วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมวุฒิสภา ได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบแล้ว โดยวุฒิสภาจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วัน นับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติมาถึงวุฒิสภา ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 143 ทั้งนี้ มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม
โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้แทนรัฐบาล เป็นผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ต่อที่ประชุม
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชี้แจงว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านความเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการ วงเงิน 10,328,065,100 บาท ไปตั้งไว้เป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ รวมถึงรองรับเหตุฉุกเฉินหรือความจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ โดยรายการงบประมาณที่นำมาโอนมี 2 ส่วนหลัก ได้แก่
ส่วนแรก เป็น รายจ่ายประจำ ในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่าย ไม่มีข้อผูกพัน หรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 อาทิ ค่าใช้จ่ายด้านการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ และการเดินทางไปราชการต่างประเทศ
ส่วนที่สอง เป็น รายจ่ายลงทุน ในทุกงบรายจ่าย ทั้งโครงการปีเดียวและโครงการผูกพันข้ามปีงบประมาณ ที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคาหรือจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 รวมถึงโครงการที่หน่วยรับงบประมาณเห็นว่าหมดความจำเป็น ต้องการยกเลิก หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ภายในปีงบประมาณ 2569
ในนามผู้แทนรัฐบาลยืนยันว่า การจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายครั้งนี้ ได้คำนึงถึงการบริหารงบประมาณในช่วงไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ 2569 โดยยังคงรักษางบประมาณที่จำเป็นต่อการดำเนินนโยบายพื้นฐานของรัฐ การให้บริการสาธารณะ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม การสร้างงานและสร้างรายได้ในระดับพื้นที่ ตลอดจนรายจ่ายตามข้อผูกพันต่าง ๆ ที่ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ได้พิจารณาโดยไม่มีการแก้ไข
“ผมขอถือโอกาสนี้ขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่จะได้กรุณาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … ฉบับนี้สำหรับข้อคิดเห็นข้อคิดเห็นขอคำแนะนำข้อเสนอรวมทั้งความห่วงใยที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาจะได้กรุณาเสนอไว้ตลอดระยะเวลาการประชุม รัฐบาลจะขอรับไว้ด้วยความขอบคุณและจะนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไปครับขอกราบขอบพระคุณครับ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ต่อมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้อภิปรายเพิ่มเติมในฐานะผู้แทนรัฐบาล โดยย้ำว่า การโอนงบประมาณครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลักการบริหารงบประมาณในช่วงไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ 2569 โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการให้บริการสาธารณะของภาครัฐ การสนับสนุนสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม การสร้างงานและสร้างรายได้ในระดับพื้นที่ รวมถึงการรองรับภาระผูกพันต่าง ๆ ที่ยังสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ปัจจุบัน
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า รัฐบาลจึงขอให้สมาชิกวุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. เพื่อให้สามารถนำงบประมาณไปใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ และบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ด้านนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย (พ.ร.บ.โอนงบฯ) โดยตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าจะสามารถโอนงบประมาณได้ประมาณ 84,000 ล้านบาท แต่หลังผ่านไป 3 เดือน กลับมีวงเงินโอนจริงเพียงประมาณ 10,000 ล้านบาท จึงขอให้รัฐบาลชี้แจงว่าวงเงินที่หายไปเกิดจากสาเหตุใด พร้อมตั้งคำถามถึงสัดส่วนงบประมาณที่นำมาโอน ซึ่งกว่าร้อยละ 93 เป็นงบลงทุน หรือราว 9,600 ล้านบาท ทั้งที่งบลงทุนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและกระตุ้นการลงทุน จึงต้องการทราบว่าเป็นเพราะโครงการเหล่านี้เบิกจ่ายล่าช้าหรือมีปัญหาใดหรือไม่
