“เทศกาลพืชสวนโลก” หนึ่งในกิจกรรมระดับนานาชาติ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศเจ้าภาพ นอกจากจะเป็นเวทีแสดงความก้าวหน้าด้านพืชสวน การเกษตร และนวัตกรรมสีเขียวแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการท่องเที่ยว สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่จัดงานอย่างกว้างขวาง
รวมถึงเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพของเมืองท้องถิ่นให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศในเวทีนานาชาติ
โดยประเทศไทยได้รับสิทธิเป็นเจ้าภาพจัดงาน มหกรรมพืชสวนโลก (International Horticultural Expo) ทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยแบ่งเป็นการจัดงานที่ผ่านมาแล้ว 2 ครั้ง ที่จังหวัดเชียงใหม่ และกำลังเตรียมการจัดงานอีก 2 ครั้ง ในดินแดนอีสาน ทั้งจังหวัดอุดรธานี และนครราชสีมา
น่าจับตาว่า โอกาสสำคัญจากนี้ ประเทศไทยจะสามารถแสดงศักยภาพด้านการเกษตร นวัตกรรมสีเขียว และการท่องเที่ยว พร้อมสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจให้กับภูมิภาคและประเทศได้มากแค่ไหน
⦁ ความสำเร็จของราชพฤกษ์ 2549
ย้อนวันวานไปเมื่อปี 2549 งานมหกรรมพืชสวนโลก ราชพฤกษ์ 2549 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่เวทีการจัดงานพืชสวนระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ โดยจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ บนพื้นที่ประมาณกว่า 500 ไร่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ใน พ.ศ.2549 และทรงเจริญพระชนมพรรษา80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นโครงการที่ริเริ่มในรัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2550 รวม 92 วันภายใต้ชื่อ “มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549” ซึ่งเป็นงานที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
ตลอดช่วงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ได้ก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 23,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย 65% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35% และเมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รายได้ดังกล่าวได้กระจายไปยังธุรกิจท้องถิ่นในวงกว้าง ทั้งโรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร การคมนาคม ร้านของที่ระลึก รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนโดยรอบ ซึ่งทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่
นอกเหนือจากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ งานราชพฤกษ์ 2549 ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับประเทศไทยในเวทีโลก ในฐานะประเทศที่มีศักยภาพด้านพืชสวนเขตร้อน ความหลากหลายทางชีวภาพ และความพร้อมในการจัดงานระดับนานาชาติอย่างมีมาตรฐาน อีกทั้งยังเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ซึ่งต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของงานยังนำไปสู่ “มรดกเชิงพื้นที่” ที่สำคัญ โดยหลังจบงาน พื้นที่จัดงานได้ถูกพัฒนาและยกระดับเป็น อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ด้านพืชสวนที่สำคัญของภาคเหนือ และยังคงมีบทบาทต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
⦁พืชสวนโลกอุดรฯคืบ 77.47%
จากพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมดาในจังหวัดอุดรธานี ปัจจุบัน “หนองแด” กำลังถูกยกระดับสู่เวทีระดับโลก ผ่านมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569 หรือ “Udon Thani International Horticultural Expo 2026” งานพืชสวนระดับนานาชาติที่ประเทศไทยใช้เป็นหมุดหมายใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเกษตรมูลค่าสูงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บนพื้นที่ประมาณ 1,030 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่น้ำราว 400 ไร่ และพื้นที่ดินราว 630 ไร่ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ปัจจุบันมีประเทศ/องค์กรตอบรับการเข้าร่วมการจัดสวนนานาชาติ รวม 17 ประเทศ/องค์กร รวมถึงมีองค์กรที่ประสานงานและให้ความสนใจเข้าร่วมการจัดสวนองค์กร จำนวน 9 องค์กร
สำหรับมหกรรมครั้งนี้ ถือเป็นงานระดับนานาชาติที่สำคัญของประเทศไทย และยังนับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการจัดงานพืชสวนโลกบนพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือ Wetland อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living” หรือ “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิตเชื่อมโยงผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” โดยแนวคิดดังกล่าวสะท้อนภาพการพัฒนาภาคเกษตรยุคใหม่ที่ไม่ได้มองเพียงเรื่องผลผลิต แต่เชื่อมโยงคน น้ำ พืช ระบบนิเวศ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสีเขียวเข้าด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ภายในงานจะประกอบด้วยไฮไลต์สำคัญ อาทิ นิทรรศการพรรณไม้นานาชาติ: การจัดแสดงสวนจำลองและพรรณไม้หายากจากประเทศภาคีสมาชิกทั่วโลก การจัดแสดงเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ และการจัดแสดงผลงานที่สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างวิถีชีวิตชาวอีสานกับสายน้ำและสิ่งแวดล้อม
มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี เริ่มมีการวางแผนตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (องคมนตรีปัจจุบัน) และมาถูกผลักดันจริงจัง-เดินหน้าเต็มรูปแบบในรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนส่งต่อให้รัฐบาลปัจจุบันยุค อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ดำเนินการจัดงาน
ความคืบหน้าการเตรียมงานล่าสุด สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย วัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรท้องถิ่น และภาคประชาชน ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานจัดมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ต.กุดสระ อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา
