต่อยอดจากรัฐบาลก่อนๆ ในความพยายามปฏิรูปการเกณฑ์ทหาร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“​​รัฐบาลจะดําเนินโครงการทหารอาสา ๑๐๐,๐๐๐ อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง ๔ ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนนายสิบ…”&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในการพยายามจะฟื้นเศรษฐกิจอันหนักหนาสาหัสนี้ รัฐบาลอนุทินน่าจะมุ่งเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยีมาช่วยทำงานด้านต่างๆ&amp;nbsp; เพราะใน 19 หน้าที่บรรยายสิ่งที่จะทำนั้น มีคำว่า ‘AI’ ปรากฏอยู่ 11 ครั้ง มีคำว่า ‘ดิจิทัล’ ปรากฏอยู่ 19 ครั้ง ดังนั้นนอกจาก ‘3 รัฐมนตรีคนนอก’ ความหวังอีกส่วนน่าจะอยู่ที่รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ชื่อ ไชยชนก ชิดชอบ ด้วยกระมัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7" hreflang="th"&gt;ข่าว&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;การเมือง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;แถลงนโยบาย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A5" hreflang="th"&gt;อนุทิน ชาญวีรกูล&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Thu, 09 Apr 2026 03:22:44 +0000</pubDate>
    <dc:creator>See Think</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">117002 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>วิวาทะไฟป่า ปี 2026 ชาวเน็ตชี้นิ้วโทษ ‘ชุมชนพื้นที่ป่า’  รวมเหตุผลหลายด้าน จุดที่หลงลืม </title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/117001</link>
  <description>&lt;span&gt;วิวาทะไฟป่า ปี 2026 ชาวเน็ตชี้นิ้วโทษ ‘ชุมชนพื้นที่ป่า’  รวมเหตุผลหลายด้าน จุดที่หลงลืม &lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;อันนา หล่อวัฒนตระกูล : รายงาน&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;Pazzle&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-09T08:57:16+07:00" title="Thursday, April 9, 2026 - 08:57"&gt;Thu, 2026-04-09 - 08:57&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ วนกลับมาทุกปี แถมปีนี้เหมือนจะหนักหนากว่าเดิม เมื่อฝุ่นควันถูกนำไปผูกโยงกับการเกิดไฟป่า สังคมก็พร้อมจะชี้นิ้วด่าทอชุมชนในพื้นที่ว่าเผาป่า ในขณะที่ภาครัฐก็ดำเนินนโยบาย “ปิดป่า” และ “ห้ามเผา” อย่างเข้มงวดในหลายจังหวัดในภาคเหนือ จนกระทบกับชีวิตของชุมชนในเขตป่า ซึ่งหลายชุมชนเป็นผู้ดูแลผืนป่าหลายหมื่นไร่ ระดมกำลังทำแนวกันไฟ ลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟป่า และดับไฟเพื่อไม่ให้ลามเข้าเขตป่าที่ชุมชนดูแล&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55192646746_044973bb51_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;การทำแนวกันไฟโดยชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่หมี จังหวัดลำปาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;(ภาพ กัญญ์วรา หมื่นแก้ว/&lt;a href="https://www.facebook.com/share/p/1A1kpfmigA/"&gt;มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ลำปางกว่าสองร้อยคน&lt;a href="https://www.facebook.com/northerndevelopmentfoundation/posts/pfbid02KyVPC9fLWdBVK44edvBSgNmFr8uaRefZ9qXjFez1LevLyBAzS83Q7LLWYjBSqR88l"&gt;ชุมนุม&lt;/a&gt;ที่ศาลากลางลำปาง เนื่องจากมาตรการห้ามเผาและคำสั่งปิดป่าทั้งจังหวัดลำปางทำให้ชุมชนไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์และบริหารจัดการเชื้อเพลิงในขอบเขตพื้นที่ที่ชุมชนดูแลได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัวว่าการเข้าไปทำแนวกันไฟและเฝ้าระวังไฟป่าตามที่ทำทุกปีจะกลายเป็นการทำผิดกฎหมาย เมื่อคำสั่งปิดป่าของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ระบุว่าให้ประชาชนนำบัตรประจำตัวไปลงทะเบียนขอเข้าพื้นที่ป่าที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และถ้าเกิดไฟไหม้ป่าในบริเวณดังกล่าว ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมาย ต้องมีการแจ้งความต่อตำรวจในพื้นที่เพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์เผากระท่อมของประชาชนบ้านแม่หมี ตำบลหัวเมือง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เมื่อคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากชุมชนบ้านแม่หมีจัดกิจกรรม “&lt;a href="https://www.facebook.com/northerndevelopmentfoundation/posts/pfbid02j5PWpgWEgKq2he4k2JKZpmsNti8Rjbz6p7QaeYsxEHNJRMeUau4ropbWLZpyKUrzl"&gt;เปิดป่า เปิดแนวกันไฟ&lt;/a&gt;” เมื่อวันที่ 18 มีนาคม สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและกระทบต่อขวัญกำลังใจของชุมชน และก่อนหน้านั้น&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.facebook.com/photo/?fbid=1381154590710282&amp;amp;set=a.641456571346758"&gt;สกน.&lt;/a&gt; ระบุว่าหลังกิจกรรมเมื่อวันที่ 18 มี.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ. แจ้ซ้อน มีการเข้าไปคุกคามสมาชิกชุมชนบ้านแม่หมี โดยมีการเข้าไปในหมู่บ้านและเข้าหาชาวบ้านบางคนเพื่อซักถามข้อมูลในเชิงกดดัน โดยไม่ได้แจ้งผู้นำชุมชนให้ทราบก่อน ทำให้ชาวบ้านหลายคนเกิดความวิตกกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้รายงานข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จงใจตีความการทำแนวกันไฟตามวิถีชาติพันธุ์ให้กลายเป็นการท้าทายอำนาจรัฐหรือการละเมิดกฎหมายปิดป่าอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือออก&lt;a href="https://www.facebook.com/photo/?fbid=1415146817306013&amp;amp;set=a.634990861988283"&gt;แถลงการณ์&lt;/a&gt;เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ประนามกรณีสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำปางนำเสนอข่าวชุมชนบ้านแม่หมีโดยมีเนื้อหาคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชุมชน ทำให้เกิดทัศนคติเชิงลบ มีการนำรูปภาพของทางมูลนิธิไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และเปิดเผยชื่อ-นามสกุลของประชาชนสู่สาธารณะโดยไม่ได้รับความยินยอม จนสำนักงานฯ ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55192816083_90822f852a_b.jpg" width="1024" height="768" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;สกน. ลำปาง เดินขบวนไปที่ศาลากลางจังหวัดเพื่อประท้วงนโยบายปิดป่า-ห้ามเผา ซึ่งมีผลกระทบกับวิถีชีวิตชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;(ภาพ รัศมี จรณาภรณ์/มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สกน. ยื่นข้อเสนอให้รับรองแผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงของชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่ ที่ยังดำรงวิถีชีวิตด้วยการทำไร่หมุนเวียน 6 ชุมชน และให้คุ้มครองพื้นที่ชุมชนในฐานสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือทั้งหมด ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง “ปิดป่า” โดยยึดตามพื้นที่การจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน และต้องยุติการกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ที่ละเมิดสิทธิชุมชนและไม่ผ่านการประสานงานฝ่ายปกครองในพื้นที่ ได้แก่ การลาดตระเวน เข้าตรวจค้นในพื้นที่ทำกิน สิ่งปลูกสร้าง เคหสถาน การตรวจยึดสิ่งของประกอบอาชีพ และการตรวจยึดที่ดินทำกิน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หน่วยงานต่างๆ ที่เข้าร่วมเจรจาตกลงจะคุ้มครองประชาชนที่จำเป็นต้องใช้ไฟตามแนวทางปฏิบัติเหมือนปีพ.ศ.2568 และให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ได้ตามปกติวิถี ส่วนกรณีเผากระท่อมที่บ้านแม่หมี จะต้องมีการเข้าไปสื่อสารทำความเข้าใจกับชุมชน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เกิดการถกเถียงรุนแรงบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตในคอมเม้นท์ด่าทอชาวบ้านว่าไร้จิตสำนึก ไปจนถึงว่าไม่ควรให้มีชุมชนอยู่ในเขตป่า ในขณะที่อีกฝั่งตั้งคำถามว่าวาทกรรม “ชาวบ้านเผาป่า สร้างมลพิษ” นอกจากจะผลิตซ้ำมายาคติที่ว่าไฟเป็นผู้ร้ายและปัดความผิดให้ชุมชนแล้ว ยังละเลยต้นตอที่ซับซ้อนของปัญหา PM2.5 ซึ่งอีกตัวการหลักคือการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน นำมาซึ่งฝุ่นพิษข้ามแดน ซึ่งทำให้การมุ่งเป้าไปที่ประเด็น “ไฟป่า” อาจไม่ใช่คำตอบ และคำสั่งปิดป่าแบบเหมารวมก็อาจมีผลร้ายมากกว่าดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นักวิชาการ นักกิจกรรม และบุคคลสาธารณะเองก็เข้ามามีส่วนร่วมในวิวาทะเรื่องไฟป่า อย่าง สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา และ ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มี&lt;a href="https://www.facebook.com/nuling/posts/%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%AD-pinkaew-laungaramsri%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81/26995950516657304/"&gt;วิวาทะ&lt;/a&gt;กันผ่านเฟสบุ๊คเกี่ยวกับประเด็นการชิงเผาเพื่อจัดการเชื้อเพลิง โดยสมบัติโพสเฟสบุ๊คถึงปิ่นแก้วระบุว่าเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการที่ไม่บริหารจัดการเชื้อเพลิงทำให้เกิดไฟใหญ่ในปีนี้ เพราะมองว่าเชื้อเพลิงในป่าสามารถย่อยสลายได้เอง และมองว่าปัญหาหลักตอนนี้คือมีปริมาณไฟมากกว่าคนดับไฟ ซึ่งตัวเขาไม่ได้ค้านการใช้ไฟ แต่การใช้ไฟต้องมั่นใจว่าคุมได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านปิ่นแก้วระบุผ่านช่องคอมเม้นว่าผู้นำชุมชนหลายแห่งเล่าว่านโยบาย Zero burning และปัญหาใบไม้สะสมทำให้การดับไฟยากขึ้น และพูดกันมาตั้งแต่ปีที่แล้วว่าปีนี้ไฟจะไหม้หนัก หลายชุมชนเห็นตรงกันว่าจะต้องจัดการใบไม้ในป่าทุกปีเพราะใบไม้ไม่ได้ย่อยสลายได้ง่าย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์สื่อว่ามีส่วนในการผลิตซ้ำอคติโดยไม่ให้พื้นที่กับเสียงของชุมชน หรือการนำบุคคลที่มีทัศนคติด้านลบกับชุมชนมาออกรายการ ทำให้ชุมชนกลายเป็นแพะรับบาปในเรื่องไฟป่า เช่นในกรณีที่ สมบูรณ์ คำแหง ออก&lt;a href="https://www.facebook.com/photo/?fbid=26744567288468413&amp;amp;set=a.463041367047697"&gt;จดหมายเปิดผนึก&lt;/a&gt;ผ่านโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์การที่รายการตอบโจทย์ ซึ่งออกอากาศผ่านไทยพีบีเอสเชิญปลอดประสพ สุรัสวดี มาแสดงความคิดเห็น และมีการกล่าวหาว่าไฟป่าในภาคเหนือเกิดขึ้นจากคนสองกลุ่ม หนึ่งคือองค์กรเอ็นจีโอที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกสารสิทธิที่ดิน และสองคือกลุ่มที่ต้องการกฎหมายอากาศสะอาด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ชุมชนดูแลป่า แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จรัสศรี จันทร์อ้าย จากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เล่าในกิจกรรมเสวนาออนไลน์ “วิกฤติไฟป่าภาคเหนือ เมื่อรัฐคุมเข้ม ‘ปิดป่า-ห้ามเผา’ ชวนรื้อถอนมายาคติ ‘คนอยู่กับป่า = ผู้ร้ายในไฟป่า” ของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมาว่าในเขตชุมชนของเธอ ก่อนจะมีประกาศห้ามเผา ก็มีการบินโดนตรวจตราอย่างเข้มงวด และหลังจากนั้นก็เริ่มมีรายงานในหน้าสื่อว่าโดรนจับได้ว่ามีคนจุดไฟ ซึ่งชุมชนของเธอซึ่งอยู่ในพื้นที่ติดต่อกับอุทยานแห่งชาติและป่าสงวนได้รับผลกระทบจากการตรวจตราและคำสั่งเหล่านี้มาเป็นเดือนแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จรัสศรีมองว่าการรายงานข่าวเรื่องไฟไม่ได้บอกสาเหตุของการเกิดไฟทั้งหมด และมักทำให้สังคมตื่นตระหนกว่ามีไฟไหม้เยอะ ควรจะมีการนำเสนอถึงต้นตอของไฟที่มากกว่านี้ ไม่ใช่ทำให้ชุมชนเป็นแพะรับบาปเมื่อเกิดไฟป่า เธอเล่าว่าปกติแล้วในชุมชนจะต้องทำแนวกันไฟในช่วงเดือนมีนาคมเมื่อใบไม้ร่วงจนหมด แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถจัดการเชื้อเพลิงได้เหมือนภาครัฐ ทำให้เกิดเชื้อเพลิงสะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จรัสศรีระบุว่าในเขตชุมชนหลังแนวกันไฟยังไม่มีไฟลามไปถึง แต่ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีไฟป่าลุกลามอยู่รอบนอกในเขตอุทยาน แสดงให้เห็นว่าชุมชนเองก็มีองค์ความรู้ว่าต้องทำแนวกันไฟเวลาไหน ทำแค่ไหน ไฟถึงจะไม่ลามเข้ามาในเขตของชุมชน ซึ่งชุมชนของเธอดูแลพื้นที่ป่ากว่าหกพันไร่ เธอระบุว่าหลายชุมชนชาติพันธุ์ในเขตป่าภาคเหนือก็มีการเฝ้าระวังและทำแนวกันไฟเช่นกันเพื่อปกป้องชุมชนของตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในส่วนของพื้นที่เกษตรในชุมชนที่มีการทำไร่หมุนเวียน จรัสศรีระบุว่าที่ผ่านมาชุมชนพยายามลงทะเบียนผ่านแอพลิเคชั่น FireD (ไฟดี) แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เกษตรของชุมชน มีแต่การป้องกันไม่ให้ไฟลามเข้ามา เธอยังเล่าอีกว่าถึงการลงทะเบียนขอจัดการเชื้อเพลิงจะทำผ่านองค์กรท้องถิ่น แต่การตัดสินใจอยู่ที่ระดับจังหวัด ชุมชนไม่สามารถตัดสินใจเองได้เลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“เราพยายามทำขนาดนี้ แต่อำนาจในการจัดการพื้นที่ของเรายังไม่มีเต็มที่ที่เราสามารถกำหนดได้เลย เพราะมันยังต้องขึ้นอยู่กับอำนาจของผู้ว่า ซึ่งดูภาพรวมของจังหวัด”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จรัสศรีมองว่าภาครัฐควรที่จะเคารพองค์ความรู้ของชุมชนในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ เธอระบุว่าชุมชนเองก็พยายามที่จะยอมรับองค์ความรู้ของภาครัฐที่พยายามเข้ามาจัดการด้วยการใช้อำนาจและการวางระบบต่างๆ เช่นระบบไฟดี ดังนั้นรัฐเองก็ควรจะยอมรับการจัดการไฟและการจัดการทรัพยากรของชุมชนด้วย ควรจะคืนอำนาจและสิทธิในการจัดการให้ชุมชนเป็นผู้วางแผน เช่น การทำแนวกันไฟ จะต้องทำตรงไหน กว้างแค่ไหน หรือพื้นที่ไหนจำเป็นต้องใช้ไฟเพราะมีความเสี่ยง เพราะชุมชนย่อมรู้สภาพของพื้นที่ดีที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐควรที่จะมีมาตรการที่ทั่วถึงในการควบคุมมลพิษ ไม่ใช่เพ่งเล็งแต่ภาคเกษตร เธอมองว่าภาคเกษตรไม่ใช่ตัวการเดียวที่ทำให้เกิดมลพิษแต่ยังมีสาเหตุอื่น เช่นมลพิษข้ามพรมแดน หรือมลพิษจากอุตสากรรม รัฐจึงควรจะมีมาตรการควบคุมที่เท่ากัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เธอระบุว่าสังคมเองก็ควรจะมองว่าไฟมีหลายประเภท มีประเภทที่ควบคุมได้ และที่ควบคุมไม่ได้ แต่ละประเภทมีการจัดการต่างกัน สังคมควรที่จะได้รับรู้ข้อมูล เพราะจะเป็นต้นทุนให้คนเข้าใจการจัดการไฟและยอมรับองค์ความรู้ของชุมชน เพราะแต่ละชุมชนมีสภาพพื้นที่ต่างกัน การจัดการก็ต้องอาศัยการทำความเข้าใจสภาพแต่ละพื้นที่ว่าเป็นแบบไหน ซึ่งแต่ละชุมชนก็มีองค์ความรู้ที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่ของตัวเอง จึงไม่ควรจะเอามาตรฐานเดียวมาใช้กับทุกพื้นที่&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;อคติต่อชุมชน - วาทกรรมของรัฐรวมศูนย์ ผลักชุมชนให้เป็นแพะ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สุรินทร์ อ้นพรม นักวิชาการอิสระด้านป่าไม้ มองว่านอกจากวิกฤตมลพิษที่มีผลกระทบรุนแรงแล้ว ยังมีวิกฤตในเชิงทัศนคติของคนกลุ่มที่เขาเรียกว่า “นักอนุรักษ์เขียวปี๋” ที่มีอคติต่อชุมชนด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“คนกลุ่มนี้เวลาเห็นปัญหา PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่พวกเขากังวลมากที่จะกระทบต่อสุขภาพของเขา ซึ่งเราก็เห็นด้วย แต่การที่กระโจนไปเอาเรื่องของปัญหา PM2.5 มาผูกติดกับเรื่องไฟป่า เราคิดว่ามันเป็นทัศนคติที่ค่อนข้างตื้นเขินเกินไปและแคบเกินไป เพราะเขาไม่มองปัญหาอื่นที่มาเกี่ยวข้องเลย” สุรินทร์ระบุ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุรินทร์มองว่าอีกปัญหาหลักที่เกี่ยวข้องกับประเด็นฝุ่น PM2.5 คือเรื่องมลพิษข้ามแดน ซึ่งที่ผ่านมาก็เริ่มมีข้อมูลชัดเจนมากขึ้นว่ามีการปลูกพืชเศรษฐกิจเช่นข้าวโพดเพิ่มขึ้นในภูมิภาค แต่ปัญหามลพิษข้ามแดนมักถูกละเลยขณะที่สังคมชี้นิ้วโทษชุมชนว่าสร้างมลพิษ ซึ่งเขามองว่าเป็นการมองปัญหาแบบตื้นเขินมาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่เพียงเท่านั้น สังคมยังไม่ตั้งคำถามกับอำนาจการจัดการไฟป่าที่ผูกขาดไว้กับหน่วยงานของรัฐอย่างกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ ซึ่งสุรินทร์มองว่าการรวมศูนย์อำนาจแบบนี้ทำให้การจัดการไฟมีข้อจำกัด ชุมชนที่ดูแลรักษาป่าไม่สามารถใช้องค์ความรู้และประสบการณ์ในการจัดการไฟให้สอดคล้องกับบริบทและวิถีชีวิตวัฒนธรรมของตัวเองได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1339538678220899&amp;amp;set=pb.100064943371585.-2207520000&amp;amp;type=3"&gt;Greenpeace Thailand&lt;/a&gt; ระบุว่า จากข้อมูลเมื่อปี 2567 31.8% ของร่องรอยเผาไหม้หรือ burn scar ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเกิดในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยัง&lt;a href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1346438754197558&amp;amp;set=pb.100064943371585.-2207520000&amp;amp;type=3"&gt;พบว่า&lt;/a&gt;จุดความร้อนในไร่ข้าวโพดส่วนใหญ่เกิดในตอนเหนือของ สปป. ลาว (33.72%) และรัฐฉาน ประเทศเมียนมา (52.66%) นอกจากนี้ยังระบุว่ายุทธศาสตร์ความร่วมมือเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMEC) และสิทธิภาษีศุลกากร 0% ตามข้อตกลง AFTA นำมาซึ่งการขยายตัวของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมกับการเกิดขึ้นของมลพิษข้ามแดน โดย Greenpeace มองว่าการแก้ปัญหาต้องเริ่มต้นที่ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่เปิดเผยโปร่งใสและไม่เป็นเครื่องมือฟอกเขียวของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ รวมถึงต้องลดพื้นที่การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;.