นายเทวฤทธิ์ ยังสอบถามถึงแนวทางของรัฐบาลในการป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณ หลังมีการโอนไปไว้ในงบกลาง เพื่อรองรับสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคงชายแดน ความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยพิบัติ โดยตั้งข้อสังเกตว่า มีการดึงงบประมาณกว่า 862 ล้านบาท จากแผนงานด้านการเตรียมความพร้อมแห่งชาติและการบริหารจัดการภัยพิบัติ ทั้งงบของกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งที่เป็นงบที่มีวัตถุประสงค์ด้านภัยพิบัติอยู่แล้ว จึงต้องการให้รัฐบาลชี้แจงเหตุผล
นอกจากนี้ นายเทวฤทธิ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้แสดงความคิดเห็นเพียง 17 คน จากผู้เข้าชมกว่า 521 ราย อีกทั้งหลายความเห็นมีเนื้อหาซ้ำกัน จึงเห็นว่าควรพัฒนากระบวนการรับฟังความคิดเห็นให้มีประสิทธิภาพและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ พลตำรวจโทบุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา อภิปราย ว่า ฟันธงตรงประเด็นว่าเหตุการณ์บางอย่างในบ้านเมืองมันไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ยกตัวอย่างเช่น อุบัติเหตุรถชนพระ หรือเรื่องชายแดน ที่ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ถ้าฝ่ายบริหารไม่มีอะไรในมือเลยถึงเวลานั้นแก้ปัญหาไม่ทันเหตุการณ์หรือไม่รู้จะหันไปทางไหน ไม่รู้จะหยิบทางไหน
พลตำรวจโทบุญจันทร์ เผยว่า ตนเองเห็นด้วยในท่อนแถลงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่มาพูดในวันนี้ว่า เหตุผลและความจำเป็นในการโอนงบประมาณนี้ และจากเอกสารรายงานวิเคราะห์ร่างปฏิบัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายของสภาที่ทำไว้ในเล่มปกสีน้ำเงินนี้ไว้ละเอียดชัดเจนมีข้อเสนอแนะและข้อห่วงใยไว้เรียบร้อยแล้ว
พลตำรวจโทบุญจันทร์ ย้ำว่า จากการอ่านรายงานเบื้องต้น ส่วนตัวสนับสนุนการโอนงบประมาณครั้งนี้ เนื่องจากงบประมาณที่โอนเป็นรายจ่ายลงทุนมากกว่าร้อยละ 93 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมาไทยมีสัดส่วนรายจ่ายประจำสูงถึงร้อยละ 70–80 ขณะที่งบลงทุนมีสัดส่วนน้อย ทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้ยาก แต่การโอนงบประมาณครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการให้น้ำหนักกับงบลงทุนมากขึ้นอย่างชัดเจน
พลตำรวจโทบุญจันทร์ ขอให้รัฐบาลนำข้อสังเกตและข้อห่วงใยประมาณ 4 ประเด็น ที่คณะผู้จัดทำรายงานระบุไว้ท้ายเอกสารไปพิจารณาดำเนินการ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ รายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นผลการประเมินการโอนงบประมาณอย่างชัดเจน โดยมีข้อดีในเชิงบวก 3 ประการ และข้อด้อย 2 ประการ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะทุกนโยบายย่อมมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ไม่สามารถมีแต่ผลดีเพียงด้านเดียวได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบแล้วข้อดีมีมากกว่าข้อด้อย จึงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการและแก้ไขประเด็นที่เป็นข้อกังวลได้
“ทุกอย่างปัญหามีไว้ให้แก้ มั่นใจว่ารัฐบาลทำได้ในข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ปรากฏในเอกสาร เห็นด้วยอย่างยิ่งใน พ.ร.บ. งบประมาณนี้เพื่อพัฒนาประเทศชาติ มั่นใจว่ารัฐบาลทำได้ขอบคุณครับ” พลตำรวจโทบุญจันทร์ กล่าว
ด้าน นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย (พ.ร.บ.โอนงบฯ) โดยระบุว่า แม้รัฐบาลตั้งเป้าโอนงบประมาณไว้เกือบ 100,000 ล้านบาท แต่สามารถโอนได้จริงเพียงประมาณ 10,000 ล้านบาท สะท้อนว่าหน่วยงานต่าง ๆ ผูกพันงบประมาณไว้จนไม่สามารถโอนย้ายได้ตามเป้าหมาย กังวลว่ารัฐกำลังนำทรัพยากรในอนาคตมาใช้ ขณะที่ประเทศยังขาดการวางแผนรับมือปัญหาระยะยาว ตนอยากให้รัฐบาลใช้งบประมาณแก้ปัญหาเชิงป้องกัน โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่เกิดซ้ำทุกปีในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แทนการใช้งบกลางเยียวยาภายหลังเกิดเหตุ รวมถึงเร่งลงทุนในโครงการป้องกันน้ำท่วมอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้นำงบประมาณไปแก้ไขปัญหายาเสพติด หลังประเทศไทยถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางการลำเลียงยาเสพติด จากข่าวที่เพิ่งเกิดไป พร้อมเสนอเพิ่มศักยภาพการตรวจจับ เช่น การใช้สุนัข K-9 และเร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดและกัญชาเพื่อสันทนาการ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศ
ท้ายสุด นาวาตรีวุฒิพงศ์ ยังเสนอให้รัฐบาลยกระดับความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาติดตามการใช้จ่ายเงินภาครัฐ เปิดเผยสัดส่วนงบประจำและงบลงทุน รวมถึงป้องกันการทุจริต พร้อมเรียกร้องให้พัฒนาระบบคัดเลือกบุคลากรภาครัฐที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อให้การบริหารงบประมาณเกิดประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว และไม่ใช่บุคลากรที่มาจากการคอรัปชั่นเหมือนข่าวที่ผ่านมา
