เกาะติด! วุฒิสภา พิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ 10,328 ล้านบาท

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เกาะติด! การประชุมวุฒิสภา พิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงิน 10,328 ล้านบาท “อนุทิน” ยืนยันคำนึงถึงการใช้จ่ายภาครัฐอย่างคุ้มค่า

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมวุฒิสภา ได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบแล้ว โดยวุฒิสภาจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วัน นับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติมาถึงวุฒิสภา ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 143 ทั้งนี้ มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม

โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้แทนรัฐบาล เป็นผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ต่อที่ประชุม

อนุทิน ชาญวีรกูล ช่างภาพพีพีทีวี
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชี้แจงว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านความเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการ วงเงิน 10,328,065,100 บาท ไปตั้งไว้เป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ รวมถึงรองรับเหตุฉุกเฉินหรือความจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ โดยรายการงบประมาณที่นำมาโอนมี 2 ส่วนหลัก ได้แก่

ส่วนแรก เป็น รายจ่ายประจำ ในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่าย ไม่มีข้อผูกพัน หรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 อาทิ ค่าใช้จ่ายด้านการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ และการเดินทางไปราชการต่างประเทศ

ส่วนที่สอง เป็น รายจ่ายลงทุน ในทุกงบรายจ่าย ทั้งโครงการปีเดียวและโครงการผูกพันข้ามปีงบประมาณ ที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคาหรือจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 รวมถึงโครงการที่หน่วยรับงบประมาณเห็นว่าหมดความจำเป็น ต้องการยกเลิก หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ภายในปีงบประมาณ 2569

ในนามผู้แทนรัฐบาลยืนยันว่า การจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายครั้งนี้ ได้คำนึงถึงการบริหารงบประมาณในช่วงไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ 2569 โดยยังคงรักษางบประมาณที่จำเป็นต่อการดำเนินนโยบายพื้นฐานของรัฐ การให้บริการสาธารณะ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม การสร้างงานและสร้างรายได้ในระดับพื้นที่ ตลอดจนรายจ่ายตามข้อผูกพันต่าง ๆ ที่ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ได้พิจารณาโดยไม่มีการแก้ไข

“ผมขอถือโอกาสนี้ขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่จะได้กรุณาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … ฉบับนี้สำหรับข้อคิดเห็นข้อคิดเห็นขอคำแนะนำข้อเสนอรวมทั้งความห่วงใยที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาจะได้กรุณาเสนอไว้ตลอดระยะเวลาการประชุม รัฐบาลจะขอรับไว้ด้วยความขอบคุณและจะนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไปครับขอกราบขอบพระคุณครับ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ต่อมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้อภิปรายเพิ่มเติมในฐานะผู้แทนรัฐบาล โดยย้ำว่า การโอนงบประมาณครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลักการบริหารงบประมาณในช่วงไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ 2569 โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการให้บริการสาธารณะของภาครัฐ การสนับสนุนสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม การสร้างงานและสร้างรายได้ในระดับพื้นที่ รวมถึงการรองรับภาระผูกพันต่าง ๆ ที่ยังสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ปัจจุบัน

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า รัฐบาลจึงขอให้สมาชิกวุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. เพื่อให้สามารถนำงบประมาณไปใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ และบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

เทวฤทธิ์ มณีฉาย ช่างภาพพีพีทีวี
นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา

ด้านนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย (พ.ร.บ.โอนงบฯ) โดยตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าจะสามารถโอนงบประมาณได้ประมาณ 84,000 ล้านบาท แต่หลังผ่านไป 3 เดือน กลับมีวงเงินโอนจริงเพียงประมาณ 10,000 ล้านบาท จึงขอให้รัฐบาลชี้แจงว่าวงเงินที่หายไปเกิดจากสาเหตุใด พร้อมตั้งคำถามถึงสัดส่วนงบประมาณที่นำมาโอน ซึ่งกว่าร้อยละ 93 เป็นงบลงทุน หรือราว 9,600 ล้านบาท ทั้งที่งบลงทุนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและกระตุ้นการลงทุน จึงต้องการทราบว่าเป็นเพราะโครงการเหล่านี้เบิกจ่ายล่าช้าหรือมีปัญหาใดหรือไม่

