เที่ยวสุโขทัยให้ลึกซึ้งกว่าเดิม สัมผัสงานคราฟต์ มรดกโลก และภูมิปัญญาที่มีชีวิต
การเดินทางไปสุโขทัย ไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่เพียงการชมโบราณสถาน เพราะเมืองมรดกโลกแห่งนี้ยังซ่อนเรื่องราวอีกมากมายให้ค้นหา ผ่านงานคราฟต์ วิถีชุมชน และภูมิปัญญาที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาหลายร้อยปี
หากภาพจำของสุโขทัยคือเจดีย์เก่า พระพุทธรูป และแสงเช้าเหนืออุทยานประวัติศาสตร์ ลองใช้เวลาเดินทางให้ลึกเข้าไปอีกนิด แล้วจะพบว่าเรื่องราวของเมืองเก่าแห่งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ในสองมือของช่างฝีมือ ลวดลายบนผืนผ้า เตาเผาอายุกว่า 700 ปี ตลอดจนวิถีของผู้คนที่ยังคงรักษาและส่งต่อภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น
ครั้งนี้ เราจึงอยากชวนออกเดินทางไปสัมผัสสุโขทัยผ่านอีกมุมมอง ตั้งแต่การใช้สองมือสัมผัสดินและเรียนรู้การ “พิมพ์พระ”
ย้อนรอยอารยธรรมเครื่องสังคโลก ชมงานคราฟต์ที่ยังคงมีชีวิต สัมผัสภูมิปัญญาบนผืนผ้า ไปจนถึงการทำความรู้จักศรัทธาและวิถีชีวิตของผู้คนริมแม่น้ำยม
เพราะบางครั้ง การทำความรู้จักเมืองหนึ่งให้ลึกซึ้ง อาจไม่ได้เกิดจากการมองเห็นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการได้ “ลงมือสัมผัส” เรื่องราวของเมืองนั้นด้วยตัวเอง
จากสองมือสู่ศรัทธา เรียนรู้พุทธศิลป์ผ่านการ “พิมพ์พระ”
เริ่มต้นการเดินทางที่ ศูนย์เรียนรู้บ้านพระพิมพ์เมืองสุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย แหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมเรื่องราวของพระพิมพ์โบราณแห่งเมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัย เชื่อมโยงพุทธศิลป์ ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ เข้ากับกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเดินทางได้มีเรียนรู้ผ่านการลงมือทำอย่างใกล้ชิด
ไฮไลต์อยู่ที่กิจกรรม “พิมพ์พระ” ซึ่งไม่ได้มีเพียงการกดดินลงบนแม่พิมพ์ แต่ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เรื่องราวของคติความเชื่อ พุทธประวัติ และภูมิปัญญา ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างพระพิมพ์ ก่อนทดลองสร้างพระพิมพ์ด้วยตนเอง โดยสามารถเลือกทำได้ทั้งพระเนื้อดินและพระเนื้อผงปูน
สำหรับผู้ที่เลือกทำพระเนื้อดินและพักค้างคืนในสุโขทัย สามารถรอรับพระที่ผ่านกระบวนการเผา เพื่อนำกลับไปบูชาหรือเก็บไว้เป็นความทรงจำจากการเดินทาง ส่วนพระเนื้อปูนสามารถนำกลับเป็นของที่ระลึกได้เมื่อแห้งสนิท
เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงที่นี่จึงเป็นมากกว่าเวิร์กชอปงานคราฟต์ เพราะทำให้เรื่องราวของศิลปะ ศาสนา และประวัติศาสตร์ที่ดูเหมือนอยู่ไกลตัว กลายเป็นสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ผ่านสองมือของเราเอง
ข้อมูลการท่องเที่ยว
เปิดทุกวัน เวลา 09.00–18.00 น.
ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
ค่ากิจกรรม 250 บาทต่อคน รองรับ 1–60 คน
หมู่คณะตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปกรุณานัดหมายล่วงหน้า
จากดินสู่ไฟ ย้อนเวลา 700 ปี ตามรอยสังคโลกแห่งศรีสัชนาลัย
จากการสัมผัสดินผ่านการพิมพ์พระ ลองเดินทางต่อไปยังอำเภอศรีสัชนาลัย เพื่อค้นหาอีกหนึ่งเรื่องราวที่ถือกำเนิดจาก “ดิน” เช่นเดียวกัน แต่ครั้งนี้ ดินจะพาเราย้อนเวลากลับไปสู่ยุคแห่งภูมิปัญญาและความรุ่งเรืองของเครื่องสังคโลก
ศูนย์ศึกษาและอนุรักษ์เตาสังคโลก บ้านเกาะน้อย คือจุดหมายที่จะพาเราย้อนเวลากลับไปกว่า 700 ปี สู่ยุคที่ศรีสัชนาลัยเคยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่สำคัญของอาณาจักรสุโขทัย
จากการสำรวจทางโบราณคดี มีการค้นพบเตาเผาเครื่องสังคโลกมากกว่า 500 เตา กระจายตัวตลอดแนวพื้นที่กว่า 1 กิโลเมตร หลักฐานเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความงดงามทางศิลปะหากยังบอกเล่าถึงองค์ความรู้ด้านการผลิต เทคโนโลยีการเผาและการค้าของอาณาจักรสุโขทัยในอดีต
ไฮไลต์สำคัญคือการได้ชมเตาเผาโบราณของจริง ทั้งเตาหมายเลข 42 ซึ่งเป็นเตาบนดิน และเตาหมายเลข 61 ซึ่งเป็นเตาใต้ดิน รวมถึงนิทรรศการเครื่องสังคโลก โบราณวัตถุ และข้อมูลทางวิชาการที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า กว่าดินธรรมดาจะผ่านไฟและกลายเป็นเครื่องปั้นดินเผาแต่ละชิ้นต้องอาศัยทั้งทักษะ ประสบการณ์ และภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
ข้อมูลการท่องเที่ยว
ตั้งอยู่ที่บ้านเกาะน้อย อำเภอศรีสัชนาลัย
ห่างจากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยประมาณ 6.5 กิโลเมตร
เปิดทุกวัน เวลา 09.00–16.00 น.
ค่าเข้าชมชาวไทย 20 บาท และชาวต่างชาติ 100 บาท
เมื่อสังคโลกไม่ได้อยู่เพียงในพิพิธภัณฑ์
เมื่อได้รู้จักกับสังคโลกผ่านร่องรอยในอดีตแล้ว ลองเดินทางต่อมายังสุเทพสังคโลก แหล่งผลิตและเรียนรู้ที่ทำให้เห็นว่า ภูมิปัญญาอายุนับร้อยปีไม่ได้สูญหายไปตามกาลเวลา แต่ยังถูกสืบทอดโดยช่างฝีมือในปัจจุบัน
แต่เสน่ห์ของที่นี่ไม่ได้อยู่เพียงความสวยงามของชิ้นงาน หากอยู่ที่การได้เห็น “มรดก” สามารถมีชีวิตต่อได้ เมื่อคนรุ่นปัจจุบันยังคงเห็นคุณค่าและนำภูมิปัญญาเดิมมาต่อยอดให้เข้ากับวิถีชีวิตร่วมสมัย
จากดินสู่ผืนผ้า ภูมิปัญญาที่สามารถสวมใส่ได้
เรื่องราวงานคราฟต์ของสุโขทัยไม่ได้จบลงที่เครื่องปั้นดินเผา เพราะอีกหนึ่งมรดกสำคัญของพื้นที่คือภูมิปัญญาด้านสิ่งทอ
หนึ่งในนั้นคือ ผ้าตีนจกหาดเสี้ยว งานหัตถกรรมที่โดดเด่นด้วยเทคนิคการ “จก” เพื่อสร้างลวดลายอันละเอียดประณีตบนผืนผ้า แต่ละลายไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความสวยงาม หากยังสะท้อนอัตลักษณ์ ความเชื่อ และทักษะของช่างทอที่ได้รับการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง
ขณะที่ ผ้าหมักโคลนบ้านนาต้นจั่น แสดงให้เห็นอีกมิติของภูมิปัญญาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ จากวิถีของชาวนาที่นำผ้าฝ้ายมาผ่านกระบวนการหมักกับโคลนธรรมชาติ ก่อนนำไปย้อมด้วยวัตถุดิบเช่น ไม้ฝางและสีเสียด จนได้ผ้าที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มและมีสีสันเป็นเอกลักษณ์