รัฐรวมศูนย์เองก็มีการสร้างวาทกรรมต่างๆ ที่ทำให้ไฟกลายเป็นผู้ร้าย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไฟถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ สุรินทร์ตั้งข้อสังเกตว่าหลังการตั้งสำนักควบคุมไฟป่า ไฟเริ่มถูกมองเป็นภัยคุกคาม มีการสร้างวาทกรรมเช่น “ไฟมาป่าหมด” เขามองว่ารัฐเองต้องการจะมีอำนาจในการจัดการไฟ และหลังมีวาทกรรมนี้เกิดขึ้นก็เริ่มโทษชุมชนในเขตป่าที่มีการใช้ไฟในไร่หมุนเวียนหรือในการจัดการเขตป่าของชุมชน ไม่มีการแยกแยะว่าไฟไหนที่จำเป็น ไฟไหนที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งลดทอนองค์ความรู้ของชุมชนและทำให้สังคมมองไม่เห็นว่ามีองค์ความรู้เดิมว่าไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ แม้แต่รัฐเองที่มีการจัดการเชื้อเพลิงหรือที่เรียกว่า “ชิงเผา” ก็ไม่สามารถอธิบายกับสาธารณะอย่างเป็นระบบได้ เพราะสร้างวาทกรรมไว้แล้วว่าไฟมาป่าหมด แต่ก็ยังใช้ไฟในการจัดการป่า ทำให้สังคมไม่เกิดการเรียนรู้ว่าชุมชนจัดการป่าได้ยังไงบ้าง จน 3-4 ปีที่ผ่านมาก็เกิดวาทกรรม Zero burning ตามมาด้วยมาตรการห้ามเผา และปิดป่า เขามองว่าผลของการทำให้ไฟเป็นสิ่งลี้ลับ และการที่รัฐเองไม่สามารถสื่อสารกับชุมชนหรือสาธารณะได้ว่าไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศยังไงบ้าง ทำให้สังคมขาดการรับรู้เรื่องไฟตามที่เป็นจริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุรินทร์ระบุว่าทุกปีภาครัฐมีการรายงานข้อมูลว่าในพื้นที่ป่ามีไฟไหม้เท่าไหร่ ไฟเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่ทั้งที่มีทั้งข้อมูลและงบประมาณมหาศาล รัฐกลับไม่เคยทำความเข้าใจกับประชาชนว่าเกิดอะไรขึ้น และแม้แต่สาเหตุของไฟป่าก็เป็นข้อมูลที่มาจากการสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในกระบวนการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงก็เป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ไม่มีการทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ สุรินทร์ตั้งคำถามว่าสาเหตุต่างๆ ที่มีการรายงาน เช่นการหาของป่า การล่าสัตว์ เป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า และเมื่อข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาสื่อสารกับคนในสังคม จึงง่ายมากที่ชุมชนในเขตป่าจะกลายเป็นจำเลยสังคม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้าน ธนากร อัฏฐ์ประดิษฐ์ นักวิชาการอิสระผู้สนใจการเมืองเรื่องป่าและไฟวิทยาชนพื้นเมือง มองว่าปัญหาไฟป่าไม่ได้มีประเด็นแค่ปริมาณไฟหรือฝุ่นควันที่เพิ่มขึ้น แต่มองว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้งในระบบการจัดการที่ดินและพื้นที่ป่า เนื่องจากในหลายจังหวัดยังมีข้อพิพาทเรื่องการใช้พื้นที่มาตลอด และปัญหาใหม่ๆ เหล่านี้ก็เข้ามาซ้ำเติม&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55192652631_0f42cec837_b.jpg" width="1024" height="591" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;ข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการขออนุมัติการจัดการเชื้อเพลิงผ่านแอพลิเคชั่น FireD ที่ธนากรนำมาแสดงระหว่างกิจกรรมเสวนา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ธนากรระบุว่าเมื่อดูข้อมูลที่มีการเปิดเผยโดยสื่อต่างๆ ในกรณีของจังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลจากระบบไฟดีพบว่ากว่า 60% เป็นการขอใช้ไฟในพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์โดยหน่วยงานของรัฐ ส่วนเกษตรกรมี 28% และชุมชน 4% นอกจากนี้ยังพบว่าคำร้องขอจัดการเชื้อเพลิงในระบบไฟดีได้รับการอนุมัติน้อยลงในช่วงปี 2565 - 2567 ทั้งที่พื้นที่ที่มีการขออนุมัติมีปริมาณพอๆ กัน ทำให้เกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุมัติ และสร้างความไม่สบายใจว่าไฟในพื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นไฟที่ควบคุมไม่ได้หรือเปล่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ธนากรอธิบายว่าป่าในประเทศไทยไม่ได้มีความหมายหลายระนาบ นอกจากป่าในเชิงลักษณะทางนิเวศวิทยาแล้ว ยังมีป่าตามคำนิยามของรัฐที่ใช้กฎหมายประกาศเขตพื้นที่ต่างๆ ซึ่งซ้อนทับกับสภาพความเป็นจริงที่มีชุมชนอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น และยังมีป่าตามการใช้ประโยชน์จริงของชุมชนในพื้นที่ด้วย โดยในเชียงใหม่มีชุมชน 399 ชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ 872 ชุมชนในป่าสงวน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“เวลาบอกว่าไฟเกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มันจึงต้องไปดูอีกสามระนาบว่าจุดตรงนั้นมันเป็นป่าตามกฎหมายแบบไหน ป่าระบบนิเวศแบบไหน และเป็นป่าที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จริงแบบไหน” ธนากรระบุ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ธนากรมองว่าก่อนหน้านี้การจัดการไฟเป็นประเด็นหลัก แต่ตอนนี้การจัดการไฟถูกผูกเข้ากับปัญหาฝุ่นควัน เสมือนกับว่าปัญหาฝุ่นคือจุดศูนย์กลาง เขามองว่าสำหรับสถานการณ์ฝุ่นควัน มีปัญหาที่ใหญ่กว่าการจัดการไฟในภาคเหนือมาก โดยเขาบอกว่าที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความเกี่ยวพันกันของช่วงเวลาที่เกิดฝุ่นควันกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวแบบพันธสัญญาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเขาสังเกตว่าหลังเกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค พื้นที่ปริมาณมากถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวโพดป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งเขาตั้งคำถามว่าทำไมประเด็นนี้ถึงไม่มีการพูดถึงทั้งที่เป็นประเด็นใหญ่มากที่เกี่ยวข้องกับปริมาณฝุ่นควันข้ามแดน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“หน่วยวิเคราะห์และหน่วยปฏิบัติการของเราจำเป็นต้องแยกแยะให้ชัดเจนมากว่าสุดท้ายแล้วคุณจะมุ่งไปที่อะไร ตรงไหนบ้าง เพราะถ้าเอา PM2.5 เป็นศูนย์กลาง มันกลายเป็นว่ามันไปถ่างเพิ่มเรื่องของความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม ความไม่เป็นธรรมด้านการจัดการทรัพยากร” ธนากรระบุ&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55192922849_41d94cb014_b.jpg" width="1024" height="595" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;ภาพกราฟิคแสดงสถิติพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ธนากรนำมาแสดงระหว่างการเสวนา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุรินทร์มองว่าถ้าหน่วยงานรัฐมีความจริงใจและเจตจำนงค์ที่มากพอ ไฟก็เป็นสิ่งที่จัดการได้ และที่จริงในพื้นที่ก็มีชุมชนที่ทำงานอยู่แล้ว รัฐก็ควรจะเข้าไปสนับสนุนให้ชุมชนใช้องค์ความรู้ในการจัดการไฟตามสภาพพื้นที่และวัฒนธรรมของชุมชน ส่วนกรณีที่ไฟเกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือไฟที่ควบคุมไม่ได้ เขามงอว่าหน่วยงานควรจะไปสังคายนาความรู้ของตัวเองก่อนว่าไฟเกิดจากอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ปรักปรำว่าเกิดจากการหาของป่า ล่าสัตว์ หรือเผาไร่ ซึ่งเป็นการมองที่ตื้นเขินเกินไปและไม่ได้ทำให้ได้ชุดข้อมูลที่จะเอามาใช้ในการจัดการ ส่วนมาตรการปิดป่าหรือการห้ามเผา เขามองว่าเป็นระเบิดเวลาเพราะเชื้อเพลิงจะสะสมในพื้นที่มากขึ้น และถ้ามีไฟเกิดขึ้นก็อาจลุกลามใหญ่โต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถึงสุรินทร์จะบอกว่าปัญหาไฟป่าและปัญหาฝุ่นควันแยกออกจากกันไม่ได้ แต่ฝุ่นควันเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าและควรจะต้องมีความชัดเจนว่าจะจัดการยังไง โดยเขามองว่าไฟป่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาฝุ่นเท่านั้น แต่มีเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่นปัญหามลพิษข้ามแดน และในขณะที่ประชาชนนั่งถกเถียงทะเลาะกันเอง รัฐบาลก็ไม่ได้ขยับตัวทำอะไรเลย โดยอ้างว่าอยู่ในช่วงรักษาการ ซึ่งเขามองว่าฟังไม่ขึ้น และอยากเรียกร้องให้ภาครัฐนำเรื่องนี้มาเป็นวาระ เพราะเป็นเรื่องที่ทำในประเทศไทยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการร่วมมือกับเพื่อนบ้านด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9" hreflang="th"&gt;รายงานพิเศษ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;การเมือง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95" hreflang="th"&gt;คุณภาพชีวิต&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;สิ่งแวดล้อม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9D%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-pm25" hreflang="th"&gt;ฝุ่น PM2.5&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;ไฟป่า&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD" hreflang="th"&gt;ภาคเหนือ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;มาตรการห้ามเผา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD" hreflang="th"&gt;สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD" hreflang="th"&gt;มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5" hreflang="th"&gt;ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;มูลนิธิกระจกเงา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;จรัสศรี จันทร์อ้าย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;สุรินทร์ อ้นพรม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%8B" hreflang="th"&gt;กรีนพีซ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A5" hreflang="th"&gt;อันนา หล่อวัฒนตระกูล&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Thu, 09 Apr 2026 01:57:16 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Pazzle</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">117001 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>'ครูองุ่น' ยังอยู่กับเรา: มรดกมีชีวิต พื้นที่ความคิด สนามของเด็กๆ และต้นไม้ประชาธิปไตย  </title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/116977</link>
  <description>&lt;span&gt;'ครูองุ่น' ยังอยู่กับเรา: มรดกมีชีวิต พื้นที่ความคิด สนามของเด็กๆ และต้นไม้ประชาธิปไตย&amp;nbsp; &lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;เรื่อง :&amp;nbsp;ปิยนุช โคตรสาร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาพปก : กิตติยา อรอินทร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;XmasUser&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-06T14:21:34+07:00" title="Monday, April 6, 2026 - 14:21"&gt;Mon, 2026-04-06 - 14:21&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;h2&gt;มีใครไม่เคยมาสวนครูองุ่นบ้าง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ท้องฟ้าสีส้มอมชมพูยามเย็นทอดตัวอยู่เหนือสวนครูองุ่น พื้นที่สีเขียวเล็กๆ ใจกลางเมืองในซอยทองหล่อ ในสวนมีต้นไม้ต้นหนึ่งที่เด็กๆ นับร้อยชีวิตเคยปีนป่าย วิ่งเล่น หัวเราะ และเติบโตไปพร้อมกัน ลูกสาวของผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในเด็กเหล่านั้น ขณะที่ยืนมองลูกอยู่ บุ้งเดินเข้ามาทัก พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน เธอหันไปมองเด็กน้อยแล้วพูดว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"นี่คือลูกสาวคนที่พี่บอกว่า พวกเราสู้ให้เด็กๆ รุ่นต่อไป คือรุ่นลูกของพี่ใช่ไหมคะ"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;'บุ้ง' และเพื่อนๆ นักกิจกรรมมักใช้สวนครูองุ่นเป็นพื้นที่นัดพบ พูดคุย แลกเปลี่ยน และพักใจจากการต่อสู้ภายนอก เรานั่งคุยกันอยู่สักครู่หนึ่ง โดยไม่รู้เลยว่านั่นอาจเป็นหนึ่งในบทสนทนาครั้งท้ายๆ ที่เราจะได้มีร่วมกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;'บุ้ง' เนติพร เสน่ห์สังคม คือ หนึ่งในนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาใช้และให้ความหมายกับพื้นที่แห่งนี้ เช่นเดียวกับคนอีกหลายรุ่นที่เคยเดินผ่านเข้ามาในสวนครูองุ่น ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่&lt;strong&gt;สิริพร สุขชูศรี&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;หรือ&lt;strong&gt;โซเฟีย&lt;/strong&gt; ผู้จัดการสวนครูองุ่น กล่าวไว้ว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"เรามองว่านักกิจกรรมตั้งแต่รุ่นหลังเลือกตั้งปี'54&amp;nbsp;เฟีย ว่าไม่มีใครไม่มาที่นี่ ตอนนั้นแหละก็เลยมั่นใจเลยว่าฐานหนึ่งเรื่องการเมืองเราบล็อกไม่ได้"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อันที่จริงแล้วสวนครูองุ่นนี้ มีนักวิชาการ ศิลปิน นักกิจกรรมตบเท้าเข้ามาแลกเปลี่ยน พูดคุย ทำกิจกรรมกันไม่ได้ขาดตั้งแต่อดีต ซึ่งคนเหล่านั้นต่างเป็นลูกศิษย์ลูกหาครูองุ่น อาธิเช่น อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์, เทพศิริ สุขโสภา, จักรพันธ์ุ โปษยกฤต, สน สีมาตรัง, สถาพร ศรีสัจจัง, จาตุรนต์ ฉายแสง, รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน และ กัลยา ใหญ่ประสาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันที่ 5 เม.ย. 2569 เป็นวันครบรอบชาตกาล 109 ปี จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ทบทวนและมองไปข้างหน้ากับ มรดกมีชิวิต พื้นที่ทางความคิด สนามวิ่งเล่นของเด็กๆ และต้นไม้แห่งประชาธิปไตยแห่งนี้ไปด้วยกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"แทบทุกวันจะมีผู้ที่รู้จักครูแวะเวียนมาหาที่บ้านอยู่เสมอ คนเหล่านั้นมีทั้งที่เป็นลูกศิษย์ กัลยาณมิตร และคนรู้จักทั่วไป บ้านจึงไม่เคยเงียบเหงา"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากคำบอกเล่าของคุณ&lt;strong&gt;สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย &lt;/strong&gt;ลูกศิษย์ของครูองุ่น และประธานมูลนิธิไชยวนา พื้นที่บ้านครูองุ่นเป็นศูนย์กลางของผู้คนที่มีชีวิตชีวาเพราะมีทั้งลูกศิษย์ กัลยาณมิตร และผู้คนหลากหลายแวะเวียนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ บรรยากาศร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิดที่ครูค่อยๆ ปลูกและดูแลด้วยตนเอง จนกลายเป็นสวนกลางเมืองที่ให้ทั้งร่มเงาและความสงบ ทุกเช้า ภาพของครูองุ่นที่สวมเสื้อม่อฮ่อม กวาดใบไม้ และดูแลพื้นที่อย่างเรียบง่าย สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่ติดดินและลงมือทำจริง สวนครูองุ่นทำหน้าที่เป็นทั้งที่พักพิงของผู้ที่เดือดร้อน พื้นที่ทำงานของกลุ่มศิลปินและนักพัฒนา และเวทีแลกเปลี่ยนความคิดทางสังคมและการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ ผู้คนไม่ได้เพียงมาพบปะ แต่ยังมาค้นหาความหมายของชีวิตและร่วมกันตั้งคำถามต่อสังคม จนกล่าวได้ว่าบ้านของครูองุ่นในวันนั้นคือ "ชุมชนทางความคิด" ที่มีชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;รอยต่อของความฝันจากอดีตสู่ปัจจุบัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;รอยต่อสำคัญในการต่อยอดตามความฝันของครูองุ่น คือการที่มูลนิธิกระจกเงาและมูลนิธิไชยวนา ร่วมกันก่อการครั้งใหญ่ด้วยกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ตอนที่จะทำมันเป็นเรื่องใหม่สำหรับกระจกเงา แล้วมันนอกเหนือจากประเภทต่างๆ ของกระจกเงา เพราะกระจกเงาส่วนใหญ่ พื้นที่ของเราคือมนุษย์ คนหาย ผู้ป่วย มันก็เป็นคน แต่อันนี้มันเป็น Space (พื้นที่) ซึ่งมันใหม่มากๆ เลย แล้วแต่ละคนก็ไม่ได้มีความรู้ด้านนี้อะไร พี่หนูหริ่ง (สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา) บอกเราจะขบถ เราจะไม่ใช้เครื่องจักร เราจะใช้กำลังอาสาสมัคร เอาจอบเอากำลังอาสาสมัครร้อยคนมาทำแล้วที่สวนสำเร็จได้เนี่ย เราได้พี่ๆนักโทษชั้นดีจากกรมราชทัณฑ์ค่ะ ประมาณ 300 นาย 3 วัน เราทำมากันเป็นเดือนนะคะ พี่ๆ จากกรมราชทัณฑ์มา 3 วัน เสร็จเลย กำลังผู้ชายไง แต่ของเรามันเป็นกำลังอาสาสมัคร ทำวันละนิด วันละหน่อย พอ 3 เดือนเสร็จ พี่หนูหริ่ง ก็เหมือนกับมาถามต่อแหละว่าเดี๋ยวสวนเสร็จเราก็จะมีโปรแกรมนี่นั่น เราก็มองโปรแกรมยาวนี่ไม่ใช่โปรแกรมทำสวนแล้วนะ เราบอกว่าหนูมีแผนที่จะไปเรียนต่อ ปรัชญามนุษย์ที่อินเดีย พี่หนูหริ่ง บอกว่า เธอเชื่อฉันอยู่ตรงนี้น่ะ จะยิ่งกว่าปรัชญามนุษย์"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการสร้างสวน คือการค้นพบว่าแท้จริงแล้วพื้นที่นี้มีไว้เพื่ออะไร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระยะแรก สวนครูองุ่นอาจดูเป็นสวนเด็ก เป็นสวนกิจกรรม หรือเป็นสถานที่จัดงานเล็กๆ กลางเมือง แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองเข้มข้นขึ้น และโดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ชุมนุม นักกิจกรรม และคนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องการพื้นที่ปลอดภัย สวนครูองุ่นจึงเป็น "พื้นที่ทางความคิด" และ "พื้นที่ของทุกคน"&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โลกของเด็กคือโลกของครูองุ่น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;พื้นที่นี้รับคนเจ็บ รับนักกิจกรรมที่เหนื่อยล้า รับคนที่ต้องการที่พักชั่วคราว รับการประชุม ซ้อมละคร ระดมทุน แลกเปลี่ยนความคิด รับทั้งกิจกรรมเพื่อสังคม ศิลปะ การเมือง และการพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวกับเด็กๆ เช่นงานวันเด็กที่จัดแต่ละปี &lt;strong&gt;โซเฟีย&lt;/strong&gt; เล่าด้วยความภูมิใจเป็นพิเศษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นสวนครูองุ่นโดยสมบูรณ์ คืองานวันเด็ก พองานวันเด็ก เป็นภาพที่ครูองุ่นเขียนในบันทึกว่า ลูกชาวนา ลูกกรรมกร เดินกับเขามาอยู่ในพื้นที่เล่นละคร ดูตุ๊กตา มันเลยกลายเป็นพื้นที่แบบทุกปีที่ทุกคน รอคอย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"เราเคยทำ เราเคยรวมเด็กในชุมชนทองหล่อ 800 คนสูงสุด ซึ่งงงเหมือนกันมาจากไหน แต่ว่าตอนนี้เราอยู่มา 8 ปี จะเข้าปีที่ 9 เราเห็นเด็กตั้งแต่แบบแบเบาะจนตอนนี้อายุ 8 ขวบ เราเห็นการเติบโตทุกปีแล้ว เรารู้สึกว่านี่แหละสิ่งที่เรียกว่าสวนครูองุ่น คือ มิตินี้ที่เด็กเป็นตัวนำแล้วผู้ใหญ่ที่เข้าใจเด็ก เป็นตัวสนับสนุน เป็นพื้นที่ที่เข้าใจครอบครัว ก็เลยเข้าใจแล้วว่า อ๋อ สิ่งที่ครูรักษาพื้นที่นี้ไว้เนี่ย ครูไม่ได้อยากจะรักษาแค่อุดมกาณ์ และความคิดครูหรอก แต่แค่มองว่าถ้าพื้นที่ตรงนี้หายไปนะ ความเป็นครอบครัว ความเป็นความเข้าอกเข้าใจในเด็กเยาวชนการเรียน เศรษฐกิจมันจะหายไปด้วย ในพื้นที่เมือง เพราะครูประเมินแล้วว่าพื้นที่เมือง คือมันเริ่มเจริญเติบโต แต่ครูกลัวว่าเด็กที่เป็นลูกชาวนา กรรมกรจะไม่มีพื้นที่ เลยรักษาพื้นที่ อันนี้คือตีโจทย์ต่างหากจากบรรดาลูกศิษย์ของครู" &lt;strong&gt;โซเฟีย &lt;/strong&gt;กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถ้าครูองุ่น รับรู้ได้ ครูคงยิ้มดีใจอย่างแน่นอน เพราะครูมีหัวใจที่ต้องการทำเพื่อเด็กๆ อย่างมาก ตามคำบอกเล่าของคุณ&lt;strong&gt;สินธุ์สวัสดิ์&lt;/strong&gt;ที่ว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ครูจะปรึกษางานทุกอย่างกับผมทั้งงานของมูลนิธิไชยวนาที่ครูออกไปช่วยเด็กและเยาวชนที่ซอยอ่อนนุชในเรื่องให้มีทะเบียนบ้าน หรือรับสอนลูกกรรมกรที่มาก่อสร้างอาคารในซอยทองหล่อใกล้บ้านครูให้ฟรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"งานอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญและแสดงความเป็นตัวตนของครูคือการเย็บหุ่นเชิดมือด้วยผ้ามอบให้เด็กๆ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติชนชั้น บางครั้งลูกศิษย์ที่เป็นนักพัฒนามาเยี่ยมเธอก็มอบให้เป็นเครื่องมือการเรียนการสอนให้เด็กจนชื่อครูถูกกล่าวขานทำให้นักพัฒนาต่างชาติที่มาประชุมในกรุงเทพฯ ต้องแวะมาเยี่ยมเยืยนคุณยายใจดี ครูจะมอบหุ่นมือเชิดมือที่เธอเย็บเองให้เป็นของขวัญหุ่นเชิดมือของครูจึงเดินทางไปเป็นเพื่อนยามเหงาให้เด็กผู้ยากไร้ในชนบทไทยและในต่างประเทศหลายประเทศ วันดีคืนดีเมื่อตื่นแต่เช้าจะมีกระสอบใส่ผ้าหลากสีมากองไว้ที่หน้าประตูบ้านมีกระดาษที่เขียนข้อความสั้นๆ ว่ามอบให้เพื่อตัดเย็บหุ่นเชิดมือให้เด็กๆ เมื่อเห็นกระสอบใส่ผ้าหลายกระสอบที่มีคนนำกองไว้ให้เธอจะอุทานว่า "โอ้โฮ ผ้ามากมายขนาดนี้จะเย็บไหวหรือ" แต่ในที่สุดผ้าหลายกระสอบได้กลายเป็นหุ่นเชิดมือหลายชนิดทั้งเจ้าแกละ เจ้าจุก หนูนิด แก้มแดง ลุงเหน่ง ควาย วัว นกสีเหลืองตัวใหญ่ จรเข้ เสือ ม้า ลิงจ๋อ สารพัดสาระเพห้องเล็กข้างในใกล้บันไดในเรือนบ้านคือที่เก็บหุ่นจำนวนมากกว่าหกร้อยตัว หุ่นเหล่านี้มีลักษณะและสีสันไม่ซ้ำแบบกัน สดใส ยิ้มแย้ม นิ่งเฉย ตามจินตนาการของผู้สร้างสรรค์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ไม่ช้าหุ่นเชิดฝีมือครูองุ่นก็ถูกทยอยมอบให้เด็กๆ ทั้งจากที่พ่อแม่พามาหาที่บ้านซอยทองหล่อและกระจายออกไปตามพื้นที่ต่างๆ ลูกศิษย์ที่ไปเป็นครูสอนทางภาคอีสานได้ตั้งคณะละครหุ่นเชิดมือนำหุ่นเชิดมือของครูไปตระเวนแสดงให้เด็กในหมู่บ้านที่ห่างไกลได้รับชมในวันหยุดและสอนวิธีการทำให้ด้วย ไม่ใช่แต่เพียงภาคอีสานในพื้นที่อื่นๆ หุ่นเชิดมือของเธอได้เดินทางไปทำหน้าที่เติมเต็มความสุขให้กับเด็กเกือบจะทุกภาค เช่นที่ บางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา ชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี โรงเรียนวัดในจังหวัดราชบุรี"&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ครูหรือ ‘ยายองุ่น’ จะได้รับทราบข่าวจากจดหมายที่ลูกศิษย์เขียนมาเล่าบางครั้งเด็กๆ ในชนบทจะเขียนจดหมายมาถึงคุณยายองุ่นเล่าความประทับใจที่ได้จากหุ่นเชิดมือที่ครูบรรจงเย็บ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ประชาธิปไตย ประกายความหวังของครู สู่เจตนารมณ์เพื่อมวลชน&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ครูองุ่น สตรีร่างเล็กที่มีหัวใจยิ่งใหญ่มอบให้มวลชน จากศรัทธาที่ครูมีต่อการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและประชาธิปไตย โดยเฉพาะครูเกิดและเติบโตมาในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเชื่อมั่นในหลักการของนายปรีดี พนมยงค์ ดังที่คุณ&lt;strong&gt;สินธุ์สวัสดิ์ &lt;/strong&gt;ได้เล่าไว้ว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"บางคืนครูจะเล่าเรื่องส่วนตัวในช่วงต่างๆ ของชีวิตให้รับทราบถึงความตื้นลึกหนาบางของแต่ละเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันหรือมีผลกระทบกับชีวิตเธอ ครูเล่าว่า เช้าของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 องุ่น สุวรรณมาลิก ในวัย 15 ปี ขณะกำลังนั่งรถเจ็กไปโรงเรียนสตรีโชติเวช ได้ทราบข่าวบนท้องถนนขณะเดินทางมีคนตะโกนว่า คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแล้ว ประชาชนส่งเสียงกันอื้ออึง เธอดีใจอย่างยิ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเปลี่ยนแปลงทางความคิดเติบโตอย่างก้าวกระโดด ต่อมาได้อ่านแถลงการณ์ของคณะราษฎรหลัก 6 ประการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"แม้ต่อมาจะต้องพบกับเรื่องราวที่หักเหผันผวนแต่ความมุ่งมั่นในทางก้าวหน้าได้ปักหลักลงรากลึกในใจเธอแล้วอย่างไม่สั่นคลอน กล่าวได้เต็มปากว่าเธอเป็นผลผลิตที่เติบโตทางความคิดจากอุดมการณ์ของคณะราษฎร"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฐานอุดมการณ์ของครูองุ่น เป็นอย่างนี้นี่เอง จึงนำมาถึงการมอบที่ดินเพื่อเป็นสถาบันปรีดี พนมยงค์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"เช้าวันนั้น ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเช้าของวันที่ 3 พ.