ขณะที่ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอาชีพสาธารณสุข กล่าวอภิปรายว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่มาชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยตนเอง และหวังว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือผู้แทนรัฐบาลที่กำกับดูแลงบประมาณ จะสามารถชี้แจงข้อสงสัยของสมาชิกได้อย่างครบถ้วน เนื่องจากมีประเด็นด้านงบประมาณหลายเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ
นพ.เปรมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตประเด็นแรกว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่า 200,000 ล้านบาทนำไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทย ขณะที่อีก 200,000 ล้านบาท ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน จึงต้องการทราบว่างบประมาณดังกล่าวจะซ้ำซ้อนกับร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณครั้งนี้หรือไม่
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินโครงการ ไทยช่วยไทย ซึ่งเริ่มโอนเงินให้ประชาชนคนละ 1,000 บาท ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่มีรายงานว่าประชาชนใช้เงินไม่หมดและมีเงินเหลือกลับคืนมาเป็นจำนวนมาก จึงสอบถามรัฐบาลว่าจะบริหารจัดการเงินส่วนที่เหลืออย่างไร รวมถึงจะมีแนวทางอย่างไรให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน ได้ครบถ้วน เพื่อให้การใช้เงินกู้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะเป็นเงินภาษีของประชาชน
ประเด็นที่สอง นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ตามหลักธรรมาภิบาลด้วย โดยรัฐบาลควรมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ระยะสั้นที่ชัดเจน เพื่อประเมินว่าเงินงบประมาณที่โอนครั้งนี้กว่า 10,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ใช้ไปอย่างไร รวมถึงมีกลไกตรวจสอบและประเมินผลหลังการใช้งบประมาณอย่างไร
ส่วนประเด็นที่สาม คือการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยยกกรณีน้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเห็นว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนงบประมาณ แต่เกิดจากการขาดระบบบัญชาการเหตุการณ์แบบ Single Command ทำให้การสั่งการไม่เป็นเอกภาพ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลจะโอนงบประมาณเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติ จะต้องมีแผนบริหารจัดการที่เป็นระบบ ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย พร้อมเสนอให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เชื่อมโยงการทำงานของทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะสำนักงานการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
นพ.เปรมศักดิ์ เสนอให้รัฐบาลเร่งทบทวนและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 6 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ.2562 และพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 เพื่อรองรับการบูรณาการข้อมูลและการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมีเอกภาพ
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การโอนงบประมาณเพียงอย่างเดียวเปรียบเสมือนยาแดงทาแผล ที่ช่วยบรรเทาปัญหาได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่สามารถรักษาต้นเหตุของปัญหาได้ หากต้องการแก้ไขอย่างยั่งยืน รัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูประบบและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดความคุ้มค่า ไม่กระทบต่อวินัยการเงินการคลัง และไม่ให้เหตุการณ์อย่างน้ำท่วมหาดใหญ่กลับมาเป็นฝันร้ายของประชาชนอีกต่อไป
จากนั้นนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงว่า การเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ารับหน้าที่ ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลัก
นายภราดร กล่าวว่า ในช่วงรัฐบาลรักษาการได้ตรึงราคาน้ำมันไว้ 15 วัน โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จนกองทุนติดลบเกือบ 60,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลเห็นว่าไม่สามารถอุดหนุนต่อไปได้ จึงจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไก ส่งผลให้ราคาสินค้าในตลาดปรับสูงขึ้นตามต้นทุน ซึ่งเป็นวิกฤตที่รัฐบาลต้องเผชิญทันทีเมื่อเข้ามาบริหารประเทศ
