ในตลาดซื้อขายที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่นักเตะใหม่ เชลซีกลับมีดีลหนึ่งที่อาจไม่ได้หวือหวาเท่าการคว้าสตาร์ดัง แต่มีโอกาสส่งผลกับทีมมากกว่าที่หลายคนคิด
เพราะคนที่พวกเขาดึงเข้ามาไม่ใช่นักเตะ แต่คือ ออสติน แม็คฟี โค้ชผู้เชี่ยวชาญด้านลูกตั้งเตะจากแอสตัน วิลล่า
ออสติน แม็คฟี ใช้เวลาห้าปีอยู่กับแอสตัน วิลล่า และกลายเป็นหนึ่งในโค้ชลูกตั้งเตะที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่เชลซีจะยอมจ่ายค่าตัวเพื่อดึงเขามาร่วมทีม ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นหนึ่งในดีลที่แพงที่สุดสำหรับโค้ชสายนี้
แม็คฟีเองก็ไม่ได้เป็นโค้ชที่เพิ่งโผล่มาในพรีเมียร์ลีกแบบไม่มีประสบการณ์ เขาเริ่มต้นเส้นทางโค้ชในสกอตแลนด์ ก่อนก้าวเข้าสู่ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ และมีส่วนช่วยทีมผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ของยูโร 2016
หนึ่งในคนที่เคยร่วมงานกับเขาอย่าง โอลิเวอร์ นอร์วูด เล่าว่า แม็คฟีให้ความสำคัญกับลูกตั้งเตะอย่างมาก ทั้งการเตรียมจุดยิง การวางแผน และแม้แต่การเตรียมตัวสำหรับการดวลจุดโทษ ทุกอย่างถูกคิดจากข้อมูลและเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ ไม่ใช่แค่การซ้อมแบบเดิม ๆ
หลังจากนั้น แม็คฟียังผ่านงานกับ Hearts, ทีมชาติสกอตแลนด์ และทีมชาติโปรตุเกส ก่อนที่ชื่อของเขาจะเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เมื่อ โรแบร์โต มาร์ติเนซ เคยพูดถึงความ “หมกมุ่น” ของเขากับลูกตั้งเตะ และการพยายามพัฒนาการเล่นลูกนิ่งของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และเพื่อนร่วมทีม
แต่ช่วงเวลาที่ทำให้แม็คฟีกลายเป็นชื่อดังในพรีเมียร์ลีกจริง ๆ คือการทำงานกับแอสตัน วิลล่า
ตลอดห้าปีที่วิลล่า พาร์ค เขาค่อย ๆ สร้างระบบลูกตั้งเตะให้กลายเป็นอาวุธของทีม และหนึ่งในภาพที่ชัดเจนก็คือประตูของ มอร์แกน โรเจอร์ส จากลูกเตะมุมที่ซ้อมกันมาเป็นอย่างดีในเกมกับลิเวอร์พูลเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา
โรเจอร์สเองก็กลายเป็นนักเตะของเชลซีในซัมเมอร์นี้ หลังสโมสรทุ่มเงินมหาศาลเพื่อคว้าตัวเขามาร่วมทีม ขณะที่แม็คฟีก็เดินทางตามมาอีกคน เพียงแต่คราวนี้เขาไม่ได้ลงไปเล่นในสนาม แต่จะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบจังหวะเหล่านั้น
และนี่คือเหตุผลที่ดีลนี้น่าสนใจมาก ฤดูกาลที่ผ่านมา เชลซีทำประตูจากลูกตั้งเตะได้ถึง 21 ประตู ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ดี แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็เสียประตูจากสถานการณ์เดียวกันถึง 19 ลูก นั่นหมายความว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่การสร้างโอกาสจากลูกนิ่ง แต่รวมถึงการป้องกันด้วย
แม็คฟีจึงไม่ได้เข้ามาเพื่อทำให้เชลซี “ยิงลูกเตะมุมได้เยอะขึ้น” อย่างเดียว แต่ต้องเข้ามาแก้ทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดตำแหน่ง การเคลื่อนที่ การบล็อกคู่แข่ง ไปจนถึงการรับมือกับลูกตั้งเตะของฝ่ายตรงข้าม
สิ่งที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้ใช้เวลานานในการเริ่มงาน หลังเข้าร่วมทัวร์ปรีซีซั่นของเชลซี เขาก็ลงไปทำงานในสนามทันที และมีบทบาทอย่างชัดเจนในการซ้อม รวมถึงการพูดคุยกับตัวสำรองระหว่างพักครึ่งในเกมกับยูเวนตุส
ทั้งหมดนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟุตบอลยุคใหม่ เมื่อก่อนโค้ชลูกตั้งเตะอาจถูกมองว่าเป็นเพียงทีมงานเบื้องหลัง แต่วันนี้พวกเขากลายเป็นบุคลากรที่สโมสรให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในเกมที่สูสี เพียงประตูเดียวก็สามารถตัดสินผลการแข่งขันทั้งเกม และลูกตั้งเตะก็สามารถสร้างประตูจากสถานการณ์ที่ทีมไม่จำเป็นต้องครองบอลด้วยซ้ำ
แม้กระทั่งอาร์เซน่อลก็มี นิโกลัส โยเวอร์ ที่สร้างชื่อจากการออกแบบลูกตั้งเตะจนกลายเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญของทีม ขณะที่ลิเวอร์พูลเองก็เคยเปลี่ยนโค้ชลูกตั้งเตะเพื่อหวังเปลี่ยนทิศทางของทีม
ดังนั้นการที่เชลซียอมจ่ายค่าชดเชยเพื่อดึง ออสติน แม็คฟี ออกจากแอสตัน วิลล่า จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า สโมสรไม่ได้มองลูกตั้งเตะเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ อีกต่อไป พวกเขากำลังลงทุนกับสิ่งที่อาจเปลี่ยนผลการแข่งขันได้จริง
และสำหรับ ชาบี อลอนโซ่ นี่อาจเป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญในการสร้างเชลซีเวอร์ชันใหม่ เพราะต่อให้มีนักเตะพรสวรรค์มากแค่ไหน หากสามารถเพิ่มประตูจากลูกตั้งเตะและลดความผิดพลาดจากลูกนิ่งได้อีกเพียงไม่กี่ครั้งในหนึ่งฤดูกาล มันก็อาจกลายเป็นความแตกต่างระหว่างทีมที่ “ดี” กับทีมที่กำลังไล่ล่าความสำเร็จ
สุดท้ายแล้ว ดีลที่สำคัญที่สุดของเชลซีในซัมเมอร์นี้ อาจไม่ใช่นักเตะคนไหนเลย แต่อาจเป็นคนที่ทำให้นักเตะเหล่านั้น ยิงประตูจากลูกเตะมุมได้มากขึ้น และเสียประตูจากมันน้อยลง ต่างหาก..