ค. 2526 ครูองุ่น ถือหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เดินตรงมาหาผมครูเดินร่ำไห้น้ำตาเอ่อนัยตาทั้งสองข้างบอกผมว่า "อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เสียชีวิตแล้วที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส" แล้วครูก็พรรณนาความรู้สึกที่มีต่อชีวิตที่ถูกกระทำของอาจารย์ปรีดี คุณูปการของอาจารย์ปรีดี ที่ทำไว้ให้กับประชาชนและสังคมไทย ครูรำพึงออกมาว่า "จะมีทางใดบ้างหนอที่เราจะได้ร่วมกันนำความคิดอุดมการณ์ของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ มาลงหลักปักฐานให้มั่นคงและส่งผลต่อประชาชน" เช้านั้นเป็นเช้าที่คุยกันอย่างยาวนาน จนได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ที่ดิน 371 ตารางวาของครูที่อยู่ติดกันนี้ควรเป็นสถานที่ก่อสร้างให้เกิดพื้นที่เผยแพร่ความคิดอุดมการณ์สันติธรรมและประชาธิปไตยสมบูรณ์ของปรีดี พนมยงค์ พอได้คำตอบดังนี้ครูก็หยุดร้องไห้ ผมเห็นรอยยิ้มบนแก้มที่คราบน้ำตายังไม่ทันเหือดแห้งของครู&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอได้คำตอบแล้วครูบอกจะรีบโทรศัพท์ปรึกษากรรมการมูลนิธิไชยวนา ทุกคน เนื่องจากแต่เดิมนั้นครูตั้งใจยกที่ดินของเธอทั้งหมดทุกแปลงให้มูลนิธิไชยวนา ที่เธอก่อตั้งขึ้นเป็นอนุสรณ์แด่รองเสวกเอกพระรุกขชาติบริรักษ์ (ทอง สุวรรณมาลิก) บิดาของเธอ หลังจากนั้นเธอได้ติดต่ออาจารย์สุภา ศิริมานนท์ ที่ครูรู้จักตั้งแต่สมัยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สยามนิกร เพื่อขอคำแนะนำและปรึกษาถ้าเธอและมูลนิธิไชยวนา จะมอบที่ดินเนื้อที่ 371 ตารางวา ติดถนนในซอยทองหล่อให้มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ เพื่อก่อสร้างสถานที่เผยแพร่ความคิดอุดมการณ์ของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ให้สู่ราษฎร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในเวลานั้นมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ยังไม่ได้จดทะเบียนก่อตั้ง ต่อมาเมื่อมีการจดทะเบียนก่อตั้งแล้วโดยมีท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เป็นประธานมูลนิธิ การพบปะเจรจาได้มีขึ้นหลายครั้ง จนตกผลึกเป็นการก่อสร้างสถาบันปรีดี พนมยงค์ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ วันที่ 12 กันยายน 2526 ครูองุ่น มาลิก ได้มอบที่ดินเนื้อที่ 371 ตารางวาติดซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท 55 ให้มูลนิธิปรีดี พนยงค์ เพื่อก่อสร้างสถาบันปรีดี พนมยงค์ ด้วยเจตนารมณ์ให้สถาบันแห่งนี้ดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์ต่อราษฎรไทยตามแนวคิดสันติธรรมและประชาธิปไตยสมบูรณ์ของปรีดี พนมยงค์ สถานที่แห่งนี้จักเป็นเครื่องย้ำเตือนความทรงจำรำลึกถึงผู้ที่อุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของชาติและราษฎรไทย"&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณ&lt;strong&gt;สินธุ์สวัสดิ์ &lt;/strong&gt;เล่าว่า ไม่เฉพาะที่บ้านในซอยทองหล่อ แต่ในช่วงชีวิตของครูองุ่น ตอนไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครูได้ซื้อที่ดินในซอยห้วยแก้ว 3 และตั้งชื่อว่า "สวนอัญญา" พื้นที่กลายเป็นที่ที่นักศึกษาและคนหนุ่มสาวได้เข้ามาใช้ชีวิต ทำกิจกรรม แลกเปลี่ยนความคิด และเรียนรู้ร่วมกันจนถึงทุกวันนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;พื้นที่นี้เป็นของใครกัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โซเฟีย&lt;/strong&gt; มองว่า พื้นที่ที่ครูองุ่นให้มานี้ ไม่ได้มีแค่สำหรับคนหนุ่มสาวเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ที่นี่เหมือนศาลาประชาคมของผู้ใหญ่บ้าน ใครมีปัญหามาหาเรา ไอ้ช่าไม่เข้าเรียนช่วยไปบอกหน่อย ไอ้ช่านี่ก็เห็นมาตั้งแต่เด็กยันโต ตามประสาวัยรุ่นมาซื้อเสื้อผ้า (ร้านเสื้อผ้าและสินค้ามือสองของมูลนิธิกระจกเงาที่ตั้งอยู่ในสวนครูองุ่น) ก็ให้ช่วยคุยให้ เพราะวัยเราก็ไม่ได้ไกลกับเค้าก็เลยมองว่า ที่นี่มันเป็นที่เชื่อมคนวัยหนุ่มสาวกับแม่กับเด็ก&amp;nbsp; แม้กระทั่งของเด็กอ่อนก็มีที่นี่ค่ะ เราก็จะมีเซตไว้เลยว่า คาร์ซีท เครื่องปั๊มนม เสื้อผ้า แพมเพิส คือไม่ได้บอกว่า เป็นเซ็นเตอร์สำหรับแจก แต่ถ้าคุณไปถึงจุดที่คุณสามารถหารายได้แล้ว เราก็เอาไปแบ่งคนอื่นต่อ หรือไม่ใช้แล้วเอามาคืน แล้วเดี๋ยวให้บ้านต่อไป หรือไม่ต้องมาคืนก็ได้ ทุกวันนี้ยังมันเป็นแบบนั้น"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากแม่และเด็กแล้ว พื้นที่สวนครูองุ่นนี้ยังช่วยสนับสนุนเรื่องสาธารณสุขอีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"พอโควิด เราเป็นพื้นที่ตรวจโควิดเพราะเราทนไม่ได้กับการที่คนไปต่อแถว เพื่อนพี่น้องนักเคลื่อนไหวเค้าก็ช่วยกันเอาเอทีเคเข้ามาจากต่างประเทศ ตอนนั้นเราได้ลูกชายครูประทีปช่วยด้วย ช่วงนั้นยากเนอะกับการซื้อเอทีเค แล้วถ้าเจอโควิดเราก็ทำเหมือนกับ 'คลองเตยดีจัง' เอายาฟาวิฯ ไปแจก แล้วถ้าเป็นหนักเพื่อนเราเป็นนักเทคนิคการแพทย์ แล้วก็มีโรงพยาบาลสนามของครูประทีปก็ส่งตัวไป มันเลยกลายเป็นระบบที่ช่วยเหลือและสนับสนุนกันได้"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำบอกเล่าของ&lt;strong&gt;โซเฟีย&lt;/strong&gt;นี้ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงส่วนหนึ่งจากหนังสือสาระนิยาย เหมือนแสงดาวส่องแสงอยู่ทั่วฟากฟ้า ที่เขียนโดย คุณชมัยพร แสงกระจ่าง ที่ระบุไว้ว่า พื้นที่สวนครูองุ่นเคยตั้งเป็นคลินิกตรวจและรักษาโรคราคาถูกให้กับกรรมกร ซึ่งเป็นไปตามที่คุณสินธุ์สวัสดิ์กล่าวไว้เช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"บ้านเลขที่ 67 นี้เคยเป็นที่ทำการของเวชประชาคลีนิค อำนวยการโดยนายแพทย์อภิเชษฎ์ นาคเลขา มีครูองุ่น มาลิก เป็นผู้ร่วมดำเนินงาน เปิดรักษาพยาบาลให้ประชาชนในราคาห้าบาท หรือถ้าไม่มีเงินก็บริการรักษาให้ฟรี และจัดอบรมความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ให้นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปก่อนจะปิดกิจการ"&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่าหลักการของครูองุ่นที่อยู่ข้างคนที่เสียเปรียบในสังคมนั้นถ่ายทอดออกมาเป็นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;วันพรุ่งนี้และตำนานของสวนครูองุ่น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จนวันนี้ดินแดนทองหล่อเต็มไปด้วยตึกสูงและรถรามากมาย การเจรจามูลค่าที่ดินระดับร้อยล้านพันล้านในย่านนี้ถือเป็นเรื่องปรกติ รวมถึงการก่อสร้างที่ผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด แม้กระทั่งในสวนครูองุ่นเองก็มีการก่อสร้าง เพียงแต่ผลที่ออกมาจะไม่ใช่คอนโดมีเนียม ห้างร้าน หรือโรงแรม แต่จะเป็น ‘สถานที่จัดกิจกรรมทางสังคม’ เป็นอาคารสำนักงานมูลนิธิไชยวนา ไว้รองรับการใช้งานที่ขยายตัวขึ้นของโครงการและกิจกรรมในภายภาคหน้า เช่น การพบปะนักกิจกรรมทางสังคม นักการละคร พื้นที่สำหรับชุมชน เด็กและเยาวชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การออกแบบโครงสร้างและพื้นที่ใช้งานใหม่ในพื้นที่ 258 ตารางวาเกิดขึ้นจากฝีมือออกแบบของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 หลักสูตรนานาชาติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"คืออาจารย์อินด้วยไงคะ อาจารย์เป็นชาวต่างชาติ ตอนแรกแค่อยากจะเป็นพาร์ตเนอร์ เหมือนแกเหมือนเฟียเลย พอมาช่วย 3 เดือนว่าการออกแบบต้องมีอะไรบ้าง แต่หลังๆ มาอาจารย์บอกใหม่ว่า ผมให้นักเรียนออกแบบและตัดเกรดกับคุณเลย โปรเจคนี้คือทั้งคลาสทำงานร่วมกันกับคุณ พอออกแบบเสร็จปุ๊บ อาจารย์แนะนำผู้รับเหมาให้ด้วย บริษัทคิดดี ทำดี"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในช่วงก่อสร้างสวนครูองุ่นจึงเปิดไว้แต่พื้นที่ข้างหน้าที่มีการขายเครื่องดื่มและสินค้ามือสอง และลานเล็กๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ก็มีคำถามมากมายเลย ปิดเหรอ เราบอกรอแป๊บนึง ดิฉันก็อยู่กับความกดดันมาหลายปีเหมือนกัน ว่าแบบมันไม่เสร็จสักที แต่แบบมันต้องใช้เวลา มันมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเยอะ นี่ในอนาคตมันจะเป็นดอกที่มันจะออกเนี่ย"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โซเฟีย เทียบการพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้ว่าเป็นการทำงานร่วมกันจากตัวแทนคนสามรุ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“&lt;strong&gt;ลุงสินธุ์&lt;/strong&gt; (สินสวัสดิ์) นี่คือลูกศิษย์ครูงองุ่น มือขวาเลย ลุงสินรุ่นปู่ แล้วก็พี่หนูหริ่งคือเป็นวัยลุง เราเป็นรุ่นหลานแล้ว ก็เลยเรียนรู้ ดิฉันก็เห็นความเจริญเติบโตข้างหน้าว่าอนาคตเทรนด์มันเป็นแบบนี้ แต่กว่าจะให้มันเป็นเนื้อเดียวกันได้นะ ก็เลยใช้เวลา ๗ ปี นานหน่อย มันมีเส้นมูลนิธิอยู่แล้วมันมีเส้นของศิลปะอยู่”&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โซเฟีย &lt;/strong&gt;ผ่านร้อนผ่านหนาวกับการพัฒนาพื้นที่นี้ร่วมกับคนมากมาย แต่เธอเชื่อมั่นว่า ผลที่ได้จะลงตัวกับความตั้งใจของครูองุ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"มันท้าทายแน่นอน แต่ว่าพอตอนนี้ พอเรามาถึงจุดที่เราเห็นเสาครั้งแรกร้องไห้ แบบเฮ้ย ดูแล้วใกล้แล้ว"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อได้ฟังโซเฟียเล่าถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่กี่เดือนในปี ๒๕๖๙ นี้ด้วยสายตาเป็นประกายเช่นนี้ ผู้เขียนจึงนึกถึงส่วนหนึ่งของพินัยกรรมของครูองุ่นที่เขียนไว้วันที่ 9 มิถุนายน 2532 ว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ข้าพเจ้าหวังว่าบุคคลรุ่นหลังผู้มีจิตใจเสียสละเพื่อสังคม จะเข้ารับภาระสืบทอดดำเนินกิจกรรมในที่แห่งนี้ จักมีความคิดกว้างไกล สามารถขยายงานรับใช้สังคมในวงกว้างยิ่งขึ้นสืบไป และถือเป็นภาระหมายเลขหนึ่งในอันจะสงวนรักษาผืนดินแห่งนี้ มิให้ตกไปเป็นที่รับใช้กิจการอย่างอื่นในเชิงธุรกิจเต็มรูปแบบ เช่นให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลมาลงทุน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"โดยนัยยะนี้ แม้ข้าพเจ้ามิได้เกิดเป็นลูกชาวนาทุ่งแสนแสบ แต่ข้าพเจ้าได้ใช้ชีวิต ณ ดินแดนแห่งนี้กว่าครึ่งศตวรรษ ข้าพเจ้าจึงขอมอบร่างของตนคืนสู่แผ่นดิน เป็นส่วนอันแนบแน่นของแผ่นดินโดยธรรมชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"และขอเห็นสถานที่แห่งนี้ร่มเย็นเขียวขจี รักษาความเป็นธรรมชาติไว้ จวบนิรันดร แม้ตัวบ้านปรักหักพังลงต้องรื้อทำลาย ก็ขอให้กรรมการทั้งหลายร่วมพิจารณาสร้างเป็นอาคารย่อมๆ เพื่อดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ หรือดัดแปลงเป็นสนามเด็กเล่นตามสมควรแก่กรณีย์"&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อมาถึงตรงนี้ &lt;strong&gt;โซเฟีย&lt;/strong&gt; มีคำถ้อยคำมากมายที่อยากพร่างพรูต่อครูองุ่นด้วยอารมณ์ที่กำลังอ่อนไหวซึ่งเป็นเหตุที่เข้าใจได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"อยากบอกครูองุ่นว่า ขอบคุณที่เหนื่อยมาตั้งแต่ต้น อันนี้คือคำวัยรุ่นนะ แล้วก็รักษาที่ดินตรงนี้ไว้ มันทำให้คนรุ่นเฟียที่อยากมีพื้นที่เป็นของตัวเอง ได้เข้ามาใช้ ได้มีพื้นที่ หลักๆ เลยขอบคุณที่ทำ ถ้าเป็นอาหาร เราคือหนึ่งในเครื่องปรุงเล็กๆ แล้วเราจะบอกกับครูว่า ถ้าสมมุติว่ากระจกเงาไม่ได้อยู่ เฟียสัญญาไว้ว่าเราจะหาเครื่องปรุงใหม่มาต่อให้ได้ เพราะว่าพื้นที่มันต้องอยู่ เพราะนอกเหนือจากที่ครูเขียนไว้แล้วว่าพื้นที่มันไม่ได้เป็นของใคร มันต้องดำเนินการไปตลอด แต่มันก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องรักษาค่ะ เพราะว่าหัวมาแบบนี้แล้ว เราก็รับมันมาแล้ว เราก็อยากเห็นมันไปต่อ อนาคตอาจจะเป็นรุ่นของลูกพี่ก็ได้ ที่อยากขยับอยากมาทำอะไรต่อ"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โซเฟีย &lt;/strong&gt;พาเดินชมพื้นที่ก่อสร้าง ต้นไม้ต้นโปรดของเด็กๆ ยังคงอยู่และจะเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร มีพื้นที่ที่จะเป็นห้องสมุด มุมเด็ก ห้องหับที่จะใช้ประชุม รวมถึงดาดฟ้าที่ทำกิจกรรมได้และมองไปเห็นเพื่อนบ้านซึ่งก็คือ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ที่กำลังจะกลับมาเปิดตัวอีกไม่กี่เดือนนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อเดินลงมาจากดาดฟ้าจะเป็นบ้านสีเขียวหลังเล็กของครู ตั้งอยู่ใกล้กับหลุมฝังศพของครูองุ่น ครั้นเดินมาถึงที่ตรงจุดนี้เอง ผู้เขียนระลึกและจินตนาการเป็นภาพต่างๆ ปนเปกันไปชั่วขณะหนึ่งที่เกิดขึ้นในสวนนี้ ไม่ว่าจะเป็น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ครั้งหนึ่ง&lt;strong&gt; วัฒน์ วรรลยางกูร &lt;/strong&gt;เคยมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับเพื่อนพ้องที่นี่ หลายปีผ่านไป ลูกๆ ของเขาก็มาทำกิจกรรมในที่เดียวกัน ภาพชายหนุ่มอดีตนักศึกษาที่เคยทำหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยสมทบกลุ่มกนก 50 คุ้มกันรถนำขบวนของฝ่ายนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่กลายมาเป็นศิษย์ของครู ภาพกลุ่มละครมาขอยืมหุ่นมือครูองุ่น ภาพเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาสอดส่องและพยายามเก็บภาพนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ภาพงานเสวนา รำลึกถึงมวลชน เสียงเพลงขับกล่อม วงคุยหลังฉายภาพยนตร์ ภาพครูองุ่นที่โดนคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลาคม 2516 หรือ 6 ตุลาคม 2519 ภาพลูกศิษย์ซื้อกล้วยปิ้ง โดยเฉพาะกล้วยหักมุกมาฝากครู ภาพเด็กๆ วิ่งเล่นกันสนุกสนาน&lt;/p&gt;&lt;div class="note-box"&gt;&lt;p&gt;คุณ&lt;strong&gt;สินธุ์สวัสดิ์&lt;/strong&gt; เล่าเสริมว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"วันดีคืนดีมีควาญช้างขี่ช้างมาขออาศัยพักให้น้ำให้หญ้าช้างที่รอนแรมมาจากต่างจังหวัด ครูองุ่นตื่นเต้นและยินดีมาก พระธุดงค์มาขอปักกลดในบริเวณพื้นที่บ้านครู แทบจะทุกวัน แพะหลายตัวของชาวบ้านมุสลิมที่อยู่ด้านในซอยทองหล่อ จะมาแทะกินยอดไม้ เช้าตรู่แดดยังไม่ทันออกดีครูองุ่นแบกกระบวยเดินตรงไปวิดน้ำจากบ่อรดต้นไม้นานาชนิด"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนั้น ยังมีตำนานที่ฟังมาว่า ไรเดอร์ผู้มาใช้พื้นที่หน้าสวนครูองุ่นนั่งกินข้าวเช้า เล่าว่า เขาพบหญิงชราใส่แว่นใจดีชวนให้เข้ามานั่งกินข้างในสวนจะดีกว่า หรือคุณป้าที่มาขายของในงานตลาดนัดแล้วได้นั่งคุยกับหญิงชราลักษณะเดียวกันอย่างถูกคอหลังจากเห็นยิ้มให้หลายครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยังมีภาพอีกมากมายที่ผู้เขียนไม่สามารถบรรยายได้หมดจากการอ่าน รับรู้ และฟังเรื่องเล่าของครูองุ่น เพราะความรู้สึกตอนนั้นมันท่วมท้นระคนการอยากขอบคุณครูอย่างมากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โซเฟีย&lt;/strong&gt; พาเดินดูสถานที่โดยรอบเสร็จแล้ว คนงานทยอยออกจากพื้นที่ก่อสร้างในสวนครูองุ่น น้องๆ อาสาสมัครเริ่มเก็บร้านและจัดสรรวางของที่มีคนนำผ้าจำนวนมากมาบริจาคเพื่อทำหุ่นเชิดมือให้เด็กๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คํ่าแล้ว ท้องฟ้าฉายสีส้มอมชมพูอีกครั้งเหมือนจะบอกว่าไม่นานความมืดกำลังจะปกคลุมสวนครูองุ่นเหมือนทุกๆ วัน แต่ยังมีความสว่างอย่างหนึ่งในสวนของครูที่ไม่เคยมอดดับ นั่นก็คือแสงแห่งความหวังและศรัทธาของคนรุ่นต่อรุ่นที่ตั้งใจสืบสานเจตนารมณ์ของครูองุ่น มาลิกตลอดไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แด่ผู้ที่เสียเปรียบทางสังคม มวลชนที่จากไป คนรุ่นใหม่ ชุมชน และเด็กๆ ที่เป็นความหวังของวันพรุ่งนี้&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9" hreflang="th"&gt;รายงานพิเศษ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;สิทธิมนุษยชน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81" hreflang="th"&gt;องุ่น มาลิก&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;สวนครูองุ่น&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5-%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;ปรี พนมยงค์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;ประวัติศาสตร์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5" hreflang="th"&gt;สิริพร สุขชูศรี&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%8A-%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3" hreflang="th"&gt;ปิยนุช โคตรสาร&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;มูลนิธิไชยวนา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD" hreflang="th"&gt;ทองหล่อ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3" hreflang="th"&gt;คณะราษฎร&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Mon, 06 Apr 2026 07:21:34 +0000</pubDate>
    <dc:creator>XmasUser</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116977 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>"อย่าขัดจังหวะศัตรูที่กำลังผิดพลาด" จีนคาดหวังอะไรจากสงครามอิหร่าน เหตุใดจึงเลือกยืนดูอยู่ห่างๆ </title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/116940</link>
  <description>&lt;span&gt;"อย่าขัดจังหวะศัตรูที่กำลังผิดพลาด" จีนคาดหวังอะไรจากสงครามอิหร่าน เหตุใดจึงเลือกยืนดูอยู่ห่างๆ &lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;สี จิ้นผิง เข้าพบ อายาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน (ขณะนั้น) ที่กรุงเตหะราน เมื่อ&amp;nbsp;23 ม.ค.&amp;nbsp;2559&lt;/p&gt;&lt;p&gt;(ที่มา: แฟ้มภาพ/&lt;a href="https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Ali_Khamenei_met_with_Xi_Jinping_in_Tehran_2016_(3).jpg"&gt;Wikipedia&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;See Think&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-03T11:22:39+07:00" title="Friday, April 3, 2026 - 11:22"&gt;Fri, 2026-04-03 - 11:22&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;บทวิเคราะห์ใน&amp;nbsp;The Economist ที่พูดคุยกับบรรดานักการทูต ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญจีน พวกเขาประเมินว่าว่าสงครามอิหร่านครั้งนี้อาจเร่งความเสื่อมถอยของสหรัฐฯ และเบี่ยงเบนความสนใจออกจากเอเชีย เปิดโอกาสให้จีนขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยี พลังงาน และเศรษฐกิจ พร้อมตอกย้ำแนวทาง “พึ่งพาตนเอง” ของประธานสีจิ้นผิง ในการประชุมสุดยอดสองผู้นำในเดือนหน้า&amp;nbsp;‘โดนัลด์ ทรัมป์’ อาจเจรจาโน้มน้าวได้ง่ายขึ้น จีนอาจจะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับมาตรการภาษี และการควบคุมการส่งออก รวมไปถึงประเด็นไต้หวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่เบื้องหลังความมั่นใจนั้นยังมีความกังวล ทั้งความไม่แน่นอนของสงคราม ผลกระทบต่อการค้า และความเป็นไปได้ที่จีนเองอาจคำนวณผิด เพราะจีนมักมีท่าทีระมัดระวัง ถูกจำกัดด้วยกรอบของพรรคคอมมิวนิสต์ และหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาเมื่อสหรัฐฯ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหลักประกันความมั่นคงของโลก จีนก็มักลังเลที่จะก้าวเข้ามาแทนที่&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/54890669668_47ba9c59f2_h.jpg" width="1600" height="1066" loading="lazy"&gt;&lt;p&gt;โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทักทาย สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ก่อนการประชุมทวิภาคีที่อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติกิมแฮ วันพฤหัสบดีที่&amp;nbsp;30 ตุลาคม&amp;nbsp;2025 ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ (ที่มา: แฟ้มภาพ/Daniel Torok/The White House)&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;strong&gt;อย่าขัดจังหวะศัตรูที่กำลังผิดพลาด&lt;/strong&gt;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การทำสงครามกับอิหร่านเคยถูกคาดหมายว่าจะเปลี่ยนแปลงตะวันออกกลาง ด้วยการทำให้ระบอบการปกครองที่ถูกมองว่าเป็นภัยอ่อนแอลง และสกัดกั้นความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน สำหรับผู้สนับสนุนสายฮาร์ดคอร์ สงครามครั้งนี้ยังอาจเปลี่ยนแปลงโลกได้ด้วยการกดดันจีนซึ่งกำลังผงาดขึ้น โดยจะแสดงให้เห็นว่าการที่อเมริกาควบคุมเส้นทางการไหลของน้ำมัน ทำให้จีนอยู่ในภาวะเปราะบางเพียงใด อีกทั้งยังช่วยเสริมพลังการยับยั้ง (deterrence) ด้วยการตอกย้ำความเหนือกว่าทางทหารของสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับความลังเลหรือความไร้ความสามารถของจีนในการช่วยเหลือพันธมิตรของตน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่เมื่อการสู้รบดำเนินมาได้หนึ่งเดือน เหตุผลเช่นนี้กลับดูเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดและเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง และอย่างน้อย นั่นคือมุมมองจากปักกิ่ง นิตยสาร&amp;nbsp;The Economist ได้พูดคุยกับนักการทูต ที่ปรึกษา นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐทั้งในอดีตและปัจจุบันของจีน เกือบทั้งหมดมองว่าสงครามครั้งนี้เป็นความผิดพลาดร้ายแรงของสหรัฐฯ พวกเขากล่าวว่าจีนเลือกยืนดูอยู่ห่าง ๆ เพราะผู้นำจีนเข้าใจคำกล่าวที่มักถูกยกให้เป็นของนโปเลียน โบนาปาร์ต&amp;nbsp;(Napoleon Bonaparte) ซึ่งเชื่อกันว่าเอ่ยขึ้นเมื่อฝ่ายตรงข้ามของเขากำลังละทิ้งชัยภูมิสูงข่มที่สมรภูมิเอาสเตอร์ลิทซ์ (Austerlitz) ว่า “อย่าขัดจังหวะศัตรูตอนที่เขาอยู่กลางความผิดพลาด”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ชาวจีนจำนวนมากมองว่าสงครามครั้งนี้จะเร่งให้ความเสื่อมถอยของอเมริกาเกิดขึ้นเร็วขึ้น พวกเขาเห็นว่าการใช้กำลังของสหรัฐฯ เป็นการยืนยันความถูกต้องของแนวทางที่ผู้นำจีน สีจิ้นผิง ให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคง” มากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังคาดหวังว่าเมื่อสันติภาพมาถึง ก็จะเปิดโอกาสให้จีนเข้าไปใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นั้นได้ อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความมั่นใจดังกล่าวก็ยังมีความกังวลแฝงอยู่ รวมถึงสัญญาณเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จีนเองอาจคำนวณสถานการณ์ผิดพลาด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประการแรก มุมมองในปักกิ่งคือ สหรัฐฯ กำลังโจมตีอิหร่านเพราะรู้สึกว่าอำนาจของตนกำลังถดถอย เช่นเดียวกับจักรวรรดิอังกฤษในศตวรรษที่ 19 การแสดงแสนยานุภาพทางทหารอันน่าเกรงขามของสหรัฐฯ กลับตัดกันอย่างชัดเจนกับการขาดเป้าหมายที่ชัดเจนหรือความยับยั้งชั่งใจ โดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ออกคำขู่ที่รุนแรงเกินจริง และในช่วงเวลาที่บทความนี้เผยแพร่ เขากำลังจะกล่าวปราศรัยต่อประชาชนท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องความเป็นไปได้ในการถอนตัวจากสถานการณ์ดังกล่าว &lt;strong&gt;(หมายเหตุ: โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงความคืบหน้าสงครามอิหร่านหลังครบรอบ&amp;nbsp;1 เดือนเมื่อคืนวันที่ 1 เม.