นายเทวฤทธิ์ ยังสอบถามถึงแนวทางของรัฐบาลในการป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณ หลังมีการโอนไปไว้ในงบกลาง เพื่อรองรับสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคงชายแดน ความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยพิบัติ โดยตั้งข้อสังเกตว่า มีการดึงงบประมาณกว่า 862 ล้านบาท จากแผนงานด้านการเตรียมความพร้อมแห่งชาติและการบริหารจัดการภัยพิบัติ ทั้งงบของกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งที่เป็นงบที่มีวัตถุประสงค์ด้านภัยพิบัติอยู่แล้ว จึงต้องการให้รัฐบาลชี้แจงเหตุผล

นอกจากนี้ นายเทวฤทธิ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้แสดงความคิดเห็นเพียง 17 คน จากผู้เข้าชมกว่า 521 ราย อีกทั้งหลายความเห็นมีเนื้อหาซ้ำกัน จึงเห็นว่าควรพัฒนากระบวนการรับฟังความคิดเห็นให้มีประสิทธิภาพและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ พลตำรวจโทบุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา อภิปราย ว่า ฟันธงตรงประเด็นว่าเหตุการณ์บางอย่างในบ้านเมืองมันไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ยกตัวอย่างเช่น อุบัติเหตุรถชนพระ หรือเรื่องชายแดน ที่ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่  แต่ถ้าฝ่ายบริหารไม่มีอะไรในมือเลยถึงเวลานั้นแก้ปัญหาไม่ทันเหตุการณ์หรือไม่รู้จะหันไปทางไหน ไม่รู้จะหยิบทางไหน

พลตำรวจโทบุญจันทร์  เผยว่า ตนเองเห็นด้วยในท่อนแถลงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่มาพูดในวันนี้ว่า เหตุผลและความจำเป็นในการโอนงบประมาณนี้ และจากเอกสารรายงานวิเคราะห์ร่างปฏิบัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายของสภาที่ทำไว้ในเล่มปกสีน้ำเงินนี้ไว้ละเอียดชัดเจนมีข้อเสนอแนะและข้อห่วงใยไว้เรียบร้อยแล้ว

พลตำรวจโทบุญจันทร์ ย้ำว่า จากการอ่านรายงานเบื้องต้น ส่วนตัวสนับสนุนการโอนงบประมาณครั้งนี้ เนื่องจากงบประมาณที่โอนเป็นรายจ่ายลงทุนมากกว่าร้อยละ 93 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมาไทยมีสัดส่วนรายจ่ายประจำสูงถึงร้อยละ 70–80 ขณะที่งบลงทุนมีสัดส่วนน้อย ทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้ยาก แต่การโอนงบประมาณครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการให้น้ำหนักกับงบลงทุนมากขึ้นอย่างชัดเจน

พลตำรวจโทบุญจันทร์ ขอให้รัฐบาลนำข้อสังเกตและข้อห่วงใยประมาณ 4 ประเด็น ที่คณะผู้จัดทำรายงานระบุไว้ท้ายเอกสารไปพิจารณาดำเนินการ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ รายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นผลการประเมินการโอนงบประมาณอย่างชัดเจน โดยมีข้อดีในเชิงบวก 3 ประการ และข้อด้อย 2 ประการ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะทุกนโยบายย่อมมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ไม่สามารถมีแต่ผลดีเพียงด้านเดียวได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบแล้วข้อดีมีมากกว่าข้อด้อย จึงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการและแก้ไขประเด็นที่เป็นข้อกังวลได้

“ทุกอย่างปัญหามีไว้ให้แก้ มั่นใจว่ารัฐบาลทำได้ในข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ปรากฏในเอกสาร เห็นด้วยอย่างยิ่งใน พ.ร.บ. งบประมาณนี้เพื่อพัฒนาประเทศชาติ มั่นใจว่ารัฐบาลทำได้ขอบคุณครับ” พลตำรวจโทบุญจันทร์ กล่าว

วุฒิสภา ช่างภาพพีพีทีวี
การประชุมวุฒิสภา พิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงิน 10,328 ล้านบาท

 

ด้าน นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย (พ.ร.บ.โอนงบฯ) โดยระบุว่า แม้รัฐบาลตั้งเป้าโอนงบประมาณไว้เกือบ 100,000 ล้านบาท แต่สามารถโอนได้จริงเพียงประมาณ 10,000 ล้านบาท สะท้อนว่าหน่วยงานต่าง ๆ ผูกพันงบประมาณไว้จนไม่สามารถโอนย้ายได้ตามเป้าหมาย กังวลว่ารัฐกำลังนำทรัพยากรในอนาคตมาใช้ ขณะที่ประเทศยังขาดการวางแผนรับมือปัญหาระยะยาว ตนอยากให้รัฐบาลใช้งบประมาณแก้ปัญหาเชิงป้องกัน โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่เกิดซ้ำทุกปีในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แทนการใช้งบกลางเยียวยาภายหลังเกิดเหตุ รวมถึงเร่งลงทุนในโครงการป้องกันน้ำท่วมอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้นำงบประมาณไปแก้ไขปัญหายาเสพติด หลังประเทศไทยถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางการลำเลียงยาเสพติด จากข่าวที่เพิ่งเกิดไป พร้อมเสนอเพิ่มศักยภาพการตรวจจับ เช่น การใช้สุนัข K-9 และเร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดและกัญชาเพื่อสันทนาการ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศ

ท้ายสุด นาวาตรีวุฒิพงศ์ ยังเสนอให้รัฐบาลยกระดับความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาติดตามการใช้จ่ายเงินภาครัฐ เปิดเผยสัดส่วนงบประจำและงบลงทุน รวมถึงป้องกันการทุจริต พร้อมเรียกร้องให้พัฒนาระบบคัดเลือกบุคลากรภาครัฐที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อให้การบริหารงบประมาณเกิดประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว และไม่ใช่บุคลากรที่มาจากการคอรัปชั่นเหมือนข่าวที่ผ่านมา

ขณะที่ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอาชีพสาธารณสุข กล่าวอภิปรายว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่มาชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยตนเอง และหวังว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือผู้แทนรัฐบาลที่กำกับดูแลงบประมาณ จะสามารถชี้แจงข้อสงสัยของสมาชิกได้อย่างครบถ้วน เนื่องจากมีประเด็นด้านงบประมาณหลายเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ

นพ.เปรมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตประเด็นแรกว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่า 200,000 ล้านบาทนำไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทย ขณะที่อีก 200,000 ล้านบาท ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน จึงต้องการทราบว่างบประมาณดังกล่าวจะซ้ำซ้อนกับร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณครั้งนี้หรือไม่

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินโครงการ ไทยช่วยไทย ซึ่งเริ่มโอนเงินให้ประชาชนคนละ 1,000 บาท ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่มีรายงานว่าประชาชนใช้เงินไม่หมดและมีเงินเหลือกลับคืนมาเป็นจำนวนมาก จึงสอบถามรัฐบาลว่าจะบริหารจัดการเงินส่วนที่เหลืออย่างไร รวมถึงจะมีแนวทางอย่างไรให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน ได้ครบถ้วน เพื่อให้การใช้เงินกู้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะเป็นเงินภาษีของประชาชน

ประเด็นที่สอง นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ตามหลักธรรมาภิบาลด้วย โดยรัฐบาลควรมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ระยะสั้นที่ชัดเจน เพื่อประเมินว่าเงินงบประมาณที่โอนครั้งนี้กว่า 10,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ใช้ไปอย่างไร รวมถึงมีกลไกตรวจสอบและประเมินผลหลังการใช้งบประมาณอย่างไร

ส่วนประเด็นที่สาม คือการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยยกกรณีน้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเห็นว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนงบประมาณ แต่เกิดจากการขาดระบบบัญชาการเหตุการณ์แบบ Single Command ทำให้การสั่งการไม่เป็นเอกภาพ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลจะโอนงบประมาณเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติ จะต้องมีแผนบริหารจัดการที่เป็นระบบ ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย พร้อมเสนอให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เชื่อมโยงการทำงานของทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะสำนักงานการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นพ.เปรมศักดิ์ เสนอให้รัฐบาลเร่งทบทวนและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 6 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ.2562 และพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 เพื่อรองรับการบูรณาการข้อมูลและการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมีเอกภาพ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การโอนงบประมาณเพียงอย่างเดียวเปรียบเสมือนยาแดงทาแผล ที่ช่วยบรรเทาปัญหาได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่สามารถรักษาต้นเหตุของปัญหาได้ หากต้องการแก้ไขอย่างยั่งยืน รัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูประบบและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดความคุ้มค่า ไม่กระทบต่อวินัยการเงินการคลัง และไม่ให้เหตุการณ์อย่างน้ำท่วมหาดใหญ่กลับมาเป็นฝันร้ายของประชาชนอีกต่อไป

โอนงบ ช่างภาพพีพีทีวี
การประชุมวุฒิสภา พิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงิน 10,328 ล้านบาท

 

จากนั้นนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงว่า การเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ารับหน้าที่ ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลัก

นายภราดร กล่าวว่า ในช่วงรัฐบาลรักษาการได้ตรึงราคาน้ำมันไว้ 15 วัน โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จนกองทุนติดลบเกือบ 60,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลเห็นว่าไม่สามารถอุดหนุนต่อไปได้ จึงจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไก ส่งผลให้ราคาสินค้าในตลาดปรับสูงขึ้นตามต้นทุน ซึ่งเป็นวิกฤตที่รัฐบาลต้องเผชิญทันทีเมื่อเข้ามาบริหารประเทศ

นายภราดร กล่าวว่า รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายโอนงบประมาณไว้ตั้งแต่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพราะเห็นว่างบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอในการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าว โดยในช่วงแรกคาดว่าจะสามารถโอนงบได้ประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท เมื่อนำไปรวมกับงบกลางที่เหลืออยู่ราว 20,000 ล้านบาท จะมีวงเงินเกือบ 150,000 ล้านบาท เพียงพอสำหรับการช่วยเหลือประชาชน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการไม่สามารถทำได้ทันทีในเดือนเมษายน เนื่องจากติดข้อกฎหมาย ทำให้ต้องเลื่อนระยะเวลาออกไป ส่งผลให้ในช่วงเวลากว่าหนึ่งเดือน หน่วยงานต่าง ๆ เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพราะไม่มีหน่วยงานใดต้องการถูกตัดหรือนำงบประมาณคืนรัฐบาล ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 สูงกว่าปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญถึง 6-7% ทำให้วงเงินที่สามารถโอนกลับมาได้ ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ เหลือเพียงประมาณ 10,300 ล้านบาท

นายภราดร ชี้แจงว่า หลักเกณฑ์การโอนงบประมาณ จะพิจารณาจากรายจ่ายประจำที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายและไม่มีภาระผูกพัน รายจ่ายลงทุนที่สามารถชะลอได้ รวมถึงงบของหน่วยงานที่เห็นว่ายังไม่เข้าสู่ขั้นตอนดำเนินการ โดยครอบคลุมหน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ องค์กรมหาชน และหน่วยงานที่ได้รับงบอุดหนุนหรือเงินหมุนเวียน

สำหรับโครงการของกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ถูกโอนงบบางส่วนนั้น นายภราดร ยืนยันว่า โครงการยังคงเดินหน้าต่อ เพียงแต่ดึงงบประมาณบางส่วนกลับมา เช่น โครงการที่เดิมตั้งงบไว้ร้อยละ 20 จะเหลือร้อยละ 10-15 เท่านั้น ไม่ได้ยกเลิกโครงการแต่อย่างใด

นายภราดร กล่าวว่า งบประมาณที่โอนกลับมาจะนำไปไว้ในงบกลาง หมวดค่าใช้จ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งจากสงคราม ความไม่แน่นอนตามแนวชายแดน ภัยพิบัติ รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยหรือฝนทิ้งช่วงในช่วงปลายปี แม้รัฐบาลจะออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาทแล้วก็ตาม แต่ยังจำเป็นต้องมีงบกลางสำรองไว้เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที พร้อมย้ำว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้เป็นผู้จัดทำงบประมาณปี 2569 ตั้งแต่ต้น จึงต้องใช้วิธีโอนงบเพื่อปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

ส่วนกรณีสมาชิกวุฒิสภาอภิปรายถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายภราดร กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ แต่รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมร่วมกับกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา คือการแจ้งเตือนประชาชนและการอพยพ ซึ่งทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน ได้เรียนรู้และเตรียมความพร้อมมากกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อให้การรับมือภัยพิบัติมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายภราดร กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลขอบคุณทุกข้อเสนอแนะและข้อห่วงใยจากสมาชิกวุฒิสภา พร้อมยืนยันว่าหากร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณได้รับความเห็นชอบ รัฐบาลจะใช้งบประมาณของประชาชนอย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และจะไม่นำงบประมาณไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล พรรคการเมือง หรือบุคคลใด

นายภราดร ยอมรับว่า รัฐบาลเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ต้องการให้ใช้งบประมาณเพื่อการป้องกันภัยพิบัติมากกว่าการเยียวยา โดยในปีงบประมาณ 2570 ได้เริ่มโครงการป้องกันน้ำท่วมระยะยาวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ว และในปีงบประมาณ 2571 จะปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยนอกจากพิจารณาผลการเบิกจ่ายแล้ว จะประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ (KPI) ว่าก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมมากน้อยเพียงใด หากโครงการใดไม่มีความจำเป็นหรือไม่เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ก็จะไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในรูปแบบเดิม เพื่อให้ทุกหน่วยงานพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง

จากนั้น ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ด้วยคะแนน เห็นชอบ 146 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง งดออกเสียง 20 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 171 คน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