นายภราดร กล่าวว่า รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายโอนงบประมาณไว้ตั้งแต่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพราะเห็นว่างบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอในการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าว โดยในช่วงแรกคาดว่าจะสามารถโอนงบได้ประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท เมื่อนำไปรวมกับงบกลางที่เหลืออยู่ราว 20,000 ล้านบาท จะมีวงเงินเกือบ 150,000 ล้านบาท เพียงพอสำหรับการช่วยเหลือประชาชน
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการไม่สามารถทำได้ทันทีในเดือนเมษายน เนื่องจากติดข้อกฎหมาย ทำให้ต้องเลื่อนระยะเวลาออกไป ส่งผลให้ในช่วงเวลากว่าหนึ่งเดือน หน่วยงานต่าง ๆ เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพราะไม่มีหน่วยงานใดต้องการถูกตัดหรือนำงบประมาณคืนรัฐบาล ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 สูงกว่าปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญถึง 6-7% ทำให้วงเงินที่สามารถโอนกลับมาได้ ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ เหลือเพียงประมาณ 10,300 ล้านบาท
นายภราดร ชี้แจงว่า หลักเกณฑ์การโอนงบประมาณ จะพิจารณาจากรายจ่ายประจำที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายและไม่มีภาระผูกพัน รายจ่ายลงทุนที่สามารถชะลอได้ รวมถึงงบของหน่วยงานที่เห็นว่ายังไม่เข้าสู่ขั้นตอนดำเนินการ โดยครอบคลุมหน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ องค์กรมหาชน และหน่วยงานที่ได้รับงบอุดหนุนหรือเงินหมุนเวียน
สำหรับโครงการของกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ถูกโอนงบบางส่วนนั้น นายภราดร ยืนยันว่า โครงการยังคงเดินหน้าต่อ เพียงแต่ดึงงบประมาณบางส่วนกลับมา เช่น โครงการที่เดิมตั้งงบไว้ร้อยละ 20 จะเหลือร้อยละ 10-15 เท่านั้น ไม่ได้ยกเลิกโครงการแต่อย่างใด
นายภราดร กล่าวว่า งบประมาณที่โอนกลับมาจะนำไปไว้ในงบกลาง หมวดค่าใช้จ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งจากสงคราม ความไม่แน่นอนตามแนวชายแดน ภัยพิบัติ รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยหรือฝนทิ้งช่วงในช่วงปลายปี แม้รัฐบาลจะออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาทแล้วก็ตาม แต่ยังจำเป็นต้องมีงบกลางสำรองไว้เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที พร้อมย้ำว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้เป็นผู้จัดทำงบประมาณปี 2569 ตั้งแต่ต้น จึงต้องใช้วิธีโอนงบเพื่อปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
ส่วนกรณีสมาชิกวุฒิสภาอภิปรายถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายภราดร กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ แต่รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมร่วมกับกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา คือการแจ้งเตือนประชาชนและการอพยพ ซึ่งทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน ได้เรียนรู้และเตรียมความพร้อมมากกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อให้การรับมือภัยพิบัติมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นายภราดร กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลขอบคุณทุกข้อเสนอแนะและข้อห่วงใยจากสมาชิกวุฒิสภา พร้อมยืนยันว่าหากร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณได้รับความเห็นชอบ รัฐบาลจะใช้งบประมาณของประชาชนอย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และจะไม่นำงบประมาณไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล พรรคการเมือง หรือบุคคลใด
นายภราดร ยอมรับว่า รัฐบาลเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ต้องการให้ใช้งบประมาณเพื่อการป้องกันภัยพิบัติมากกว่าการเยียวยา โดยในปีงบประมาณ 2570 ได้เริ่มโครงการป้องกันน้ำท่วมระยะยาวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ว และในปีงบประมาณ 2571 จะปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยนอกจากพิจารณาผลการเบิกจ่ายแล้ว จะประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ (KPI) ว่าก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมมากน้อยเพียงใด หากโครงการใดไม่มีความจำเป็นหรือไม่เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ก็จะไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในรูปแบบเดิม เพื่อให้ทุกหน่วยงานพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง
จากนั้น ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ด้วยคะแนน เห็นชอบ 146 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง งดออกเสียง 20 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 171 คน