ย. ในเวลาสหรัฐอเมริกา แต่ยังไม่ส่งสัญญาณการยุติการสู้รบ)&lt;/strong&gt; การขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเช่นนี้ทำให้สหรัฐฯ ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะล้มเหลว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บรรดาผู้เชี่ยวชาญชาวจีนหวังว่าสงครามครั้งนี้จะยิ่งขยายกระแสการพูดถึง “ความเสื่อมถอยของอเมริกา” ให้กว้างขวางขึ้น การให้ความเห็นของโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของปฏิบัติการภาคพื้นดิน สะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจที่ขาดการไตร่ตรองเพียงก้าวเดียวสามารถนำไปสู่ก้าวต่อไปได้อย่างง่ายดาย หากอิหร่านตกอยู่ในความโกลาหล หรือหากระบอบการปกครองอิหร่านยังคงยึดกุมอำนาจต่อไป สหรัฐฯ ก็อาจต้องใช้เวลาหลายปีในการรับมือวิกฤตในตะวันออกกลาง และหากอิหร่านเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ “ลุงแซม” ก็อาจต้องเข้าสู่สงครามอีกครั้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้จะยิ่งเบี่ยงเบนความสนใจของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งหากเป็นไปตามที่จีนต้องการ ก็จะกลายเป็นการกำหนดทิศทางของศตวรรษที่ 21 สงครามครั้งนี้ยังทำให้ประเทศต่าง ๆ ที่พึ่งพาสหรัฐฯ เกิดความกังวลมากขึ้น ไม่เพียงเพราะพันธมิตรของพวกเขาดูไม่น่าเชื่อถือเหมือนเดิม แต่ยังเพราะพวกเขาต้องรับภาระจากราคาพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้นอันเป็นผลจากการตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่นของสหรัฐฯ ด้วย ดังนั้น ประเทศในเอเชียจะระมัดระวังมากขึ้นหรือไม่ในการหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกับจีน?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประการที่สอง เจ้าหน้าที่จีนมองว่าสงครามครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความถูกต้องของแนวทางที่ สีจิ้นผิง เน้นการสร้าง “ความพึ่งพาตนเอง” ด้านเทคโนโลยีและทรัพยากร แม้ว่าความพยายามเหล่านี้จะต้องแลกมาด้วยการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ (ซึ่งยังคงต่ำกว่าศักยภาพอย่างดื้อดึงและสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น) ผู้นำจีนพยายามปกป้องประเทศจากความเสี่ยงที่เส้นทางสำคัญทางเศรษฐกิจจะถูกปิดกั้น โดยได้สร้างคลังสำรองน้ำมันดิบเชิงยุทธศาสตร์ขนาด 1.3 พันล้านบาร์เรล เพียงพอสำหรับใช้อีกหลายเดือน อีกทั้งยังกระจายแหล่งผลิตพลังงานไปสู่นิวเคลียร์ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ควบคู่กับการคงการใช้ถ่านหินที่ผลิตภายในประเทศไว้ จีนยังแสดงความเป็นสัจนิยมตามแบบฉบับของตน ด้วยการเอื้อให้การค้าขายน้ำมันของอิหร่านดำเนินต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ สีจิ้นผิง ยังได้ลงทุนสร้าง “จุดคอขวด” ของตนเองเพื่อใช้เป็นเครื่องมือยับยั้งสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับมาตรการภาษีศุลกากร เขาเคยขู่จะจำกัดการส่งออกแร่หายาก ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด แม้อิทธิพลต่อรองนี้อาจลดลงเมื่อสหรัฐฯ หาแหล่งทางเลือกได้ แต่ผู้นำจีนก็กำลังมองหาจุดกดดันใหม่ ๆ อยู่แล้ว รวมถึงโมเลกุลยาสำคัญบางชนิด ชิปบางประเภท และระบบโลจิสติกส์ ขณะเดียวกัน เขาต้องการให้จีนครองความได้เปรียบในเทคโนโลยีใหม่ เช่น การประมวลผลเชิงควอนตัมและหุ่นยนต์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ท้ายที่สุด สงครามครั้งนี้จะสร้างโอกาสใหม่ ๆ ประเทศในอ่าวเปอร์เซียและอิหร่านจะเปิดประมูลสัญญาฟื้นฟูประเทศด้วยวงเงินมูลค่าสูง หลายประเทศที่กังวลต่อความเสี่ยงของการถูกปิดกั้นการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต จะหันไปซื้อเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวจากจีนมากขึ้น รวมถึงอุปกรณ์จากผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และแบตเตอรี่ ซึ่งล้วนกำลังเผชิญภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน ในขณะที่สหรัฐฯ แสดงท่าทีขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่แน่นอน แนวทาง “ผลประโยชน์นิยมแบบเย็นชา” ของจีนอย่างน้อยก็ถูกมองว่ามีความสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จีนยังเชื่อว่าสามารถใช้ประโยชน์จากสหรัฐฯ ได้อีกด้วย เมื่ออ่อนแรงลงจากสถานการณ์ในอิหร่าน โดนัลด์ ทรัมป์ อาจกลายเป็นคู่เจรจาที่โน้มน้าวได้ง่ายขึ้น ในการประชุมสุดยอดกับสีจิ้นผิง ที่ปักกิ่งในเดือนพฤษภาคม จีนหวังจะวางพื้นฐานสำหรับข้อตกลงที่จะจำกัดการใช้มาตรการภาษีและการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ และอาจเปิดทางสู่กรอบความร่วมมือด้านการลงทุนของจีนในสหรัฐฯ ด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในสถานการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับอาหวังจีนก็คือ โดนัลด์ ทรัมป์ อาจประกาศว่าสหรัฐฯ คัดค้านเอกราชของไต้หวัน และสนับสนุน “การรวมชาติอย่างสันติ” ซึ่งจะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากแนวทาง “ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์” ที่เฮนรี คิสซินเจอร์ เคยกำหนดไว้แต่เดิมเกี่ยวกับสถานะของไต้หวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ความมองโลกในแง่ดีของจีนก็ยังถูกถ่วงด้วยความกังวล ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งรู้สึกประหลาดใจกับวิธีที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อประสานการปฏิบัติการทางทหาร นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาปฏิเสธแนวคิดที่ว่า สีจิ้นผิงกำลังเร่งรีบจะบุกไต้หวัน ดังที่กรณีของอิหร่านแสดงให้เห็น สงครามเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ และหากอเมริกากำลังเสื่อมถอยจริง สงครามก็อาจไม่จำเป็น ความกังวลอื่น ๆ ยังอยู่ในด้านเศรษฐกิจ หากสงครามยืดเยื้อ ความเสียหายต่อจีนและการส่งออกของจีนก็จะเพิ่มขึ้น แม้ว่าประเทศอื่น ๆ อาจได้รับผลกระทบหนักกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้การวิเคราะห์ของจีนจะมีลักษณะเยือกเย็นและคำนวณอย่างรอบคอบ แต่ก็ยังมี “จุดบอดทางยุทธศาสตร์” อยู่ประการหนึ่ง นักคิดจีนมักไม่ค่อยเต็มใจพิจารณาความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจกลายเป็นมหาอำนาจเถื่อน (rogue power) ที่ฉีกทำลายระเบียบโลกซึ่งตนเองเป็นผู้สร้างขึ้น แม้ว่าจีนจะชอบวิพากษ์วิจารณ์คุณค่าของโลกตะวันตกอยู่เสมอ แต่จีนเองก็เติบโตได้ดีภายใต้กติกาสากลที่สหรัฐฯ ทุ่มเทสร้างและค้ำจุนมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โลกที่ไร้เสถียรภาพจะเป็นสิ่งที่ไม่สบายสำหรับจีน ความปั่นป่วนระดับโลกจะบั่นทอนการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของจีน ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับพรรคการเมืองที่ความชอบธรรมตั้งอยู่บนความมั่งคั่ง ความมีระเบียบแบบเข้มงวด และแนวคิดความพิเศษเฉพาะของจีนเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถานการณ์เช่นนั้นอาจเกิดขึ้นพร้อมกับความเสื่อมถอยของสหรัฐฯ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป เมื่อต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการเมือง สหรัฐฯ แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีความสามารถโดดเด่นในการปรับตัวใหม่ ในทางตรงกันข้าม จีนมีความระมัดระวัง สังคมกำลังเข้าสู่ภาวะสูงวัย และถูกจำกัดด้วยกรอบอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน นอกจากนี้ ในหลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ ไม่ได้ทำหน้าที่จัดหาความมั่นคงระดับโลก จีนก็มักลังเลที่จะก้าวเข้ามาแทนที่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จีนกำลังวางน้ำหนักอย่างมากไว้กับสมมติฐานว่าสหรัฐฯ จะไม่สามารถเติบโตได้ท่ามกลางความไร้ระเบียบที่ตนเองกำลังก่อขึ้น แต่ก็มีอนาคตอีกแบบหนึ่งที่สหรัฐฯ โอบรับความปั่นป่วน ขณะที่จีนหันกลับไปปิดตัวเอง และอนาคตเช่นนั้นอาจเป็นของสหรัฐฯ ก็เป็นได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;How China hopes to win from the war, The Economist, 1 April 2026&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.economist.com/leaders/2026/04/01/how-china-hopes-to-win-from-the-war"&gt;https://www.economist.com/leaders/2026/04/01/how-china-hopes-to-win-from-the-war&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7" hreflang="th"&gt;ข่าว&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;ต่างประเทศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;ความมั่นคง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;สงครามอิหร่าน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;สหรัฐอเมริกา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;อิหร่าน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;จีน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%8C-%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;โดนัลด์ ทรัมป์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;สีจิ้นผิง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;สงครามการค้า&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;ไต้หวัน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81" hreflang="th"&gt;เอเชียตะวันออก&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;สัจนิยม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Fri, 03 Apr 2026 04:22:39 +0000</pubDate>
    <dc:creator>See Think</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116940 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>ชีวิตคนหาเช้ากินค่ำเชียงใหม่ PM2.5 และความร้อนระอุที่ไม่อาจหลบ-หนี</title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/116939</link>
  <description>&lt;span&gt;ชีวิตคนหาเช้ากินค่ำเชียงใหม่ PM2.5 และความร้อนระอุที่ไม่อาจหลบ-หนี&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;วรรณา แต้มทอง : เรื่อง / ภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ชนิสรา ริมธีระกุล : กราฟิก&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;Pazzle&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-03T11:04:28+07:00" title="Friday, April 3, 2026 - 11:04"&gt;Fri, 2026-04-03 - 11:04&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;เข้าสู่วันที่ 10 ที่เชียงใหม่เผชิญวิกฤตค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน วานนี้&lt;a href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/504196"&gt;ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง ควบคุมไฟป่า และหมอกควัน ภาคเหนือ&lt;/a&gt; พบจุดความร้อน (Hotspot) จากดาวเทียมในพื้นที่รอบเชียงใหม่กว่า 263 จุด และเชียงใหม่ในช่วงนี้ยังอยู่สภาวะอากาศนิ่ง ระบายฝุ่นออกได้ยาก ทำให้คนเชียงใหม่ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่กับฝุ่นต่อไปท่ามกลางอากาศร้อนจัดที่ในช่วงกลางวันอากาศร้อนถึง 38-39 องศา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำรวจชีวิตคนหาเช้ากินค่ำในเชียงใหม่ที่ไม่อาจหลบ-หนี สภาพอากาศที่ย่ำแย่ของเชียงใหม่ในช่วงนี้ไปได้ การทำงานท่ามกลางฝุ่น PM2.5 และอากาศที่ร้อนจัดส่งผลกระทบต่อชีวิตพวกเขาอย่างไรบ้าง หลายคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าฝุ่นปีนี้หนักหนา แต่หยุดงานหนีฝุ่นก็ไม่มีเงินจะกิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55178867226_bdf88a092c_b.jpg" width="1024" height="576" loading="lazy"&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55179033563_bcd6157064_b.jpg" width="1024" height="576" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;สภาพฝุ่นในตัวเมืองเชียงใหม่ ฝุ่นหนาจนมองไม่เห็นดอยสุเทพมาหลายวัน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ชาตรี ไรเดอร์จากดอยปุย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ชาตรี อายุ 45 ปี คนขับรถส่งอาหารในเชียงใหม่ เขาใช้เวลาอยู่กลางแจ้งนานมากในแต่ละวัน บางวันเขาเริ่มขับรถตั้งแต่ 09.00 น. ยาวไปจนถึงเที่ยงคืน ถ้าไม่มีธุระส่วนตัวต้องไปไหน เขาก็จะทำงานทั้งวัน เนื่องจากลูก 3 คนกำลังเรียนหนังสือทุกคนต้องใช้เงินเยอะ ช่วงที่ฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่หนักแบบนี้ชาตรีจะมีอาการแสบตาและขับรถลำบากบ้าง ยิ่งถ้าต้องใส่แมสก์ป้องกันฝุ่นก็จะยิ่งทำให้หายใจลำบาก เพราะอากาศรอบๆ บนท้องถนนก็ร้อนระอุ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“เป็นแบบนี้ทุกปี ถ้าปีไหนฟลุกๆ หน่อย เจอฝนตกลงมาไวๆ หน่อย ก็สบาย แต่ถ้าโดนฝุ่นยาวๆ แบบนี้ก็ลำบาก ถ้าฝนไม่ช่วย ไม่มีทางหาย”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“ผมพยายามออกกำลังกายช่วย ไม่งั้นร่างกายมันจะแย่ อยู่ๆ ก็มีน้ำมูกบ้าง บางครั้งไอแห้งๆ ตลอดเวลา มันทำให้เราทำอะไรก็ยากไปหมด กลัวฝุ่นไปสะสมในร่างกายอยู่ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไง ใส่แมสก์ ใส่ที่ปิดหน้าเวลาขับรถ ก็ยิ่งไปใหญ่เลย หายใจลำบากโคตรๆ มันเหนื่อย บางครั้งรีบๆ เครียดๆ จากการวิ่งส่งอาหารอีก ทุกสิ่งทุกอย่างมันบีบไปหมด”&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55177983767_42e7deee90_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;ชาตรี ไรเดอร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ชาตรีเป็นคนชาติพันธุ์ม้ง เขาลงมาจากดอยปุยมาทำงานส่งอาหารในเมือง แต่ทุกปีจะกลับขึ้นไปบนหมู่บ้านเพื่อช่วยทำแนวกันไฟรอบๆ เขตป่าบริเวณดอยปุย โดยคนทั้งหมู่บ้านจะกระจายช่วยกันกวาดใบไม้ทำแนวกันไฟเตรียมไว้ล่วงหน้าทุกปี ป่าดอยปุยจะแบ่งเป็น 13 เขต มีหมู่บ้านอยู่ตรงกลาง คนในหมู่บ้านก็จะช่วยกันทำแนวกันไฟบนดอยทั้งลูก&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;“ผมเป็นชนเผ่าหนึ่งที่โดนต่อว่าตลอด ไปส่งอาหารทุกที่เลยลูกค้าก็จะบ่นแล้วว่า “ไอ้พวกบนดอยนี่แหละเผา” ทุกๆ ปี พูดตรงๆ เลยนะจากใจเพราะนี่เป็นคนบนดอยจริงๆ ทำแนวกันไฟทุกปี เหนื่อยขนาดไหนก็ต้องขึ้นไปทำ แต่ไอ้คนที่ไปหาของป่าจริงๆ คนในเมืองขึ้นไปหาทั้งนั้น ไม่ว่าเห็ดเผาะหรือของป่าทุกสิ่งทุกอย่าง คนในเมืองนั่นแหละขึ้นไปหา แต่พวกผมเป็นคนป้องกันไฟป่าแท้ๆ กลับเป็นคนถูกต่อว่า คนบนดอยเผาป่า”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ชาตรียังบอกอีกว่า หมู่บ้านบนดอยปุยก็ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ไม่ต่างจากคนด้านล่าง เพียงแค่อากาศบนดอยเย็นกว่าเท่านั้น เขาลงมาขับรถส่งอาหารในเมืองได้ 5 ปีกว่า เจอแต่คำครหาว่าคนบนดอยเผาป่ามาโดยตลอด เมื่อก่อนชาตรีเคยมีร้านขายเสื้อผ้าร้านขายของอยู่บนดอยปุย แต่พอมีร้านค้าออนไลน์มาขายแข่ง พ่อค้าบนดอยอย่างเขาก็สู้ไหว ราคาถูกหักแข้งหักขาหมด สู้ราคาขายจากออนไลน์ไม่ไหวจนต้องเลิกอาชีพ เสื้อผ้าที่เหลือที่ยังขายไม่ได้ก็กองทิ้งไว้ที่บ้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่อาชีพขับรถส่งอาหารที่ทำอยู่ปัจจุบันก็ไม่ใช่ว่าจะรายได้ดีนัก ในช่วงฝุ่น PM2.5 หนักๆ บางคนอาจจะเข้าใจว่าต้องมีคนกดสั่งอาหารเยอะจนไรเดอร์มีรายได้มากขึ้น แต่ชาตรียืนยันว่า “ไม่จริง ไม่ใช่เลย เพราะสงครามด้วย ช่วงนี้ช่วงฝุ่นเด็กเปิดเทอมด้วย ออเดอร์ก็จะเป็นตามสภาพ คนสั่งน้อยลง โซนมหาวิทยาลัยก็เงียบ แต่คนขับก็จะมาออกันอยู่หลัง มช. หมด เพราะถ้าไปโซนอื่นจะโดนไปไกล วิ่งรถไม่สนุก”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อถามว่าในช่วงฝุ่นเยอะแบบนี้หยุดวิ่งรถไปก่อนได้ไหม เพื่อรักษาสุขภาพ “ไม่ได้ มันรายได้เรา บางวันโรคเกาต์ขึ้นปวดแข้งปวดขาด้วยอีก ก็ยังต้องออกมาขับ ไม่งั้นไม่ไหวพอเวลาลูกๆ ต้องการเงิน เราไม่มีตังค์ให้ลูกๆ คนโตปีนี้กำลังจะจบปริญญาแล้ว”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ป้าต้อย แม่ค้าขายหวย กาดหลวง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ป้าต้อยออกจากบ้านมานั่งขายหวยที่กาดหลวงตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 4 โมงเย็น มีพัดลมพกพาเป็นตัวช่วยให้รอดชีวิตในวันที่อากาศร้อนและฝุ่น PM2.5 วิกฤต พื้นที่ตั้งแผงขายของป้าต้อยเป็นที่เปิดโล่งริมทางเข้าตลาด มีพ่อค้าแม่ค้าหวยอีกหลายแผงนั่งรอดักคนซื้ออยู่ด้วยกัน&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;“สุดยอดเลยแสบตา แสบจมูก จะเปิดแมสก์ก็ไม่ได้ เปิดเฉพาะตอนทานข้าว มีพัดลมมาช่วยวันนี้เปลี่ยนแบตไป 3 ก้อนแล้ว บางทีก็เอาแว่นตามาใส่ กลับบ้านก็ล้างตา มันเป็นแบบนี้ทุกปี แต่ปีนี้น่าจะหนักกว่า มันร้อนด้วยไง ปกติช่วงนี้ยังไม่ร้อน แต่ตอนนี้ร้อนมากและก็ฝุ่นเยอะ วันไหนฝุ่นเยอะเราก็ไม่นั่งนาน ปกตินั่งถึง 5 โมง 6 โมงนะ แต่อากาศแบบนี้ 4 โมงก็กลับกันแล้ว”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ป้าต้อยบอกว่าถ้าไม่มีพัดลมพกพาที่เอามาจากบ้านด้วยจะนั่งขายของแทบไม่ได้ เพราะอากาศร้อนมาก ในแต่ละวันต้องเตรียมแบตเตอรี่พัดลมมาด้วย 5 ก้อน เนื่องจากบริเวณนั้นไม่มีปลั๊กให้ชาร์จไฟ&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55179272375_8580cc5e2f_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;ป้าต้อย ขายหวย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากจะต้องอยู่กลางฝุ่น PM2.5 วันละหลายชั่วโมงจนแสบตาแล้ว ป้าต้อยยังบ่นอีกว่าช่วงนี้คนซื้อหวยลดลงมาก คนเดินก็ตลาดเงียบลงไป ไม่มีคนมาเดินจับจ่ายเหมือนแต่ก่อน เธอคาดเดาว่าอาจเพราะภาวะสงครามที่น้ำมันแพงด้วย ฝุ่นด้วย ทำให้คนไม่ออกจากบ้าน ไม่ใช่แค่เธอที่ขายหวยได้น้อยลง แม่ค้าในตลาดก็ขายของกันไม่ได้เลย กระทบกันหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อสอบถามว่าป้าต้อยสามารถหาทางป้องกันตัวเองในช่วงฝุ่นด้วยการหยุดมานั่งขายหวยกลางที่โล่งสักระยะและไปขายทางอื่นแทนได้ไหม ป้าต้อยบอกว่าเธอก็เลือกนั่งขายใกล้เวลาหวยออก หลังหวยออกแล้วก็หยุดขายไปก่อนสัก 4-5 วัน แล้วค่อยกลับมาใหม่ ปรับช่วงเวลานั่งขายหวยให้เป็นช่วงสั้นลงหน่อย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ป้าต้อยระบุว่า ตั้งแต่ฝุ่น PM2.5 เชียงใหม่หนักๆ รอบนี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานไหนมาสอบถามหรือเอาแมสก์มาแจกให้คนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง “ไม่มีใครมาถามนะ (เจ้าหน้าที่) ก็เอาแมสก์ที่เราซื้อไว้ปีก่อนๆ มาใช้ ไม่มีรณรงค์ ไม่มีอะไรเลยเงียบกริบ มีแต่ที่โทรศัพท์สั่นเตือนอย่างเดียว (SMS แจ้งเตือน)”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อถามว่าอยากให้ทางจังหวัดเชียงใหม่หรือรัฐบาลจัดการแก้ปัญหาฝุ่นให้อย่างไรบ้าง ป้าต้อยระบุว่า “เขาแก้ไม่ได้หรอก ถ้าจะแก้ได้เราก็อยากให้มันน้อยลง เขาเผากันทุกปี ต้องรอฝนก่อน ฝุ่นจะหายได้ต้องมีฝนช่วย”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สุพรรณี&amp;nbsp;รถขายลูกชิ้นริมถนน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สุพรรณี อายุ 56 ปี เจ้าของรถขายลูกชิ้นนึ่ง ยำลูกชิ้น ริมถนนย่านวัดพระสิงห์ใจกลางแหล่งท่องเที่ยวของเชียงใหม่ เธอออกมาขายของทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่ 14.00 น. ถึง 20.00 น. “ช่วงนี้มีฝุ่นมาก แต่หยุดไม่ได้ ช่วงนี้ต้องเก็บแต้มชีวิตต้องดำเนินต่อไป ขายของก็ไม่ดี ยอดก็ตกตั้งแต่สงคราม ตั้งแต่ฝุ่น น้ำมันแพง เด็กปิดเทอม กระทบกันทุกอย่าง ของก็ขึ้นราคา แต่เราขายราคาเดิม”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“หยุดไม่ได้เลย หนี้ก็มากระหน่ำอย่างเดียว เจ้าหนี้กระหน่ำทุกวัน”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุพรรณีบอกว่าเธอใส่แมสก์ป้องกันฝุ่นน้อยมาก เนื่องจากขายของอยู่หน้าเตาที่มีความร้อนทั้งวันและอากาศโดยรอบก็ร้อน ทำให้ใส่แมสก์ไม่ไหว หายใจไม่สะดวก พอกลับไปบ้านล้างหน้าจะพบน้ำมูกเป็นก้อน และต้องล้างตาทุกวัน ถ้าไม่ล้างตาเวลาตื่นนอนตอนเช้าจะพบก้อนดำๆ ลักษณะคล้ายขี้ตา&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;“ปีนี้ดูเหมือนจะหนัก มันก็หนักทุกปี แต่ปีนี้ไม่เห็นดอยเลย ขายของอยู่ตรงนี้ลวกวุ้นเส้นไปเศษขี้เถ้าดำๆ ที่เขาเผาลอยมาตกลงในหม้อเลย ต้องได้เอาทิ้ง ลูกค้าก็เห็นเมื่อ 2 วันก่อนนี้”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55177983457_5f0d60fdf7_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;สุพรรณี รถขายลูกชิ้น (ไม่ขอเปิดเผยใบหน้า)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้บริเวณที่สุพรรณีขายของยังไม่มีหน่วยงานในจังหวัดมาสอบถามหรือแจกแมสก์ป้องกัน PM2.5 ให้ประชาชน “ไม่มีเลย บ่มีอะหยังสักอย่าง ไม่มีใครมาเลย”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถ้าฝากไปถึงผู้ว่าฯ หรือรัฐบาลให้แก้ปัญหาได้สุพรรณีอยากจะบอกว่า “แก้ปัญหาก็คงไม่ได้เนอะ แต่ต้องมีส่งเสริมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนดูแลตัวเอง แจกแมสก์ที่ไหน ไม่ใช่ว่าปล่อยแล้วให้ไปหาซื้อกันเอง เงินทองก็ไม่มี ขายของก็ไม่ดี ทำมาหาเช้ากินค่ำแบบนี้”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อสอบถามว่าอยู่กลางฝุ่นทุกวันแบบนี้ไม่กลัว PM2.5 เข้าไปในร่างกายและเจ็บป่วยในระยะยาวเหรอ สุพรรณีตอบว่า “ก็มันทำไงได้ เราต้องทำมาหากิน หยุดไม่ได้ เราอาชีพแบบนี้”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;นิยม รถขายน้ำเต้าหู้ขวัญใจเด็ก มช.