การลงพื้นที่ครั้งนี้ สุริยะและคณะได้ติดตามความก้าวหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิด โดยข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 พบว่า ภาพรวมงานก่อสร้างมีความคืบหน้าแล้วประมาณ 77.47% แบ่งออกเป็น โครงสร้างหลักหลายส่วนใกล้แล้วเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นอาคารต้อนรับ อาคารประชาสัมพันธ์ อาคารเรือนกระจก สะพาน ทางเดิน ระบบสาธารณูปโภค และระบบระบายน้ำ ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินงานภูมิสถาปัตยกรรม งานระบบ รวมถึงการเตรียมพื้นที่จัดแสดงในส่วนที่เหลือ เพื่อให้พร้อมเปิดงานตามกำหนดเวลา และยกระดับมาตรฐานให้ทัดเทียมนานาชาติ
สุริยะย้ำว่า แม้ภาพรวมการดำเนินงานจะมีความก้าวหน้าเกินกว่า 70% แล้ว แต่ช่วงเวลาที่เหลือถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะทุกส่วนจะต้องแล้วเสร็จอย่างมีคุณภาพ ทั้งในด้านความสวยงาม ความปลอดภัย และภาพลักษณ์ของประเทศ
“ผมได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า แม้ภาพรวมจะมีความก้าวหน้ามากกว่า 70% แต่ระยะเวลาที่เหลือมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะต้องทำให้งานทุกส่วนแล้วเสร็จอย่างมีคุณภาพและมีมาตรฐาน เพื่อให้ทุกพื้นที่มีความสวยงาม ปลอดภัย และสะท้อนภาพลักษณ์อันดีของประเทศไทย รวมทั้งต้องบริหารงบประมาณอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศ” สุริยะระบุ
นอกจากความพร้อมด้านพื้นที่จัดงาน สุริยะยังเน้นย้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงการเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวและผู้เข้าชมงานจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นด้านการเดินทาง การจราจร ระบบขนส่งสาธารณะ พื้นที่จอดรถ ระบบรักษาความปลอดภัย การแพทย์ฉุกเฉิน ร้านอาหาร ที่พัก ตลอดจนการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องอาศัยการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้การจัดงานเป็นไปอย่างราบรื่น และสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนจากทั่วโลก เพราะจังหวัดอุดรธานีไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดงาน แต่จะเป็นภาพสะท้อนศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในการเป็นศูนย์กลางด้านพืชสวน เกษตรมูลค่าสูง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเศรษฐกิจสีเขียวของภูมิภาค ที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก
สุริยะระบุด้วยว่า มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ยังถูกวางบทบาทให้เป็นมากกว่างานนิทรรศการระดับนานาชาติ เพราะรัฐบาลมองว่านี่คือ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจสีเขียว” ตัวใหม่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้มหาศาลให้กับพื้นที่ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานประมาณ 3.6 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 32,000 ล้านบาท เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 81,000 อัตรา
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในพื้นที่จัดงาน แต่จะกระจายไปสู่ภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหารระบบขนส่ง วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร และผู้ประกอบการท้องถิ่นในวงกว้าง ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังให้ความสำคัญกับแนวคิด “Expo Legacy” หรือการใช้ประโยชน์พื้นที่หลังจบงาน โดยเตรียมต่อยอดพื้นที่หนองแดให้กลายเป็นสวนสาธารณะระดับโลก ศูนย์กิจกรรมเยาวชน ศูนย์เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และพื้นที่จัดกิจกรรมสำคัญของจังหวัดในอนาคต
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า มหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงอีเวนต์ชั่วคราว แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ ควบคู่กับการสร้างเมืองสีเขียวแห่งใหม่ของภาคอีสาน
“เป้าหมายของเราคือ เปิดงานให้ทัน งานมีคุณภาพระดับนานาชาติ ใช้งบโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องต่อยอดพื้นที่ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและจังหวัดอุดรธานี” สุริยะกล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานอย่างรอบด้าน ทั้งด้านงบประมาณ การก่อสร้าง ความปลอดภัย ระบบบริการต่างๆ แผนประชาสัมพันธ์ รวมถึงแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่หลังจบงาน เพื่อให้มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569 กลายเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย และเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพด้านพืชสวน นวัตกรรมการเกษตร ตลอดจนแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนสู่สายตานานาชาติ
⦁โคราชปักหมุดพืชสวนโลกโคกหนองรังกา
สุริยะระบุ สำหรับงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ.2572 (International Horticultural Expo 2029 Korat Thailand) มีกำหนดการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 พฤศจิกายน 2572-28 กุมภาพันธ์ 2573 ที่โคกหนองรังกา ต.เทพาลัย อ.คงเนื้อที่จัดงาน 678 ไร่ จะจัดภายใต้ธีม “Nature & Greenery: Envisioning the Green Future” ครอบคลุม 5 แนวคิดหลัก ได้แก่ ครัวของโลกและอาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีและนวัตกรรมพืชสวนยั่งยืน เมืองน่าอยู่แห่งอนาคต ความหลากหลายทางชีวภาพ และธรรมชาติ ศิลปะ และวัฒนธรรม
กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลักได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อวางแผนแนวทางการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นไปตามมาตรฐานระบบการจัดงานของ World Expo ซึ่งองค์การนิทรรศการ (Bureau of International Expositions) หรือ BIE ได้นำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาใช้เพื่อเพิ่มความเข้มข้น ความโปร่งใส และยกระดับมาตรฐานการประเมินในทุกมิติเป็นครั้งแรก
โดยข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า งบประมาณที่รัฐบาลอนุมัติในการจัดงานจะอยู่ในกรอบวงเงินกว่า 4,281 ล้านบาท โดยขั้นตอนปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดขออนุมัติจัดทำ Master Plan พื้นที่จัดงานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การออกแบบสวน และการออกแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่หลังจบงาน (Legacy)
ยิ่งความพร้อมคืบหน้าไปมากเท่าไร ก็ยิ่งอยากเห็นความอลังการที่จะเกิดขึ้นแล้ว!!