&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นิยม อายุ 40 ปี เจ้าของร้านน้ำเต้าหู้ หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขามาจอดขายน้ำเต้าหู้บริเวณนี้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. จนถึง 20.00 น. ทำงานอยู่กลางฝุ่นนานๆ แบบนี้ก็จะมีอาการแสบตาบ้าง เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องอยู่หน้าเตาขายน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ทำให้นิยมเลือกที่จะไม่ใส่แมสก์ป้องกันฝุ่น PM2.5 เนื่องจากทำงานไม่ถนัดและหายใจไม่ออกถ้าต้องใส่แมสก์กลางอากาศร้อนจัด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“ฝุ่นที่หนาๆ แบบนี้ 3 วันแล้วนะ ก่อนหน้านี้ฝุ่นบางกว่าหน่อยไม่หนาขนาดนี้ ช่วงฝุ่นบางกว่านี้ก็จะไม่ค่อยแสบตา แต่ถ้าเวลาฝุ่นหนานั่งอยู่แบบนี้ไม่ต้องขี่รถก็แสบตา ถ้าขี่รถด้วยยิ่งแสบเลย ขายของมันร้อนด้วยก็เลยไม่ป้องกัน (ฝุ่น PM2.5) แล้ว”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“ก็กลัว PM2.5 มันเข้าไปในร่างกายเหมือนกันแหละ แต่มันทำไรไม่ได้ ก็ต้องอยู่แบบนี้กันไป”&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55179125664_eaa414a536_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;นิยม รถขายน้ำเต้าหู้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นิยมไม่เคยปิดร้านหนีฝุ่น เขาเลือกที่จะออกมาขายของทุกวัน แต่ช่วงนี้ยอดขายไม่ดี เพราะฝุ่น PM2.5 ด้วย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปิดด้วย ลูกค้าหายเกือบหมด “น้ำมันก็แพง เศรษฐกิจก็แบบนี้ ฝุ่นก็เยอะ ของที่ใช้อยู่ตอนนี้ราคายังไม่ขึ้น แต่หมดจากรอบนี้ร้านเขาแจ้งแล้วว่าจะขึ้น เพราะค่าขนส่งมันขึ้น พลาสติกตอนนี้ราคาแพงแล้วก็ของขาดด้วย”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บริเวณที่นิยมขายของยังไม่มีเจ้าหน้าหรือหน่วยงานรัฐมาสอบถามพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นถึงปัญหาสุขภาพ หรือมาแจกแมสก์ป้องกันฝุ่น&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;เมื่อถามว่าอยากให้รัฐบาลจัดการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้ปอดคนเชียงใหม่บ้าง นิยมระบุว่า “จัดการมากี่ปีแล้วล่ะ ก็ยังไม่ได้เลยเนี่ย บอกให้หยุดเผาก็ยังเผากันอยู่ จะจัดการกันอย่างไง ก็ไม่รู้เหมือนกันเนี่ย ไม่เห็นแก้อะไรได้”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ลุงศักดิ์ ป้าบัวลอย ร้านซ่อมรองเท้าหัวใจสู้ฝุ่น&lt;/h2&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;“หยุดแล้วจะเอาไรกินจ๊ะ”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ป้าบัวลอยภรรยาเจ้าของร้านซ่อมรองเท้าตอบด้วยน้ำเสียงหวานใสท่ามกลางฝุ่น PM2.5 ลอยเต็มอากาศ&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55179125274_43dab7139d_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;ป้าบัวลอย ลุงศักดิ์ ร้านซ่อมรองเท้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ลุงศักดิ์และภรรยาอายุ 70 ปลายๆ ขณะเดินผ่านหน้าร้านซ่อมรองเท้าเล็กๆ ริมซอกตึกข้างถนนในกาดหลวง ทั้งคู่นั่งเย็บรองเท้ากันโดยไม่ใส่แมสก์อะไรทั้งนั้น ลุงศักดิ์บอกว่าไม่เคยใส่แมสก์เลยสักปีก็ไม่เห็นเป็นไร “ฝุ่นมาทุกปี เราก็สูดดมมันทุกปี ก็ไม่ป่วย ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลกับเขาหรอก ไอจนถึงต้องไปซื้อยากินก็ไม่มี”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งสองคนมานั่งทำงานกลางฝุ่นแบบนี้ตั้งแต่เวลา 10.00 น. จนถึง 18.00 น. ทุกวัน ไม่มีวันหยุด&amp;nbsp; “เรารู้ว่าเราทำได้ เราก็มา”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;สัมภาษณ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88" hreflang="th"&gt;เศรษฐกิจ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;สังคม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95" hreflang="th"&gt;คุณภาพชีวิต&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88" hreflang="th"&gt;เชียงใหม่&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9D%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-pm25" hreflang="th"&gt;ฝุ่น PM2.5&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;ไรเดอร์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B3" hreflang="th"&gt;คนหาเช้ากินค่ำ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B2-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5" hreflang="th"&gt;ชนิสรา ริมธีระกุล&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;วรรณา แต้มทอง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD" hreflang="th"&gt;ภาคเหนือ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/pm25" hreflang="th"&gt;PM2.5&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9" hreflang="th"&gt;มลพิษ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;มลพิษทางอากาศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Fri, 03 Apr 2026 04:04:28 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Pazzle</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116939 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>ย้อนรอยวิกฤตพลังงานยุค 'ทักษิณ' ปิดปั๊ม ปิดห้าง ถอดสูท และให้โอกาสพลังงานทางเลือกใหม่ได้แจ้งเกิด</title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/116935</link>
  <description>&lt;span&gt;ย้อนรอยวิกฤตพลังงานยุค 'ทักษิณ' ปิดปั๊ม ปิดห้าง ถอดสูท และให้โอกาสพลังงานทางเลือกใหม่ได้แจ้งเกิด&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;รายงาน: รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;XmasUser&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-02T13:48:42+07:00" title="Thursday, April 2, 2026 - 13:48"&gt;Thu, 2026-04-02 - 13:48&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;ขณะนี้ ผลของสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่าน ทำให้เกิดผลทางอ้อมระดับโลกคือวิกฤตพลังงาน เพราะอิหร่านใช้ไม้ตายปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงเรือขนส่งน้ำมัน เป็นเครื่องมือในการตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญถูกตัด คือ ภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเทศไทยไม่ใช่ข้อยกเว้น บวกกับการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ชวนให้ประชาชนตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ถึงความจริงใจ ความโปร่งใส และการบริหารจัดการที่ดูแล้วจะเป็นการทำให้ทางออกกลายเป็นทางตัน เมื่อน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการผลิตขึ้นราคา และ ‘หาย’ ภาวะข้าวยากหมากแพงครั้งใหญ่กำลังจะตามมา (และบางอย่างขึ้นราคาไปแล้ว) ปัญหาปากท้องและความยากจนกำลังเป็นสิ่งที่ประชาชนจับต้องได้ถนัดมือมากกว่าความ ‘รวยไม่ไหวแล้ว’&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จะโทษว่าเป็นเคราะห์กรรมของรัฐบาลชุดใหม่หน้าเก่าก็คงไม่ถูกนัก เพราะไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ก็ต้องมีหน้าที่บริหารจัดการรับมือวิกฤต พาประเทศชาติและประชาชนพ้นวิกฤตไปแบบเจ็บตัวน้อยที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากย้อนไปเมื่อ 2 ทศวรรษก่อน ประเทศไทยเคยเกิดเหตุวิกฤตพลังงานคล้ายๆ กันนี้มาก่อน และมีหลายอย่างที่น่านำไปถอดบทเรียน ถึงแม้อาจจะไม่ช่วยแก้ปัญหาได้เฉียบพลันวันนี้ แต่ก็น่าจะช่วยวางแผนสำหรับอนาคตได้ หากภาวะขาดแคลนพลังงานมาถึง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นั่นคือ วิกฤตพลังงานสมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ วิกฤตพลังงานโลกจากการบุกอิรักของสหรัฐฯ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หากจะกล่าวว่าวิกฤตป่วนโลกครั้งนั้นเกิดจากสหรัฐฯ ก็คงไม่ผิดนัก เมื่อปี 2546 (ค.ศ. 2003) สหรัฐฯ ยกกองทัพบุกอิรักเพราะ 'เชื่อว่า' อิรักครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction : WMD) ซึ่งไม่มีคำชี้แจงว่าอาวุธนี้คืออะไร และก็มีการเปิดเผยจากทางสหรัฐฯ เองในภายหลังว่า 'อาวุธทำลายล้างสูง' ที่ว่านี้ไม่มีอยู่จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่กว่าที่สหรัฐฯ จะออกมายอมรับว่าเรื่องอาวุธทำลายล้างสูงเป็นเพียงข้ออ้างในการบุกอิรักไปโค่นซัดดัม ฮุสเซน โดยหนึ่งในคนที่ออกมาพูดคือ คอลิน พาวเวลล์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่บอกว่าสิ่งนี้คือตราบาปในการทำงานของเขา แม้แต่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ก็ออกมาแถลงในปี 2548 ว่าอาวุธนั้นไม่มีอยู่จริง และแสดงความรับผิดชอบต่อการส่งกองทัพเข้าไปในอิรักจนกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การบุกอิรักของสหรัฐฯ อาจไม่ได้มีนัยสำคัญถึงความต้องการครอบครองแหล่งน้ำมันโดยตรง แต่ขณะนั้นอิรักเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันดิบราวอันดับ 5 ของโลก เมื่อเกิดสงคราม ทำให้โรงกลั่นน้ำมันในอิรักผลิตได้ไม่เต็มที่ ระบบสาธารณูปโภคก็ถูกทำลาย แทนที่จะส่งออกน้ำมันดิบได้ อิรักกลับต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมาใช้บางส่วน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในปัจจัยสำคัญเกิดจากความเปราะบางภายใน เนื่องจากสหรัฐฯ เข้าไปโค่น ซัดดัม ฮุสเซน และพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ ทำให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนติดอาวุธอาศัยโอกาสโจมตีท่อส่งน้ำมันเพื่อตัดแหล่งรายได้ของรัฐบาลทำให้การส่งออกน้ำมันขาดช่วง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อสถานการณ์ต้นทางแหล่งน้ำมันของโลกที่ตะวันออกกลางไม่มั่นคง รวมทั้งมีความเป็นไปได้ว่าสงครามจะลุกลามไปยังแหล่งผลิตน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงปี 2547-2548 ก็ไม่ต่างจากปี 2569 แม้น้ำมันอาจจะยังไม่ขาดแคลนจริง แต่ด้วยความ 'กลัวว่าจะขาดแคลน' ราคาน้ำมันดิบจึงพุ่งจาก 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในปี 2546 ขึ้นไปแตะระดับ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงปี 2547-2548 ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ในยุคนั้น (เทียบกับ ณ วันที่ 1 เม.ย. 2569 หลังสงครามที่อิหร่านผ่านไป 1 เดือน ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 99.22 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานช่วงปี 2547-2548 คือการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดดของจีน และอินเดีย จึงทำให้สองชาติยักษ์ใหญ่มีความต้องการพลังงานสูงขึ้น ขณะที่ภูมิภาคแหล่งผลิตน้ำมันยังอยู่กลางสงคราม ยิ่งเร่งให้สถานการณ์พลังงานของโลกทั้งขาดแคลนและแพงขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ เกิดอะไรขึ้นบ้างที่ประเทศไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ปี 2547-2548 ไทยก็ได้รับลูกหลงจากวิกฤตราคาน้ำมันเข้าไปเต็มๆ และปรากฏการณ์ในวันนั้นก็เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์นโยบายพลังงานของประเทศไปจากเดิม เพราะได้ทิ้งมรดกด้านพลังงานไว้หลายอย่าง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ย้อนไปช่วงก่อนสงครามอิรัก หากใครยังจำได้ สิ่งที่คนไทยคุ้นตาคือป้ายราคาน้ำมันหน้าปั๊มอยู่ที่ 10 กว่าบาท โดยดีเซลอยู่ที่ประมาณ 10-12 บาทต่อลิตร ส่วนเบนซินอยู่ที่ราวๆ 15-16 บาท ซึ่งถือว่าแพงขึ้นแล้วเมื่อเทียบกับยุคก่อนต้มยำกุ้งในปี 2540&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปี 2547 เมื่อราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งทะยานจากราว 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขึ้นไปแตะระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันในไทยก็เริ่มขยับตัวชนิดที่ทำให้ประเทศต้องสั่นสะเทือน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากราคาน้ำมันดีเซลที่เคยอยู่ประมาณ 10 บาทต้นๆ ในปี 2545 เริ่มขยับตัวมาเป็น 14.29 บาทช่วงปลายปี 2546 ขณะที่น้ำมันดิบอยู่ที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ต้นปี 2547 รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 14.59 บาทต่อลิตร เพื่อหวังผลทางจิตวิทยาไม่ให้ถึง 15 บาท และไม่ให้กระทบค่าครองชีพ ซึ่งผู้อยู่ในภาคการผลิตและการขนส่ง โดยรัฐบาลตรึงดีเซลให้อยู่ในราคานี้หลายเดือน โดยใช้กลไกที่เรียกว่า 'กองทุนน้ำมัน' เข้าไปอุดหนุน เหมือนที่ใช้อยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะที่น้ำมันเบนซินไม่โชคดีเหมือนดีเซล เพราะไม่ใช่เชื้อเพลิงหลักในภาคการผลิต ช่วงต้นปี 2547 ราคาขายหน้าปั๊มเบนซิน 95 อยู่ที่ประมาณ 17-18 บาท แต่เมื่อถึงเดือนพฤษภาคม ราคาน้ำมันดิบแตะ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลลอยตัวราคาเบนซิน 95 จนทะลุ 20 บาท จนประชาชนผู้ใช้รถอยู่ในอาการ 'ช็อก'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความช็อกของประชาชนผู้ใช้รถไม่จบแค่นั้น ช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ราคาน้ำมันโลกพุ่งต่อเนื่องไปแตะ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เบนซิน 95 ขยับขึ้นไปถึง 22-23 บาท ขณะที่ดีเซลยังถูกแช่แข็งไว้ที่ 14.59 บาท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ต้นปี 2548 ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งเกิน 20 บาทต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลเริ่มอุ้มราคาดีเซลไม่ไหว จึงเริ่มปล่อยมือครั้งแรกในวันที่ 22 ก.พ. 2548 น้ำมันดีเซลปรับขึ้น 60 สตางค์ต่อลิตร จาก 14.59 เป็น 15.19 บาทต่อลิตร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และวันที่ 13 ก.ค. 2548 รัฐบาลทักษิณก็ยุติการตรึงราคาดีเซล ทำให้ราคาขายน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นจากช่วงตรึงราคา 7 บาทต่อลิตร เป็น 21.99 บาทต่อลิตร และยังคงขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ตามราคาตลาดโลก ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานต่อมา จนรัฐบาลต้องออกมาตรการมากมายเพื่อเชิญชวนและร้องขอให้ประชาชนช่วยประหยัดพลังงาน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ ระเบิดกองทุนพลังงาน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทักษิณ ใช้ตรึงราคาดีเซลให้อยู่ที่ 14.59 บาทเกิน 1 ปี คือ กลไกที่เรียกว่า 'กองทุนน้ำมัน'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ตั้งขึ้นในปี 2521 สมัยรัฐบาล &lt;a href="https://silpa-mag.com/history/article_162766"&gt;พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์&lt;/a&gt; กับคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2521 จัดตั้งกองทุนเพื่อนำเงินไปชดเชยราคาไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งในยุคต่อมาก็กลายเป็นเครื่องมือหลักที่มักถูกนำมาใช้พยุงราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งสูงอย่างรวดเร็วตามตลาดโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กรณีศึกษาปี 2547 เมื่อรัฐบาลทักษิณตัดสินใจตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 14.59 บาทต่อลิตร ทั้งที่ราคาจริงควรจะต้องพุ่งไปถึง 20 บาทไปแล้ว นั่นเท่ากับว่า กองทุนน้ำมันต้องควักเงินจ่ายส่วนต่างประมาณ 5.41 บาทต่อลิตร ให้กับปั๊มน้ำมันแทนประชาชน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การตรึงราคาน้ำมันด้วยเงินกองทุนน้ำมันช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้ประชาชนได้ก็จริง และยังรักษาความเชื่อมั่นของรัฐบาลในช่วงที่วิกฤตการเมืองสีเสื้อกำลังก่อตัวขึ้น แต่สถานะของมันก็เหมือนเป็นระเบิดเวลา เพราะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ใช้เงินภาษีของผู้ใช้น้ำมันอื่นๆ ไปอุ้มเฉพาะดีเซล และไม่ได้มีแผนระยะยาวสำหรับจัดการเรื่องขาดแคลนพลังงานอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การอุ้มราคาของรัฐบาลขณะนั้นกินเวลายาวนานมาก คือ ม.ค. 2547-ก.ค. 2548 จนสุดท้ายรัฐบาลทักษิณแบกไม่ไหว ต้องประกาศยกเลิกการตรึงราคาในวันที่ 13 ก.ค. 2548 เพราะกองทุนน้ำมันติดลบมหาศาล 92,000 ล้านบาท จนเกือบจะล้มละลาย และต้องกู้เงินมาหมุนเวียน ก่อนจะค่อยๆ ปรับราคาน้ำมันขึ้นเพื่อใช้หนี้คืนในภายหลัง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ มาตรการรับมือวิกฤต ถอดสูท ปิดปั๊มกลางคืน เลื่อนเวลาปิดห้างเร็ว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;มาตรการของนายกฯ ทักษิณขณะนั้นเกิดขึ้นระยะสั้น แต่เห็นผลในทันที เพราะทักษิณ เสนอไอเดียปรับพฤติกรรมขนานใหญ่อย่างเป็นทางการ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและมติ ครม. ออกมาตรการ เช่น&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;สั่งให้ราชการลดการใช้พลังงานลง 10-15 เปอร์เซ็นต์ โดยนายกฯ ทักษิณ นำเทรนด์ไม่ใส่สูทในการประชุม ครม. และสนับสนุนให้เปิดแอร์ 25 องศาเซลเซียส (มติ ครม. 17 พ.ค. 2548)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ทักษิณเซ็นคำสั่งห้ามสถานีบริการน้ำมันเปิดหลัง 22.00-05.00 น. ยกเว้นเส้นทางหลัก เพื่อลดการเดินทางช่วงกลางคืน (คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2548)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ออกคำสั่งควบคุมการเปิดไฟป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ โดยให้เปิดได้เฉพาะช่วง 19.00-22.00 น.&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ขอความร่วมมือให้ห้างสรรพสินค้าปรับลดเวลาเปิดบริการ เช่น ปิดเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง เพราะห้างสรรพสินค้าเป็นสถานที่ใช้ไฟจำนวนมาก&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;มาตรการเร่งด่วนของทักษิณก็ถูกวิจารณ์ไม่น้อย ทั้งจากกลุ่มฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และฝ่ายที่มองว่า การออกคำสั่งบางอย่างทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ โอกาสในวิกฤต&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ก่อนหน้าวิกฤตพลังงานเนื่องจากสงครามตะวันออกกลาง ประเทศไทยได้เริ่มทดลองใช้น้ำมันทางเลือก โดยมีการเปิดตัวน้ำมันเบนซินผสมเอทานอลจากพืช 10 เปอร์เซ็นต์ในชื่อ ‘แก๊สโซฮอล์ 95’ ช่วงปี 2544 แต่ยังไม่เป็นที่นิยมใช้ เพราะคนส่วนใหญ่กังวลว่าเครื่องยนต์จะพัง แก๊สโซฮอล์ 95 จึงมีขายนำร่องเฉพาะปั๊ม ปตท. เพียง 2 สาขา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ปี 2547 เมื่อวิกฤตพลังงานมาถึงจริง ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง แม้ขาหนึ่งรัฐบาลจะใช้กองทุนเพื่อตรึงราคาดีเซลและลอยตัวราคาเบนซิน แต่อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลทักษิณได้ประกาศส่งเสริมแก๊สโซฮอล์เป็นวาระแห่งชาติ และใช้เงินจากกองทุนน้ำมันตรึงให้ราคาถูกกว่าเบนซิน 95 ที่ 1.50 บาทต่อลิตร เช่น ต้นปี 2547 น้ำมันเบนซิน 95 ราคา 17.59 บาทต่อลิตร ราคา แก๊สโซฮอล์ 95 จะอยู่ที่ 16.09 บาทต่อลิตร จนต่อมาคนนิยมใช้แก๊สโซฮอล์ 95 กันมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ช่วงที่แก๊สโซฮอล์ 95 เริ่มติดตลาด รัฐบาลและบริษัทน้ำมัน เช่น ปตท. และบางจาก ก็เพิ่มทางเลือกให้รถรุ่นเก่าและจักรยานยนต์ โดยเริ่มจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 เพื่อเป็นทางเลือกให้รถรุ่นเก่าหรือรถจักรยานยนต์ที่เติมเบนซิน 91 เช่น ช่วงต้นปี 2548 ราคาเบนซิน 91 อยู่ที่ 20.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 จะอยู่ที่ 18.59 บาท คือถูกกว่า 1.50 บาท ตามถ้อยคำเชิญชวนขณะนั้นให้คนใช้เบนซินเปลี่ยนมาเติมแก๊สโซฮอล์ว่า “เติมโซฮอล์ ประหยัดทันทีลิตรละบาทห้าสิบ” ซึ่งรัฐบาลใช้กลไกเดียวกับแก๊สโซฮอล์ 95 คือใช้เงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนลิตรละ 1.50 บาท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นโยบายเปลี่ยนทัศนคติของคนเรื่องการใช้พลังงานของรัฐบาลทักษิณได้ผลอย่างมาก เพราะน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลทั้งสองชนิดได้รับความนิยมอย่างมาก ประชาชนไม่กลัวเครื่องพัง บรรดาค่ายรถยนต์และจักรยานยนต์เองก็ยืนยันว่าน้ำมันสูตรใหม่ทั้งสองชนิดนั้นใช้การได้ดี จน 1 มกราคม 2556 รัฐบาลไทยสมัย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ตัดสินใจยุติการขายเบนซิน 91 ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นโยบายเปลี่ยนระบบพลังงานนี้ ให้ผลทางอ้อมคือการประหยัด แต่ผลทางตรงอาจเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแผนการใช้พลังงานระยะยาว เพราะเป็นการบีบให้รถยนต์และมอเตอร์ไซค์นับล้านต้องเปลี่ยนมาแก๊สโซฮอล์ 91 หรือ แก๊สโซฮอล์ 95 แทนเกือบทั้งหมด ยกเว้นเบนซิน 95 ที่ยังมีขายในราคาแพงสำหรับรถหรูหรือรถเฉพาะทาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนน้ำมันดีเซล ได้มีการนำแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเริ่มศึกษาเรื่องน้ำมันปาล์มมาตั้งแต่ปี 2526 มาพัฒนาเป็นนโยบายหลัก แทนที่จะพึ่งการพยุงราคาด้วยเงินจากกองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว โดยหลังช่วงวิกฤตน้ำมัน ราวปี 2551 รัฐบาลเริ่มผสมไบโอดีเซล 2 เปอร์เซ็นต์ หรือ B2 เพื่อช่วยพยุงราคาปาล์มน้ำมันและลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากต่างประเทศ จนมาถึงทุกวันนี้ น้ำมันดีเซลมาตรฐานทั่วไปคือ ดีเซล B7 ที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 7เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนโยบายเปลี่ยนไปใช้น้ำมันผสมเอทานอลเพื่อลดราคาน้ำมัน ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ และส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง อีกหนึ่งแผนพลังงานที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในวงกว้างยุคทักษิณคือ สนับสนุนให้รถ 'ติดแก๊ส' เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งพลังงานทางเลือกที่ตามมา&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ กำเนิดกระแสพลังงานทางเลือกใหม่สู้ราคาน้ำมันแพง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อเกิดปัญหาที่แต่ละฝ่ายต้องร่วมกันรับมือ ทุกคนจึงจำเป็นต้องหาทางปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ซึ่งในส่วนของภาคการขนส่งที่ต้องแบกภาระทั้งดีเซลและเบนซินจึงต้องหาทางเลือกใหม่ เป็นที่มาของกระแส ‘รถติดแก๊ส’ ที่เกิดขึ้นในยุคน้ำมันแพง 2547-2548 เช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในส่วนแรกคือ LPG หรือก๊าซหุงต้มที่ก่อนหน้านั้นเป็นที่นิยมในหมู่แท็กซี่อยู่บ้างแล้ว แต่เมื่อวิกฤตพลังงานมาถึง บรรดารถบ้านก็ไม่สามารถจ่ายค่าน้ำมันที่แพงขึ้นไปถึง 20-30 บาทได้ หลายคนจึงหันมาดัดแปลงรถให้ใช้แก๊ส LPG เพราะราคาถูกกว่าน้ำมัน (ราคาขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 9-10 บาทต่อลิตร) ทำให้เกิดอู่ดัดแปลงรถยนต์เพื่อติดแก๊สจำนวนมาก ส่วนมากจะใช้ถังโดนัทและถังแคปซูลบรรจุเชื้อเพลิงไว้ภายในกระโปรงหลังรถ จนทุกวันนี้ก็ยังมีรถหลายคนใช้แก๊ส LPG เป็นเชื้อเพลิงอยู่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จริงๆ แล้วรัฐบาลไม่ได้สนับสนุนให้รถยนต์ใช้ LPG อย่างจริงจัง เพราะเป็นการใช้งานที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ อาจกระทบต่อความต้องการใช้งานในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมได้ รัฐบาลจึงผลักดันเชื้อเพลิง NGV หรือก๊าซธรรมชาติอัด CNG ขึ้นมา เพราะไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และมีความปลอดภัยมากกว่า LPG จึงสนับสนุนตั้งสถานีบริการก๊าซ NGV ทั่วประเทศ ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และขายในราคาต่ำกว่าน้ำมัน 50 เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก๊าซ NGV เป็นที่นิยมมากในบรรดารถชนส่งสาธารณะและแท็กซี่ ต่อมาในปี 2551 ค่ายรถยักษ์ใหญ่หลายค่ายก็เริ่มผลิตรถยนต์ที่ติดตั้งระบบรองรับ NGV มาตั้งแต่โรงงานโดยตรง ไม่ต้องมาดัดแปลงเอง แม่ทุกวันนี้รถยนต์ส่วนบุคคลจะไม่ค่อยใช้ NGV แล้ว แต่ตามบรรดาสถานีบริการก๊าซทุกวันนี้ก็ยังมีแท็กซี่ต่อคิวยาวเหยียดเหมือนเดิม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ มรดกจากวิกฤต สู่วิถีพลังงานใหม่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิกฤตครั้งนั้นจากสงครามตะวันออกกลางในยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร อาจไม่ได้มีวิธีการรับมือได้ดีที่สุด โดยมาตรการระยะสั้นก็ไม่ได้มีอะไรมากมายไปกว่าถอดสูท ลดอุณหภูมิแอร์ ปิดปั๊ม และการใช้เงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนดีเซลจนรัฐขาดทุนมากมาย แต่ระหว่างทางที่เกิดวิกฤตนั้น มีแผนระยะยาวเกิดขึ้นหลายอย่าง และจำนวนไม่น้อยยังเป็นมรดกนวัตกรรมพลังงานอยู่จนถึงทุกวันนี้ และกลายเป็นจุดเป็นให้พลังงานทางเลือกเช่นแก๊สโซฮอล์เป็นพลังงานหลัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เป็นมรดกของวิกฤตพลังงานโลกครั้งนั้นและกลายเป็นความปกติของทุกวันนี้คือ การเกิดขึ้นของ Eco Car&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนหน้านั้น ความหมายของ Eco Car ในบริบทโลกอาจวัดที่มาตรฐานการปล่อยไอเสีย แต่รัฐบาลไทยนำคำนี้มาใช้เพื่อเป็นนโยบายสนับสนุนการลงทันของรัฐ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รัฐบาลทักษิณผลักดันยุทธศาสตร์ดีทรอยต์แห่งเอเชีย ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยกับการเป็นฐานผลิตรถกระบะ แต่เพื่อหาทางเลือกใหม่ รัฐบาลจึงมองหาโปรดักต์ตัวที่สอง นำมาสู่ยุคของรถประหยัดพลังงานที่เราเรียกว่า Eco Car ที่ประกาศเฟสแรกปี 2550 โดยมีข้อกำหนดว่า ต้องมีอัตราสิ้นเปลืองไม่ต่ำกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร, ปล่อยไอเสียระดับ Euro 4, ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสากล, และความจุเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,300 ซีซี (เบนซิน) หรือ 1,500 ซีซี (ดีเซล) และรัฐบาลก็ให้สิทธิประโยชน์ภาษีสรรพสามิตต่ำพิเศษกับค่ายรถที่ยอมลงทุนผลิตรถตามเงื่อนไข 4 มาตรฐานข้างต้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้รัฐบาลทักษิณจะสิ้นสุดลงจากการทำรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 แต่นโยบายนี้ก็ถูกสานต่อในรัฐบาลถัดมา และมาเห็นผลจริงในปี 2553 เมื่อประเทศไทยเปิดตัว Eco Car ชุดแรก คือ Nissan March ตามมาด้วย Honda Brio, Suzuki Swift, Mitsubishi Mirage และ Toyota Yaris นโยบายนี้จึงไม่เพียงแต่เปลี่ยนโฉมหน้าท้องถนนให้เต็มไปด้วยรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก เหมาะสมกับการขับขี่ในเมือง แต่ยังช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้ และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน Eco Car ของไทยกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน โดยรถในเฟส 2 หลายรุ่นเริ่มปรับตัวเป็นระบบ Hybrid หรือ e-POWER เพื่อให้ผ่านมาตรฐานการปล่อยไอเสียที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกัน นโยบายสนับสนุนของรัฐบาลชุดหลังๆ ก็เริ่มเปลี่ยนแปลง เช่น ยุค พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เริ่มสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า&amp;nbsp;หรือ EV อย่างเต็มตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทเรียนจากปี 2547-2548 สอนให้รู้ว่า วิกฤตการณ์หนึ่งมักนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เสมอ ซึ่งวิกฤตพลังงานจากการบุกอิรักของสหรัฐฯ ในครั้งนั้นก็ทำให้ไทยเกิดความเปลี่ยนแปลงด้านแผนพลังงานขนานใหญ่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปี 2569 ในวันที่สงครามตะวันออกกลางรอบใหม่กำลังดำเนินอยู่ นโยบายของรัฐบาลภูมิใจไทย ที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกุล มุ่งเน้นการอุ้มหรือตรึงราคาด้วยกองทุนน้ำมัน แต่สุดท้ายก็ต้องปล่อยขึ้นพรวดพราด หรือการขอความร่วมมือแบบฉาบฉวย บวกกับความไม่โปร่งใสไม่ชอบมาพากล ยิ่งทำให้เห็นชัดว่าแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลนั้นสับสน หรืออาจเป็นการวางแผนแก้หน้ารายวัน จนคนหมดความเชื่อมั่น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ยังไม่มีความชัดเจนถึงมาตรการระยะยาวจากรัฐบาล ลองมองโลกในแง่ดี สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นอาจจะอยู่ที่การใช้วิกฤตครั้งนี้มาสร้างโอกาสด้านพลังงานใหม่ๆ ที่ยั่งยืนกว่าเดิม เหมือนที่วิกฤต 2547-2548 เคยทำให้แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล รถใช้แก๊ส และ Eco Car ได้แจ้งเกิด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่มาตรการชั่วคราว แต่อยู่ที่การวางแผนระยะยาว ซึ่งอาจรวมถึงการหาทางเลือกใหม่ๆ ให้ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันน้อยลงก็เป็นได้&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9" hreflang="th"&gt;รายงานพิเศษ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;การเมือง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88" hreflang="th"&gt;เศรษฐกิจ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95" hreflang="th"&gt;คุณภาพชีวิต&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;ต่างประเทศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B4%E0%B8%93-%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3" hreflang="th"&gt;ทักษิณ ชินวัตร&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;กองทุนน้ำมัน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AF" hreflang="th"&gt;สหรัฐฯ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;สงครามตะวันออกกลาง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;ราคาน้ำมัน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;พลังงาน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B8%97" hreflang="th"&gt;ปตท.&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C-91" hreflang="th"&gt;ก๊าซโซฮอล์ 91&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5" hreflang="th"&gt;ไบโอดีเซล&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;ตะวันออกกลาง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81" hreflang="th"&gt;อิรัก&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Thu, 02 Apr 2026 06:48:42 +0000</pubDate>
    <dc:creator>XmasUser</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116935 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>“พนักงานสอบสวนหญิงน้อยมาก-นักจิตวิทยาสำหรับผู้ชายไม่พอ-LGBTQ ยิ่งลำบาก” เปิดประเด็น ‘มิติทางเพศ’ ที่ขาดหาย ทำผู้เสียหายจากการบังคับใช้แรงงาน-ค้ามนุษย์เข้าถึงความยุติธรรมยากขึ้น</title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/116930</link>
  <description>&lt;span&gt;“พนักงานสอบสวนหญิงน้อยมาก-นักจิตวิทยาสำหรับผู้ชายไม่พอ-LGBTQ ยิ่งลำบาก” เปิดประเด็น ‘มิติทางเพศ’ ที่ขาดหาย ทำผู้เสียหายจากการบังคับใช้แรงงาน-ค้ามนุษย์เข้าถึงความยุติธรรมยากขึ้น&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;เรื่อง: พัชญ์สิตา รุ่งโรจน์ธนกุล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาพปก: ชนิสรา ริมธีระกุล&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;See Think&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-01T21:18:49+07:00" title="Wednesday, April 1, 2026 - 21:18"&gt;Wed, 2026-04-01 - 21:18&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;การค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์ ถือเป็นวาระระดับโลกที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยอย่างมาก ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ไทยได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้กระทำความผิด (หรือที่เรียกว่า Forced Criminality) มากกว่า 40 สัญชาติทั่วโลก ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านป้อนคนหลากหลายสัญชาติเข้าสู่ฐานสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่รวมกรณีที่คนไทยเองก็ถูกหลอก ข่าวที่เกี่ยวกับการทลายฐานสแกมเมอร์-ช่วยเหลือผู้เสียหายออกมามีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ จนแทบจะเป็นเรื่องที่คนชินชา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในกระบวนการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายนั้น แม้มีการดำเนินงานด้วยการยึดแนวทางการให้ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง&amp;nbsp;(survivor-centred approach) ทว่า ‘ความเปราะบาง’ ของคนแต่ละเพศนั้นมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน จึงทำให้เห็นว่ายังขาดการนำ ‘มิติทางเพศ’ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเข้าไปปรับใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ในแต่ละขั้นตอนอย่างเหมาะสม ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้คนแต่ละเพศเข้าสู่ความยุติธรรมได้ยากง่ายไม่เท่ากัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขอยกตัวอย่างบางส่วนให้ผู้อ่านเห็นภาพ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การขาดแคลนพนักงานสอบสวนหญิงมีผลทำให้ผู้เสียหายหญิงรู้สึกไม่สะดวกใจในการให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ชาย&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ผู้ชายอาจถูกมองว่าไม่เป็นผู้เสียหาย จากการที่ถูกมองว่ามีความเข้มแข็งมากกว่า-รับได้กับการถูกนายจ้างดุด่า ข่มขู่ หรือลงไม้ลงมือ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ผู้เสียหายที่เป็น LGBTQ มักต้องต่อสู้กับสภาวะภายในตัวเองมากกว่าคนตรงเพศ คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มขอความช่วยเหลือน้อย กลัวการถูกเลือกปฏิบัติ-ตีตรา&amp;nbsp;และเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็เผชิญอุปสรรคหลายชั้น จากกลไกและระบบถูกออกแบบมาให้รองรับแค่คนสองเพศ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;เมื่อ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา มูลนิธิไอเจเอ็ม (International Justice Mission) ซึ่งเป็นองค์การระดับสากลที่ทำงานช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ ได้จัดงานเปิดตัวรายงานล่าสุดที่มีชื่อว่า &lt;a href="https://internationaljusticem-my.sharepoint.com/personal/poldenburger_ijm_org/_layouts/15/onedrive.aspx?id=%2Fpersonal%2Fpoldenburger%5Fijm%5Forg%2FDocuments%2FKOICA%20Funded%20Project%2FActivity%201%2E3%2E1%20Gender%2Dsensitive%20multi%2Dsectoral%20study%2FDownload%20Study%20Report&amp;amp;ga=1"&gt;“การศึกษาเรื่องความเสมอภาคและความละเอียดอ่อนด้านเพศสภาพในงานต่อต้านแรงงานบังคับและการค้ามนุษย์”&lt;/a&gt; (รายงานฉบับภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า Mainstreaming Gender Sensitive Approches to Address Forced Labor and Trafficking in Persons) โดยมีผู้วิจัยคือ Gavan Blau นักวิจัยอิสระที่เชี่ยวชาญเรื่องแรงงานชาวกัมพูชา และ วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย นักวิจัยอิสระซึ่งคลุกคลีกับประเด็นแรงงานข้ามชาติและทำงานด้านการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายมาหลายปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;งานศึกษาชิ้นนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นงานศึกษาชิ้นแรกๆ ของประเทศไทยที่มุ่งเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกับมิติด้านเพศสภาพในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและการทำงานด้านบังคับใช้แรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างกลไกการช่วยเหลือคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรมสำหรับแรงงานข้ามชาติที่เปราะบาง (แรงงานข้ามชาติในที่นี้หมายถึง กลุ่มผู้ย้ายถิ่นจากเมียนมา,&amp;nbsp;กัมพูชา ลาว และเวียดนาม) ซึ่งในปัจจุบันผู้เสียหายในไทยมีหลากหลายประเทศมากๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยงานชิ้นนี้เก็บข้อมูลแรงงานย้ายถิ่นจากเมียนมาและกัมพูชาในขั้นต้น 2 จังหวัด คือกลุ่มที่ทำงานใน จ.ปทุมธานี และสมุทรสาคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ งานชิ้นนี้เผชิญความท้าทายในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลและมีระยะเวลาเก็บข้อมูลช่วงสั้นๆ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025-มกราคม 2026&amp;nbsp; ผู้วิจัยได้ย้ำว่าผลการศึกษานี้เป็นเพียงสองพื้นที่และมีกลุ่มตัวอย่างที่จำกัด จึงอาจไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ในภาพใหญ่ได้อย่างครอบคลุมมากพอ จึงแนะนำว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;มิติทางเพศ เกี่ยวข้องอย่างไรกับประเด็นการบังคับใช้แรงงานและค้ามนุษย์ และ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ในการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหาย มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;คนแต่ละเพศเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มีความยาก-ง่ายต่างกันอย่างไร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การคำนึงถึงมิติทางเพศในแต่ละขั้นตอนนั้นหน้าตาเป็นแบบไหน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;จากกรอบคำถามข้างต้น ผู้สื่อข่าวประชาไทชวน วิภาวดี หนึ่งในผู้วิจัยมาพูดคุยถึงข้อค้นพบและประสบการณ์ภาคสนามในงานชิ้นนี้&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55183417109_1a09548860_o.jpg?s=eyJpIjo1NTE4MzQxNzEwOSwiZSI6MTc3NTEyNTI0NiwicyI6ImEwOGZhMDI0ZjRiYzU4MjQ2ODJiZTQ3YTY4ZTE3YmZlMzk2OGRhYWMiLCJ2IjoxfQ" width="1600" height="1067" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;(จากซ้าย) &amp;nbsp;วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย และ Gavan Blau&lt;/p&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;ภาพจากมูลนิธิไอเจเอ็ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;อยากให้เล่าสั้นๆ เกี่ยวกับงานชิ้นนี้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีเริ่มต้นเล่าว่ากระแสของสังคมโลกในปัจจุบันให้ความสำคัญในการเอามิติของความเปราะบาง เช่น เพศ ผู้สูงอายุ รวมถึงการบูรณาการความหลากหลายเพศในฐานะองค์ประกอบของการแก้ไขปัญหาทางสังคม-ดำเนินนโยบายต่างๆ ยิ่งประเทศไทยมีพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 (พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ) และกฎหมายสมรสเท่าเทียม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในงานบังคับใช้แรงงาน มิติทางเพศเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำงานที่ยึดหลักผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และ “ความเปราะบางไม่ได้มีความเป็นกลางทางเพศ” หมายความว่า ความเปราะบางไม่ได้มีลักษณะแข็งตัวแบบใดแบบหนึ่ง แต่มีมิติที่ทับซ้อน การมองปัญหาผ่านเลนส์ความเป็นกลางทางเพศ (Gender Neutral) ภายใต้โครงสร้างสังคมที่ยังมีความชายเป็นใหญ่อยู่ มันจึงไม่มีความเป็นกลาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การมองประเด็นแรงงานด้วยมิติทางเพศ วิภาวดียกตัวอย่าง 3 เรื่องนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าความเปราะบางของคนแต่ละเพศนั้นมีความต่างกันในรายละเอียด&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การอบรมเตรียมความพร้อมก่อนการย้ายถิ่นไปทำงาน (pre-departure training) ที่โดยทั่วไปมักถูกออกแบบมาอย่างเป็นกลางทางเพศ บุคคลทุกเพศ อายุ 18 ปีขึ้นไปเข้าร่วมอบรมได้ แต่ถ้าเรามองเรื่องนี้โดยเอามิติทางเพศเข้าไปประกอบก็ด้วยจะเห็นว่า ผู้หญิงมักเข้าร่วมกิจกรรมได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากมีภาระงานบ้านหรือการถูกจำกัดบทบาท ถ้าเป็นผู้หญิงที่มีสามี คนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้มักเป็นสามี โดยผู้หญิงจะรับข้อมูลจากสามีอีกที พอผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลมือหนึ่งด้วยตัวเองก็ยิ่งส่งเสริมให้เกิดภาวะพึ่งพิง&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;“พอเรามาทำงานวิจัยนี้เราก็จะพบว่าผู้หญิงมักไม่ได้เข้าร่วมในกิจกรรมเหล่านั้น หรือว่าเข้าร่วมได้ไม่เต็มที่ คือเขามีภาระทางครอบครัว ผู้ปกครองอาจจะไม่ให้ไป หรืออาจจะให้ไปแต่ต้องรีบกลับมาเพราะต้องมาหุงหาอาหาร หรือว่าคนที่มีสามี แนวโน้มที่เป็นไปได้สูงคือถ้าเกิดจะย้ายถิ่นแพ็คคู่ ผู้ชายก็จะได้เข้าร่วมการอบรมเหล่านั้นที่แม้จะถูกจัดขึ้นในชุมชนก็ตาม”&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“ซึ่งสิ่งเหล่าทำให้ผู้หญิงไม่มีข้อมูลที่เป็นข้อมูล first hand (ข้อมูลที่ได้มาโดยตรง) ก็ต้องพึ่งพาผู้ชายที่ไปอบรม ถ้าเกิดอยู่ในครอบครัวก็พึ่งพาสามี เพราะฉะนั้นคือสภาวะของการพึ่งพามันก็ยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้น คราวนี้พอไม่มีข้อมูลที่เป็นข้อมูลมือหนึ่ง สิ่งที่ตามมาก็คือว่าข้อมูลที่มันถูกแปลงจากคนที่ไปฟังมาจนมาถึงตัวเขา มันไม่ครบถ้วน มันถูกตีความมาแล้ว เพราะฉะนั้นคือเขาก็ไม่มีความรู้อย่างเพียงพอ มันก็ยิ่งไปเพิ่มโอกาสที่เขาจะถูกแสวงประโยชน์ตลอดกระบวนการย้ายถิ่น ตั้งแต่การสมัครงาน&amp;nbsp; การเดินทางมาทำงานในไทย แม้กระทั่งจนถึงการเดินทางกลับบ้าน สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เขามีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด”&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;อคติทางเพศส่งผลต่อการคัดกรอง-คัดแยกผู้เสียหาย&amp;nbsp;ผู้ชายอาจถูกมองว่าไม่เป็นผู้เสียหาย จากการที่ถูกมองว่ามีความเข้มแข็งมากกว่า-รับได้กับการถูกนายจ้างหรือหัวหน้างานดุด่าหรือใช้ภาษาที่มีลักษณะข่มขู่ หรือลงไม้ลงมือ เช่น เตะ ตบหัว เป็นต้น ด้วยอคติทางเพศเช่นนี้ ทำให้ผู้ชายที่ตกอยู่ในสภาพการทำงานที่เลวร้าย มักถูกมองว่า “แข็งแรง/สมัครใจ” ไม่ใช่ถูกทำร้ายร่างกายหรือตกอยู่สภาวะที่ถูกบังคับหรือข่มขู่ให้ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดเรื่องการบังคับใช้แรงงาน&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ผู้เสียหายที่เป็น LGBTQ จะมีความซับซ้อนมากกว่าหญิง-ชาย ยิ่งถ้าถูกกดทับเรื่องอัตลักษณ์ ก็จะยิ่งกังวลเรื่องการเปิดเผยตัวตน กลัวถูกตีตรา หรือไม่ได้รับการยอมรับ จนอาจรู้สึกสูญเสียความเป็นตัวเอง พออยู่ในสถานะผู้เสียหาย การเข้าถึงความช่วยเหลือก็ยิ่งยากขึ้น และมักมีแนวโน้มจะขอความช่วยเหลือน้อย เพราะต้องต่อสู้กับภาวะภายในของตัวเองก่อน ว่าตัวเองมีสิทธิ และสิ่งที่เกิดขึ้นคือการถูกละเมิดจริง และเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็ยังต้องเผชิญอุปสรรคในหลายขั้นตอน เพราะกลไกและระบบถูกออกแบบมาให้รองรับแค่คนสองเพศ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;“ถ้าเราไม่มองผ่านเลนส์ด้านเพศสภาพ เราจะมองเห็นปัญหาอย่างฉาบฉวยมาก เราก็จะมองไม่เห็นกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp;อาจทำให้ “ผู้เสียหายบางกลุ่มไม่ถูกมองเห็น” และการออกแบบมาตรการช่วยเหลือคุ้มครอง “ไม่ตอบโจทย์จริง”&amp;nbsp;อันนี้เป็นสิ่งที่เราคิดว่าเออมันน่าสนใจ ในเซนส์ที่ว่าถ้าเราถ้าเรามองในเชิงโครงสร้างแบบดั้งเดิม เราจะเห็นความเปราะบางอีกแบบ แต่พอเราประเด็นเพศสภาพไปจับ ก็จะเห็นว่าภายใต้โครงสร้างที่มันไม่เป็นธรรม ที่มันไม่เท่าเทียม ที่มันทำให้คนเปราะบาง นั่นแหละมันมีความซ้อนทับของมันอยู่ แล้วมิตินี้ (มิติทางเพศ) เป็นมิติที่ถูกพูดถึงน้อยมาก”&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ขั้นตอนการช่วยเหลือผู้เสียหายมีอะไรบ้าง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีเล่าว่าความผิดตาม&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/ipd_th/e88a724796b3526a3034d9495a8f168a.pdf"&gt;พ.ร.บ.ค้ามนุษย์&lt;/a&gt; (พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) เป็นความผิดต่อรัฐ อัยการเป็นทนายของรัฐ ส่วนหน่วยงานเอ็นจีโอที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้เสียหายเข้าเป็นทนายโจทก์ร่วมได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยมีกระบวนการช่วยเหลือผู้เสียหายดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;แจ้งเหตุ:&amp;nbsp;กรณีความผิดฐานบังคับใช้แรงงานหรือบริการ และค้ามนุษย์ คนที่สามารถแจ้งความได้มีทั้งตัวผู้เสียหายเอง, ผู้พบเห็น, ผู้ทราบเบาะแส, หน่วยงานเข้าตรวจค้นหรือเผชิญเหตุ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;คัดกรองเบื้องต้น: เพื่อหาข้อบ่งชี้ของการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน ว่าบุคคลดังกล่าวมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;คัดแยก: ขั้นตอนนี้ทำโดยทีมสหวิชาชีพซึ่งแต่งตั้งตามคำสั่งผู้ว่าในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เสียหายหรือไม่ หากเป็นผู้เสียหาย บุคคลนั้นจะถูกส่งต่อไปยังสถานคุ้มครองของรัฐหรือของเอกชนที่จดทะเบียนกับรัฐ&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;สำหรับสามขั้นตอนที่กล่าวไปข้างต้นจะถูกด้วยเรียกรวมกันด้วยคำว่า “กลไกการส่งต่อระดับชาติ” (National Referral Mechanism -&amp;nbsp;NRM) ซึ่งเป็นคำที่คนทั่วๆ ไปน่าจะเคยได้ยินจากข่าว&lt;/p&gt;&lt;ol start="4"&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การช่วยเหลือคุ้มครองในสถานคุ้มครอง (ซึ่งมีงานในส่วนของการดำเนินคดีความร่วมด้วย) :&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;ในขั้นนี้จะเป็นการช่วยเหลือคุ้มครองเพื่อให้ผู้เสียหาย ได้รับการฟื้นเยียวยารักษาสภาพร่างกายและจิตใจ ผู้เสียหายจะเข้าถึงสิทธิในการเรียกร้องสินไหมและสิทธิในการทำงาน ขณะเดียวผู้เสียหายก็อยู่ในฐานะ “พยาน” ในคดีด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับกรณีของแรงงานข้ามชาติ เมื่อช่วงเวลาของการคุ้มครองสิ้นสุดลง ขั้นตอนถัดไปสามารถแบ่งได้เป็นสองกรณี คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การถูกส่งกลับประเทศต้นทางที่เรียกว่า “การส่งกลับคืนสู่สังคม” โดยก่อนที่จะมีการส่งกลับพวกเขาก็จะผ่านการฟื้นฟูเยียวยาและได้รับการเตรียมความพร้อมเช่นเดียวกับคนไทย ส่วนระดับของการช่วยเหลือก็อาจแล้วแต่กรณี/สถานคุ้มครอง&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สามารถทำงานต่อในประเทศไทยได้ ในกรณีที่แรงงานมีนายจ้าง (ระบุในมาตรา 38 ตาม พ.ร.บ.ค้ามนุษย์)&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2&gt;ถ้าเอามิติทางเพศเข้าไปบูรณาการในแต่ละขั้นตอน หน้าตาเป็นยังไง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีตอบคำถามนี้โดยอธิบายแยกเป็นขั้นตอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การคัดกรอง: ถ้าเจ้าหน้าที่มีความตระหนักเรื่องมิติทางเพศ จะไม่มีการมองเหมารวมด้วยอคติทางเพศที่ว่าผู้ชายจะต้องทนสภาพการทำงานที่โหดร้ายได้มากกว่า ซึ่งถ้าหากเจ้าหน้าที่ก้าวไม่ข้ามมุมมองแบบนี้ก็อาจส่งผลต่อการคัดกรองได้ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจถูกตีความว่าเป็นการสมัครใจ/เป็นสภาพแวดล้อมแบบผู้ชาย ไม่เข้าองค์ประกอบเบื้องต้น&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การคัดแยก: ในขั้นนี้จะมีการให้ช่วงเวลาที่เรียกว่า “ระยะการฟื้นฟูไตร่ตรอง” (Reflection Period) ไม่เกิน 15 วัน เพื่อเป็นระยะเวลาที่เพียงพอและเหมาะสมในการทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น และพร้อมให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ต่อไป การคำนึงมิติทางเพศเข้าไปบูรณาการในการทำงานในขั้นนี้ เช่น การจัดหาที่พักปลอดภัย เป็นส่วนตัว แยกตามเพศให้บุคคลนั้นรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย การตั้งคำถามหรือใช้ภาษาเหมาะสมและแสดงถึงความเคารพในความละเอียดอ่อนเฉพาะเขาก็จะมีแนวโน้มที่จะไว้ใจในระบบและให้ข้อมูลสูงตั้งแต่ในชั้นของทีมสหวิชาชีพ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การสัมภาษณ์: ความละเอียดอ่อนที่เกี่ยวกับเพศส่งผลต่อการให้ข้อมูล หากผู้เสียหายรู้สึกไม่สะดวกใจในการให้ข้อมูลตั้งแต่ชั้นสหวิชาชีพ ก็อาจส่งผลให้การให้ข้อมูลใน 3 ชั้นไม่ตรงกัน (ชั้นสหวิชาชีพ, ชั้นพนักงานสอบสวน, การเตรียมพยานในและการให้ปากคำในชั้นศาล) เมื่อข้อมูลมีส่วนที่ไม่เหมือนกัน ก็มักมีการถามซ้ำ และอาจเปิดช่องว่างให้คู่ความได้ประโยชน์ทางคดี ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้เกิดบาดแผลจากจิตใจซ้ำได้ (retraumatization)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;กรณีแบบนี้จะใช้ Trauma-Informed Care (แนวทางการดูแลที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจ) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการทำงาน คือการเข้าใจเขาและให้เวลาเขาจนพร้อม ซึ่งมันก็คือการสร้างความไว้ใจ และการค่อยถามๆ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เขาเล่าเรื่อง ไม่ต้องถามแบบเน้นเอาคำตอบเพราะการสัมภาษณ์แบบนั้นสามารถไปซ้ำเติมแผลทางใจ แต่เน้นถามคำถามในลักษณะชวนคุยให้เขาสบายใจ เพื่อสร้าง safe and supportive environment (สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและประคับประคอง) ให้เขารู้สึกปลอดภัย กล้าเล่าข้อมูลมากขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราใช้ professional judgment (ดุลยพินิจอย่างผู้ประกอบวิชาชีพ) ได้แม่นยำขึ้น ซึ่งเหล่านี้ส่งผลถึงชั้นศาลได้ คือเขาไว้ใจ เขาจะค่อยเปิดข้อมูลไปเรื่อยๆ ตลอดกระบวนการจนถึงก่อนขึ้นศาล แต่หากเขาถูกถามแบบคาดคั้นเอาข้อเท็จริงในคดีแต่ต้นเขาจะบอกน้อย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หลังได้ผลศึกษาขั้นต้น สิ่งไหนบ้างยังต้องคิดต่อ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีกล่าวว่าด้วยความที่งานศึกษาชิ้นนี้เป็นการเก็บข้อมูลในขั้นต้นมากๆ เพียง 2 จังหวัด ผู้ให้ข้อมูลก็ยังเป็นกลุ่มที่เล็กมาก จึงอาจไม่สามารถสะท้อนสถานการณ์ภาพใหญ่ได้ทั้งหมด ในการตอบคำถามนี้ จึงขอให้ความเห็นกับประชาไทจากมุมมองส่วนตัว 2 ข้อ&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;แบบฟอร์ม คก.1 ที่ใช้ในการคัดแยก:&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีอธิบายว่า ในแบบฟอร์ม คก.1 (แบบฟอร์มคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ) ถ้าดูตรงส่วนข้อมูลที่เกี่ยวกับเพศจะเห็นว่า นอกจากมีช่องชาย-หญิงให้ติ๊กแล้ว ยังมีช่อง “อื่นๆ” และ “ไม่ประสงค์ที่จะระบุ” ให้ด้วย ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญหาจะอยู่ตรงที่ยังไม่มีการนำข้อมูลนี้ไปใช้จริง&amp;nbsp; เนื่องจากมีเรื่องเกี่ยวกับอัตลักษณ์และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องพิจารณา โดยมีเหตุผลหลัก 2 ส่วน ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;เรื่องเพศสภาพนั้นมีความลื่นไหล ข้อมูลที่บุคคลระบุในปัจจุบัน อาจไม่ตรงกับข้อมูลในอนาคต&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ยังไม่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มั่นใจได้ว่า 1.เจ้าตัวระบุอัตลักษณ์เอง (self-identification) และ 2.ความยินยอม (consent) ในการระบุเพศและการให้ข้อมูลนั้น ถือเป็นความยินยอมที่แท้จริงหรือไม่ เนื่องจากข้อมูลถูกเก็บขณะที่บุคคลนั้นเผชิญสภาวะเปราะบางอยู่&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;ol start="2"&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ขาดแคลนพนักงานสอบสวนหญิง&amp;nbsp;และขาดนักจิตวิทยา-สถานคุ้มครองที่เหมาะกับเพศชาย&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีอธิบายว่าเรื่องนี้สะท้อนความคิดการแบ่งงานตามกรอบเพศที่ว่า ผู้ชายมีความเข้มแข็ง มีความมั่นคงทางอารมณ์มากกว่า อาชีพตำรวจสายจึงเป็นงานที่เหมาะกับผู้ชาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ตามข้อมูลล่าสุด มีตำรวจหญิงทั้งหมด 20,730 คน&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สายงานสืบสวน (คดีอาญา) อยู่ที่ 1,417 คน&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สายงานสอบสวนอยู่ที่ 858 คน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;“เราคิดว่าสัดส่วนอาชีพเหล่านี้มันสะท้อนมายาคติทางสังคมมากๆ ใครไปบอกว่าตำรวจต้องเป็นผู้ชายหรือว่านักจิตวิทยาเป็นผู้หญิง สิ่งนี้สะท้อนกับภาพจำหรือมายาคติทางสังคม เช่น เรามองผู้ชายเป็นอาชญากร เรามองผู้ชายว่ามีความเข้มแข็ง มีการตัดสินใจที่มี Emotional Maturity (วุฒิภาวะทางอารมณ์) สูง จึงเหมาะสมกับการทำอาชีพนี้เหรอ มองว่าผู้ชายมีความมั่นคงทางอารมณ์มากกว่าผู้หญิง มีความเก่งมากกว่า เพราะนั้นอาชีพที่ต้องป้องกันปราบปรามก็เลยเหมาะกับผู้ชาย อาชีพที่ต้องใช้กฎหมายก็เลยเหมาะกับผู้ชายที่ใช้เหตุใช้ผลได้มากกว่า มีความแข็งแรงทางกายภาพสูงกว่าในการเข้าไปควบคุมหรือเผชิญเหตุ”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มายาคติทางเพศอีกเรื่องหนึ่งคือเพศหญิงมักถูกมองว่าอ่อนแอกว่า มีแนวโน้มเป็นเหยื่อมากกว่า มีสถานคุ้มครองหญิงจึงมีเยอะกว่าชาย อีกทั้งผู้หญิงยังถูกมองเป็น ‘เพศแม่’ ถูกคาดหวังให้ทำงานดูแล-เยียวยามากกว่า จึงส่งผลให้ขาดนักจิตวิทยาที่เหมาะสมกับผู้เสียหายเพศชาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“เรามองผู้หญิงเป็นเหยื่อไง เรามองผู้หญิงเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา เรามองผู้หญิงเป็นเป็นเพศแม่ที่มีความละเอียดอ่อนทางอารมณ์สูงอะไรพวกนี้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นมันก็มาพ่วงด้วยกับความคิดที่ว่า นักจิตวิทยาต้องเป็นผู้หญิง”&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนประเด็นเรื่องสถานคุ้มครองและสิ่งอำนวยความสะดวก วิภาวดีมองว่า ปัจจุบันมีสถานคุ้มครองในสังกัดภาครัฐอยู่ 8 แห่ง ในเชิงจำนวนถือว่าเพียงพอแล้ว แต่สิ่งที่ต้องปรับคือการเพิ่มมิติด้านความละเอียดอ่อนทางเพศเข้าไปในสถานคุ้มครองเหล่านี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“แต่ที่ยากเนี่ยคือ mindset (ทัศนคติ) คือปรับ mindset เจ้าหน้าที่ก่อนเลยว่าคุณจะให้การดูแลคุ้มครองเขาแบบไหนโดยที่คุณไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นแรงงานข้ามชาติ ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นภาระของเรา แล้วเราไม่รู้สึกว่า “โอ๊ยเราให้การคุ้มครองให้ความช่วยเหลือก็ดีแค่ไหนแล้ว” แต่คือเราต้องมองว่าอันนี้เป็นหลักสิทธิมนุษยชน รัฐไทยล้มเหลวในการที่จะป้องกันปราบปรามอาชญากรอาชญากรรม สุดท้ายมันถึงเกิดผู้เสียหายเหล่านี้ มันเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐที่จะให้การคุ้มครองดูแลเขาใช่ไหม คือถ้า mindset มันเปลี่ยนแล้วเพิ่มเติมความละเอียดอ่อนเข้าไป พวก facility (สิ่งอำนวยความสะดวก) มันแก้ไม่ยาก”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“มันต้องมองเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ หรือว่ามองเรื่องความหลากหลายทางเพศให้มันไปไกลกว่าสถิติที่มันนับได้ แต่เราสามารถเอาพวกเรื่องตัวเลข ความบาลานซ์ของ number เป็นแค่จุดตั้งต้น แต่ว่า beyond ไปกว่านั้นเนี่ย พี่คิดว่าเราจะสร้างเจ้าหน้าที่ที่มีความตระหนักแล้วก็เห็นความสำคัญของของมิติเหล่านี้ได้ไง พี่ว่านี่เป็นโจทย์มากกว่า”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีกล่าวต่อไปว่าจากการคุยกับพนักงานสอบสวนทั้งผู้ชายและผู้หญิง คำตอบที่ได้ก็สะท้อนมายาคติทางเพศที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด โดยมองว่าสิ่งนี้อาจแก้ได้โดยเริ่มต้นให้มีเจ้าหน้าที่ชายและหญิงในสัดส่วนที่เหมาะสม การมีสัดส่วนที่เหมาะสมในเชิงจำนวนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่เป้าหมายปลายทางคือการทำให้เจ้าหน้าที่มีความตระหนักเรื่องความละเอียดอ่อนในมิติที่เกี่ยวกับเพศ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เมื่อมองผู้ย้ายถิ่นผ่าน ‘มิติทางเพศ’ คนจากเมียนมา-กัมพูชา ต่างกันอย่างไร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ส่วนท้ายของรายงานชิ้นนี้ มีการบันทึกข้อมูลกลุ่มแรงงานที่ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจ เมื่อดูแล้วจะพบว่ามีเพียงแรงงานจากกัมพูชาที่ระบุเพศตนเองนอกกรอบชาย-หญิง ขณะที่กลุ่มแรงงานจากเมียนมา ทุกคนระบุตัวเองในช่องชายหรือหญิงเท่านั้น ไม่มีใครที่ระบุว่าตัวเองเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเลย&lt;br&gt;&lt;br&gt;ประเด็นแรกคือศึกษาเรื่องอัตลักษณ์ขึ้นอยู่ระดับความไว้วางใจในระดับที่เขาสะดวกใจเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศกับเรา คือต้องอาศัย trust (ความไว้เนื้อเชื่อใจ) ในระดับสูง หากไม่มี trust จะไม่มีการ disclose (เปิดเผยข้อมูล) กลุ่มแรงงานกัมพูชาที่ได้พูดคุยเป็นกลุ่มที่นักวิจัยเคยช่วยเหลือทางกฎหมายจนชนะนายจ้าง เขามีความคุ้นเคยและไว้ใจเราระดับหนึ่ง และเขาพูดไทยได้ สื่อสารกันโดยตรง ส่วนกลุ่มที่มาจากเมียนมา เราเข้าถึงเขาผ่านเครือข่ายและมีล่ามแปลภาษา เพราะฉะนั้นระยะห่างมันมีเยอะกว่าชัดเจน ดังนั้น ข้อมูลนี้สะท้อนว่า “absence of data ≠ absence of reality” หรือไม่ได้แปลว่าไม่มี LGBTQ+ ซึ่งตารางข้อมูลโดยตัวมันชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการศึกษานี้ เราถึงเสนอว่า การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศและความละเอียดอ่อนด้านเพศสภาพในหมู่แรงงานข้ามชาติ จำเป็นต้องได้ทำการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิภาวดียังชวนทำความเข้าใจเบื้องหลังตัวเลขทางสถิติ ว่าอาจต้องมองบริบทเกี่ยวข้องกับเรื่อง Intersection (จุดตัด) ที่ทับซ้อนกันอยู่ 3 ระดับ คือเรื่องเพศ เรื่องชาติพันธุ์ เรื่องบริบททางการเมืองทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“(กรณีเมียนมา) การกดทับในมิติด้านเพศมันมีสูง ทำให้คนเลือกที่จะไม่เปิดเผยตัวเอง เพื่อเหตุผลทางการเมืองด้วยเหตุผลทางชาติพันธุ์ แล้วก็เหตุผลเรื่องความเป็นส่วนตัวในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโดยไม่ถูกรังเกียจ ไม่ถูกแบ่งแยก”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“(กรณีของเมียนมา) ความเป็นชายเป็นหญิงมันเกี่ยวข้องไปในทุกมิติ อย่างผู้หญิงในสังคมที่มีความขัดแย้ง ใช้การข่มขืนเป็นเครื่องมือ ก็มีความเสี่ยงเรื่องความรุนแรงทางเพศมาก แล้วก็เขามีความคาดหวังเรื่องการดูแลครอบครัว ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เขามีอัตลักษณ์ที่ผิดไปจากความคาดหวังทางสังคม ความเสี่ยงที่จะถูกกระทำรุนแรงทางเพศยิ่งสูง ทั้งจากการถูกกีดกันทางสังคม แล้วก็อาจจะเป็นความรุนแรงทางเพศในเชิงลงโทษ”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“ขณะที่ผู้ชายก็ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งทางอาวุธ จะฝึกทหารจะนู่นจะนี่จะอะไรก็ตาม ยิ่งคุณแสดงออกถึงความเปราะบาง ความไม่เป็นชายเท่าไหร่ คุณยิ่งถูกเทรนให้เป็นชายแท้เท่านั้น เพราะนั้นสิ่งเหล่านี้มันกดทับอยู่หลายชั้นมาก แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถเขียนในรายงานเราได้ เพราะว่าเราคุยกับคนเพียงไม่กี่คน มันไม่เพียงพอที่จะอธิบายภาพใหญ่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณาด้วยคือบริบทในประเทศต้นทางของแรงงาน เพราะมันมีผลอย่างมาก เมียนมามีบริบทของการกดทับที่มากกว่ากัมพูชา ทั้งในความเป็นชาติพันธุ์ที่ความเป็นชาย-เป็นหญิงแทรกซึมลงไปในทุกมิติของชีวิต ความเป็นการเมืองที่ผูกโยงกับศาสนาอย่างเข้มข้น ความหลากหลายทางเพศถูกมองว่าเชื่อมโยงกับบาปและความผิด ขณะที่แรงงานกัมพูชา ย้ายถิ่นด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจมากกว่า ยิ่งหากการแสดงออกทางอัตลักษณ์ไม่กระทบการทำมาหากิน ผู้ให้ข้อมูลที่ระบุตัวตนคนหนึ่งบอกว่าที่บ้านยอมรับและรักคู่ชีวิต เพราะเขาเห็นว่าอยู่ด้วยกันแล้วช่วยส่งเสริมกันได้ดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือมิติทางศาสนากับสังคมคนย้ายถิ่น แรงงานจากประเทศเมียนมาให้ความสำคัญกิจกรรมศาสนาและการทำบุญ คนนับถือศาสนาคริสต์ก็ไปโบสต์ซึ่งบางทีพูดถึงความหลากหลายทางเพศไม่ได้เลย ส่วนคนที่ไปวัดก็มักสวมเครื่องแต่งกายที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และมีสัญญะทางเพศกำกับอยู่ด้วย กิจกรรมทางศาสนาก็มีลักษณะเป็นการสร้างบุญบารมี ขณะที่แรงงานกัมพูชาก็เข้าวัดทำบุญเหมือนกัน แต่จุดที่แตกต่างก็คือพวกเขาจะแต่งตัวด้วยชุดธรรมดาแบบที่ใส่ในชีวิตประจำวัน โดยมองการทำบุญคือการไปขอพรและเป็นกิจกรรมพบปะเพื่อนๆ ไม่ได้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่แบบเมียนมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีเรื่องแรงกดดันและความคาดหวังที่แตกต่างกันของคนเพศเดียวกันที่มีภูมิหลังทางชาติพันธ์ุแตกต่างกันแรงงานข้ามชาติจากผู้รอดพ้นที่เป็นแรงงานจากประเทศเมียนมาที่ให้ข้อมูลมีทั้งกลุ่มชาวบะหม่า&amp;nbsp;(Burman) และกะเหรี่ยง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แรงงานบะหม่ามักไม่ถูกคาดหวังจากชุมชนเท่าไรนักว่ามาไทยแล้วจะต้องได้ดิบได้ดี เพราะการย้ายถิ่นของชาวบะหม่ามาทำงานที่ไทยเกิดขึ้นอย่างทั่วไปจนคนในชุมชนต่างเข้าใจดีว่าการย้ายถิ่นนั้นไม่ต่างอะไรกับการเสี่ยงโชค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทว่าการย้ายถิ่นของชาวกะเหรี่ยงมาทำงานที่ไทยมีน้อยกว่าชาวบะหม่าอยู่มาก คนกะเหรี่ยงเองอาจไม่ได้เห็นตัวอย่างชุดประสบการณ์ของคนในชุมชนมากพอ เมื่อมีคนส่วนน้อยย้ายมาทำงานที่ไทย พวกเขาซึ่งเป็นผู้ชายด้วยจึงถูกคาดหวังจากครอบครัวว่าจะสามารถนำเงินกลับบ้านได้ ช่วงที่ชาวกะเหรี่ยงตกที่นั่งเป็นผู้เสียหาย ทางครอบครัวของเขาอยู่ในพื้นที่สู้รบ ผู้รอดพ้นชาวกะเหรี่ยงที่มาให้ข้อมูลจึงผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากในหลายมิติ ทั้้งความบอบช้ำในสิ่งที่ตัวเองเจอ ความทุกข์ที่ไม่สามารถทำตามคาดหวังของครอบครัวได้เพราะโทรศัพท์ก็ถูกนายจ้างยึดและครอบครัวก็หนีภัยการสู้รบอยู่ในป่า ซ้ำยังเกรงว่าการที่ตนถูกบังคับใช้แรงงานโดยแทบไม่ได้ค่าจ้างอาจทำให้ครอบครัวเผชิญความอับอายจากชะตากรรมของเขา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;สัมภาษณ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;แรงงาน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;สิทธิมนุษยชน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95" hreflang="th"&gt;คุณภาพชีวิต&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;ต่างประเทศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;การค้ามนุษย์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%9A" hreflang="th"&gt;การใช้แรงงานบังคับ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;พม่า&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;กัมพูชา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;สแกมเมอร์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;ความเท่าเทียมทางเพศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4" hreflang="th"&gt;แรงงานข้ามชาติ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;พนักงานสอบสวนหญิง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;มูลนิธิไอเจเอ็ม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Wed, 01 Apr 2026 14:18:49 +0000</pubDate>
    <dc:creator>See Think</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116930 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>‘สำรวจกระแส F1’ ก่อนไทยเป็นเจ้าภาพปี 2028 โอกาส-ต้นทุนวัดกึ๋นรัฐบาล</title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/116914</link>
  <description>&lt;span&gt;‘สำรวจกระแส F1’ ก่อนไทยเป็นเจ้าภาพปี 2028 โอกาส-ต้นทุนวัดกึ๋นรัฐบาล&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;อานุภาพ เส้นเศษ&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;auser15&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-01T09:09:06+07:00" title="Wednesday, April 1, 2026 - 09:09"&gt;Wed, 2026-04-01 - 09:09&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;div class="summary-box"&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;กระแส F1 ในไทยมาจากการตลาดและโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่ความสนใจด้านกีฬาโดยตรง ทั้งซีรีส์ Drive to Survive บน Netflix คอนเทนต์ครีเอเตอร์บน TikTok/YouTube และแฟชั่นเสื้อผ้าทีมแข่ง รวมถึงกระแสการเชียร์ Alex Albon นักแข่งลูกครึ่งไทย ล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;รัฐบาลไทยเดินหน้าอย่างจริงจัง โดยมีการลงนาม MOU กับ Formula 1 Group แล้วในต้นปี 2026 พร้อมงบประมาณ 41,400 ล้านบาทสำหรับการแข่งขัน 5 ปี (2028–2032) โดยวางแผนจัด Night Race บนถนนในกรุงเทพฯ รูปแบบคล้าย Singapore Grand Prix&lt;/li&gt;&lt;li&gt;โอกาสมาพร้อมความเสี่ยงสูง ตัวอย่างจากสิงคโปร์แสดงให้เห็นศักยภาพด้านรายได้และการท่องเที่ยว แต่อินเดียและเกาหลีขาดทุนหนักจนต้องถอดออกจากปฏิทิน ขณะที่ปัญหาจราจรและโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพฯ ยังเป็นโจทย์ที่ต้องแก้&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="https://www.flickr.com/photo_download.gne?id=55179791680&amp;amp;secret=cfbfd155c6&amp;amp;size=k&amp;amp;source=photoPageEngagement" width="2048" height="1072" loading="lazy"&gt;&lt;p&gt;การเติบโตของกีฬา Formula1 (F1) ในไทย ไม่ใช่ความบังเอิญจากกระแสที่รัฐบาลต้องการสร้างสนามแข่งรถ แต่เป็นเรื่องของการตลาดที่น่าสนใจหลังจากภาพลักษณ์ของแบรนด์เปลี่ยนจากความเรียบหรูดูเข้าถึงยากสู่กีฬาความเร็วที่เข้าถึงง่าย ชวนลุ้น เรื่องราวน่าติดตาม พร้อมตีตลาดทั่วโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ลองนึกภาพว่าคุณกำลังนั่งดูซีรีส์ Netflix แล้วพบว่าตัวเองกำลังลุ้นให้นักแข่งที่ไม่เคยรู้จักชนะในสนามที่ไม่เคยได้ยินชื่อ นั่นคือจุดที่หลายคนในไทยเริ่มต้นความสัมพันธ์กับ Formula1&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://www.imdb.com/title/tt8289930/"&gt;สารคดี&lt;/a&gt; Formula 1: Drive to Survive เป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ ที่ผู้คนที่ไม่เคยสัมผัสกับกีฬาชนิดนี้ ได้สัมผัสมันจริงๆ ตัวซีรีส์ไม่ได้เล่าแค่การแข่งขันในสนาม แต่เชื่อมโยงเรื่องราวภูมิหลังของนักแข่ง หัวหน้าทีม หรือแม้กระทั่งพนักงานของทีมเข้ากันอย่างลงตัว พร้อมผสมผสานดรามาที่เกิดขึ้นในแต่ละสนามเข้าไป จนชวนให้ผู้ชมเผลอปันใจเชียร์นักแข่งคนนั้น หรืออินจนเข้ามาติดตาม F1 อย่างจริงจัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ Drive to Survive เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เบื้องหลังกระแสที่โตขึ้นในไทยยังมีอีกหลายแรงขับเคลื่อนที่ทำงานพร้อมกัน ตั้งแต่โซเชียลมีเดีย ไปจนถึงนักแข่งที่กลายเป็นไอดอล และโอกาสทางธุรกิจที่ภาครัฐไทยเริ่มมองเห็น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เราจะมาค้นหากันว่าอะไรที่ทำให้ Formula1 ได้รับความนิยมมากขึ้นในไทย พร้อมตั้งคำถามว่าไทยพร้อมหรือยังที่จะมี Thailand Grand Prix&lt;/p&gt;&lt;p class="text-align-center picture-with-caption"&gt;&lt;img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/b/b0/2016_Malaysian_GP_opening_lap_1.jpg" width="2560" height="1280" loading="lazy"&gt;&lt;br&gt;&lt;a href="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/b/b0/2016_Malaysian_GP_opening_lap_1.jpg"&gt;ภาพจาก Morio&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ปรากฏการณ์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;กระแส F1 ในไทยไม่ได้เริ่มต้นที่สนามแข่ง แต่เริ่มต้นที่หน้าจอมือถือ ก่อนที่ใครจะรู้ว่ารถยนต์ใช้เครื่องยนต์อะไร หรือแข่งขันวันไหน หลายคนเจอ F1 ครั้งแรกผ่านคลิปสั้นในฟีดโซเชียลมีเดียของตัวเอง และนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นกระแสที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ช่อง TikTok ที่ใช้ชื่อว่า Fam Space ผู้ติดตามราว 228,000 คน&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.tiktok.com/@fam.space"&gt;คือตัวอย่าง&lt;/a&gt;ที่ชัดเจนของกลุ่มแรก คอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ไม่ได้สอนเรื่อง F1 แต่เล่าเรื่อง F1 ในรูปแบบละครสั้นพร้อมลีลาที่ทำให้คนยิ้มได้โดยไม่ต้องรู้อะไรมาก่อนเลย ขณะที่อีกกลุ่มอย่างช่องยูทูบ&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.youtube.com/@1driveofficial"&gt;1Drive Official&lt;/a&gt; ช่องยูทูบ&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.youtube.com/c/reflexchannel"&gt;Reflex Channel&lt;/a&gt; หรือเพจ&lt;a href="https://www.f1.in.th/"&gt;หัดดู F1&lt;/a&gt; เลือกเดินอีกแนวทางหนึ่ง ด้วยการอธิบายกติกาที่ดูซับซ้อน เล่าประวัตินักแข่ง และสรุปเหตุการณ์หลังแข่งให้คนทั่วไปตามทันได้โดยไม่ต้องนั่งดูตลอด 2 ชั่วโมง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งสองกลุ่มทำหน้าที่คนละแบบ แต่ปลายทางเดียวกัน คือดึงดูดคนเข้ามาในโลกที่เคยดูเข้าถึงยาก&lt;/p&gt;&lt;p class="text-align-center picture-with-caption"&gt;&lt;img src="https://www.flickr.com/photo_download.gne?id=55181156400&amp;amp;secret=f06004d1f9&amp;amp;size=o&amp;amp;source=photoPageEngagement" width="473" height="377" loading="lazy"&gt;&lt;br&gt;ช่อง TikTok Fam Space&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความนิยมนั้นลามเข้าสู่วงการแฟชั่น เสื้อผ้าจากทีมแข่ง เช่น เสื้อ แจ็กเก็ต หรือหมวก กลายเป็นไอเทมที่วัยรุ่น Gen Z หมายปอง เพราะความเท่และสไตล์ที่แปลกใหม่ แบบเดียวกับที่เคยเกิดกับเสื้อบอลรุ่นเก่า แสดงให้เห็นว่าของเหล่านี้ไม่ใช่แค่ของเชียร์ทีมเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและตัวตน บทวิเคราะห์จาก&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.automobiliastore.com/blogs/news/the-boom-in-f1-merchandise"&gt;Automobilia Store&lt;/a&gt; ในปี 2025 ระบุว่า ความต้องการสินค้า F1 ทั้งใหม่และวินเทจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ราคาแพง แต่คนก็ยังยอมจ่ายเพื่อให้สินค้ามา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://f1briefing.com/f1-fan-demographics-age-gender-and-regions/"&gt;F1briefing&lt;/a&gt; เว็บไซต์รายงานข่าวและบทวิเคราะห์ F1 รายงานว่า 70% ของแฟน ที่เป็นวัย Gen Z บอกว่า F1 คือสถานะและภาพลักษณ์ที่ตัวเองอยากเป็น และ 59% ของแฟน F1 ที่เพิ่งเข้ามาติดตาม ระบุว่าแฟชั่นและสไตล์เป็นเหตุผลหลักที่สนใจกีฬานี้&lt;/p&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;&lt;img src="https://www.flickr.com/photo_download.gne?id=54645976774&amp;amp;secret=8cc144e8fc&amp;amp;size=c&amp;amp;source=photoPageEngagement" width="800" height="496" loading="lazy"&gt;&lt;br&gt;&lt;a href="https://flic.kr/p/2rfSV4m"&gt;ภาพจาก Flickr&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ถ้ามีจุดหนึ่งที่เปลี่ยนคนจาก ‘รู้จัก’ เป็น ‘ติดตามจริงจัง’ จุดนั้นคือ Drive to Survive ซีรีส์ Netflix ที่ผลิตมาแล้ว 8 ซีซั่น สารคดีไม่ได้ขายความเร็ว แต่ขายความเป็นมนุษย์ของทุกคนในช่วงเวลาสำคัญ ดรามาระหว่างทีม ความกดดันของนักแข่ง และช่วงเวลาที่กล้องไม่เคยจับในช่วงถ่ายทอดสด สามารถเห็นได้ที่นี่ทั้งหมด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อคนเริ่มดูจริงจัง พวกเขาก็เริ่มเลือกข้าง เลือกคนที่ชอบ ทีมที่ใช่ ‘Max Emilian Verstappen’ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เจ้าของแชมป์โลก 4 สมัยจากทีม Red Bull คือชื่อที่ทำให้คนเข้าใจว่า ‘ความเป็นเลิศใน F1 หน้าตาเป็นอย่างไร’ แต่สำหรับแฟน F1 ชาวไทย ชื่อที่ทำให้กีฬานี้รู้สึกว่าเป็นเรื่องของตัวเองคือ ‘Alexander Albon Ansusinha’ นักแข่งลูกครึ่งไทย-อังกฤษจากทีม Williams เขาไต่เต้ามาจากลีกล่างจนกลายเป็นนักขับเบอร์ 1 ของทีม ความพยายามและความเป็นลูกครึ่งไทย จึงไม่แปลกใจที่ทำให้เขาได้แฟนคลับมากขึ้น และมีไม่น้อยที่เริ่มดู F1 จากเขา&lt;/p&gt;&lt;p class="text-align-center picture-with-caption"&gt;&lt;img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/52/2024-08-25_Motorsport%2C_Formel_1%2C_Gro%C3%9Fer_Preis_der_Niederlande_2024_STP_3973_by_Stepro_%28medium_crop%29.jpg" width="1728" height="2282" loading="lazy"&gt;&lt;br&gt;Max Verstappen | ภาพจาก Steffen Prößdorf&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Thailand Grand Prix: จากความฝันสู่พื้นถนน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อ F1 ไม่ได้เป็นแค่ความบันเทิง แต่กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่ามหาศาล คำถามจึงเริ่มเปลี่ยนจาก ‘ทำไมคนถึงดู’ เป็น ‘ประเทศจะได้อะไรจากมัน?’&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนที่ใครจะพูดถึงไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์ (Thailand Grand Prix) เส้นทางของไทยสู่โลก Motorsport เริ่มต้นที่บุรีรัมย์กับสนาม Chang International Circuit ที่สร้างเสร็จในปี 2014 ได้มาตรฐาน FIA Grade 1 และกลายเป็นบ้านของ MotoGP ตั้งแต่ปี 2018 มันไม่ได้แค่พิสูจน์ว่าไทยสามารถจัดการแข่งขันกีฬา Motorsport ระดับโลกได้ แต่ยังช่วยสร้างฐานแฟน Motorsport ในประเทศ ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับโลกของการแข่งรถมากขึ้นก่อนที่ F1 จะกลายเป็นกระแส และนั่นคือจุดที่ทำให้รัฐบาลเริ่มมองเห็นโอกาสที่ใหญ่กว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตลอด 6 ปีของการจัดแข่ง MotoGP ไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ&lt;a href="https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000021665"&gt;รวมกว่า&lt;/a&gt; 24,853 ล้านบาท และในปี 2025 เพียงปีเดียว การแข่งขันดึงผู้เข้าชมกว่า 224,634 คน สร้างการจ้างงานถึง 7,772 ตำแหน่ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดเปลี่ยนที่ชัดเจนที่สุดคือเดือนเมษายน 2024 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เข้าพูดคุยกับ Stefano Domenicali CEO ของ F1 โดยตรง เป้าหมายไม่ใช่แค่เรื่องกีฬา แต่คือการวางไทยเป็น World Class Event Hub ดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาในประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ Ignite Tourism Thailand ส่งผลให้ความเคลื่อนไหวเร่งขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2025&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ช่วงเดือนเมษายนปี 2025 Alex Albon นักแข่ง F1 ลูกครึ่งไทย-อังกฤษเดินทางเข้าพบรัฐบาลเพื่อร่วมผลักดันโครงการและให้คำปรึกษาเรื่องเส้นทางแข่ง มองว่าโครงการนี้มีความเป็นไปได้สูง และในต้นปี 2026 การกีฬาแห่งประเทศไทยได้ลงนาม MOU กับ Formula1 Group ไปแล้ว เพื่อยืนยันเจตจำนงอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;&lt;p class="text-align-center picture-with-caption"&gt;&lt;img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/17/Alex_Albon.jpg" width="5472" height="3080" loading="lazy"&gt;&lt;br&gt;Alex Albon | &lt;a href="https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Alex_Albon.jpg"&gt;ภาพจาก JazzyJoeyD&amp;nbsp;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เดือนมิถุนายน ปี 2025 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถยนต์สูตร 1 หรือ Formula 1 (F1) ซึ่งมีสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA) ให้การรับรอง อนุมัติกรอบงบประมาณรวม 41,400 ล้านบาท สำหรับการจัดแข่งขันต่อเนื่อง 5 ปี ระหว่าง 2028–2032 และ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน การกีฬาแห่งประเทศไทยเปิดเผยร่างแปลนสนามครั้งแรก เส้นทางแข่งความยาว 5.7 กิโลเมตร 18 โค้ง ลากผ่านสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตลาดนัดจตุจักร และสวนวชิรเบญจทัศ รองรับผู้ชมได้กว่า 100,000 คน รูปแบบจะเป็น Night Race บนถนนจริง คล้ายกับ Singapore Grand Prix&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จนเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่าน ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.pptvhd36.com/sport/news/245487"&gt;เผยว่า&lt;/a&gt; กกท. ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับฟอร์มูล่าวันเรียบร้อยแล้ว และไทยสามารถจัดแข่งได้ในปี 2028&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้จะมีการลงนาม MOU เสร็จสิ้น แต่นี่ยังไม่ใช่เส้นชัยของเรื่องนี้ เป็นแต่เพียงจุดเริ่มต้นของคำถามที่ยากกว่า&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;บทเรียนที่ไทยต้องรู้ก่อนลงสู่สนามจริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;บทเรียนจากหลายประเทศที่คิดจะสร้างสนามแข่ง Formula 1 มีอยู่ไม่น้อย มีทั้งประสบความสำเร็จ และล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ตัวอย่างที่อาจเป็นแบบอย่างที่ใกล้เคียงกับไทย คงจะเป็นสิงคโปร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิงคโปร์คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของไทย เพราะมีทั้งด้านที่น่าอิจฉาและด้านที่ต้องคิดหนัก นับตั้งแต่จัดครั้งแรกในปี 2008 Singapore Grand Prix ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 550,000 คน สร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และมีผู้ชมทั่วโลกกว่า 1 พันล้านคน และ ข้อมูลจาก&amp;nbsp;&lt;a href="https://f1briefing.com/f1-fan-demographics-age-gender-and-regions/"&gt;F1briefing&lt;/a&gt; ระบุว่า 76% ของแฟนคลับทั่วโลกบอกว่าการมี Grand Prix ในประเทศตัวเองทำให้ติดตามกีฬานี้มากขึ้น ซึ่งหมายความว่าถ้าไทยมีสนาม ฐานแฟนที่กำลังโตอยู่จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ตัวเลขอีกด้านก็หนักพอกัน แต่ละปีสิงคโปร์ต้องใช้งบมากกว่า 135–140 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในการจัดงาน โดยรัฐบาลแบกรับถึง 60% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด และนั่นคือสิงคโปร์ ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและการจราจรไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่&lt;/p&gt;&lt;p class="text-align-center picture-with-caption"&gt;&lt;img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/72/Singapore_grand_prix_day_z.JPG" width="3264" height="1840" loading="lazy"&gt;&lt;br&gt;สนาม Singapore Grand Prix ปี 2008 | &lt;a href="https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Singapore_grand_prix_day_z.JPG"&gt;ภาพจาก chensiyuan&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับกรุงเทพฯ คำถามที่ยากกว่าคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การสร้าง Street Circuit ในกรุงเทพฯ หมายถึงการปิดถนนและปรับโครงสร้างพื้นที่รอบจตุจักรเป็นระยะเวลานาน สำหรับเมืองที่การจราจรติดขัดเป็นปัญหาเรื้อรัง ต้นทุนแฝงเหล่านี้ยากที่จะวัดเป็นตัวเลข&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประวัติศาสตร์ก็มีบทเรียนให้เรียนรู้ บางประเทศที่เคยเสี่ยงจัดและไม่ประสบความสำเร็จ เช่น อินเดียขาดทุน 24 ล้านดอลลาร์จากการแข่งปี 2013 และเกาหลีขาดทุน 37 ล้านดอลลาร์ในปี 2012 ก่อนจะถูกถอดออกจากปฏิทิน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เพิ่งเลิกจัดแข่ง F1 ที่สนาม Sepang International Circuit ไปเมื่อปี 2017 จากปัญหาค่าจัดงานสูง จำนวนผู้เข้าชมและความนิยมลดลงต่อเนื่อง จากการโดนแย่งชิงความสนใจจากสิงคโปร์ที่จัดแข่งแบบ Night Race เช่นกัน และการที่ MotoGP ได้รับความนิยมในประเทศมากกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://intelligence.businesseventsthailand.com/th/blog/formula-1"&gt;MICE&lt;/a&gt; Intelligence Center ศูนย์ข้อมูลและวิเคราะห์อุตสาหกรรม ชี้ว่าการจัด F1 จะสำเร็จได้ต้องไม่มองเป็นแค่การทำอีเวนต์เดี่ยว แต่ต้องพัฒนาให้เป็นเศรษฐกิจระยะยาว ต่อยอดด้วยเทศกาล งานแสดงสินค้า และแพ็กเกจท่องเที่ยวระดับพรีเมียม พร้อมดึงเอกชนมาร่วมลงทุน ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐแบกคนเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำถามสำคัญในการจัด F1 ในตอนนี้ไม่ใช่แค่ว่าไทยอยากได้ F1 หรือเปล่า แต่คือไทยพร้อมที่จะจ่ายราคาของความฝันนั้นในทุกมิติหรือยัง&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9" hreflang="th"&gt;รายงานพิเศษ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88" hreflang="th"&gt;เศรษฐกิจ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;สังคม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;ต่างประเทศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%AC%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;กีฬา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/f1" hreflang="th"&gt;F1&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Wed, 01 Apr 2026 02:09:06 +0000</pubDate>
    <dc:creator>auser15</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116914 at https://prachatai.com</guid>
    </item>

  </channel>
</rss>