วันนี้ภูมิปัญญาเหล่านี้ไม่ได้ถูกเก็บไว้เพียงในรูปแบบดั้งเดิม แต่ได้รับการพัฒนาต่อเป็นเสื้อผ้า ผ้าพันคอ กระเป๋า และของใช้ร่วมสมัย ทำให้งานคราฟต์ท้องถิ่นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน
สำหรับนักเดินทาง ของฝากจากสุโขทัยจึงอาจมีความหมายมากกว่าของที่ระลึก เพราะเบื้องหลังผ้าหนึ่งผืน คือเรื่องราวของผู้คน ภูมิปัญญา และชุมชนที่ยังคงมีชีวิต
จากภูมิปัญญาสู่ศรัทธา สักการะ “พระพุทธสิริมารวิชัย”
เมื่อเดินทางกลับเข้าสู่เมืองเก่า อีกหนึ่งจุดหมายที่ควรแวะคือ หอพระพุทธสิริมารวิชัย ภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย สถานที่ประดิษฐานพระพุทธสิริมารวิชัย พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง 209 เซนติเมตร สูง 290 เซนติเมตร ซึ่งชาวสุโขทัยนิยมเรียกว่า “หลวงพ่องาม” หรือ “หลวงพ่อสุโขทัย”
นอกจากความงดงามขององค์พระแล้ว ภายในหอยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนลงบนผืนผ้าใบก่อนนำมาติดบนผนัง เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดทางศิลปกรรมที่น่าสนใจ
พระพุทธสิริมารวิชัยเคยประดิษฐานอยู่ที่วัดราชธานี ก่อนจะได้รับการบูรณะและอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ สถานที่แห่งนี้ ปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นเพียงโบราณวัตถุทรงคุณค่า แต่ยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คนในพื้นที่
และนี่อาจเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของสุโขทัย เมืองที่ “ประวัติศาสตร์” กับ “ชีวิตปัจจุบัน” ไม่เคยถูกแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
ปิดท้ายที่แม่น้ำยม สัมผัสจังหวะชีวิตของศรีสัชนาลัย
ก่อนเดินทางกลับ ลองลดจังหวะของการเดินทางลง แล้วแวะที่ สะพานศรีประเสริฐ หรือสะพานแขวนหลังตลาดสดท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย
สะพานที่ทอดตัวข้ามแม่น้ำยมแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2522 ด้วยทุนส่วนตัวของ นายเฉลิม ศรีประเสริฐ เพื่อให้ชาวบ้านสองฝั่งแม่น้ำใช้สัญจร ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของชุมชน
วันนี้สะพานยังคงทำหน้าที่เชื่อมผู้คนเข้าหากัน ขณะเดียวกันก็กลายเป็นจุดชมวิวและมุมถ่ายภาพที่ช่วยให้นักเดินทางได้สัมผัสอีกด้านของศรีสัชนาลัย
โดยเฉพาะในช่วงเช้าหรือยามเย็น เมื่อแสงอ่อนทอดกระทบแม่น้ำยม บรรยากาศรอบตัวอาจไม่มีโบราณสถานยิ่งใหญ่หรือกิจกรรมมากมาย แต่กลับมีเสน่ห์จากความเรียบง่าย และจังหวะชีวิตที่ยังคงดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ
สุโขทัย เมืองเก่าที่เรื่องราวยังคงมีชีวิต
เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง เราอาจพบว่า สุโขทัยจึงไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่เราเดินทางมาเพื่อมองย้อนกลับสู่อดีต หากเป็นเมืองที่อดีตยังคงหายใจท่ามกลางชีวิตปัจจุบัน
ผ่านมือของช่างฝีมือ ผ่านดินที่ถูกปั้นและเผา ผ่านเส้นด้ายที่ค่อย ๆ ถูกทอขึ้นเป็นผืน ผ่านศรัทธาที่ได้รับการส่งต่อ และผ่านวิถีชีวิตของผู้คนที่ยังคงรักษารากของตัวเองเอาไว้
ครั้งต่อไปที่เดินทางมาสุโขทัย ลองให้เวลากับเมืองนี้มากขึ้นอีกนิด ออกจากเส้นทางที่คุ้นเคย แล้วเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลงมือสัมผัสเรื่องราวเหล่านี้ด้วยตัวเอง แล้วอาจค้นพบว่า สิ่งที่น่าจดจำที่สุดของ
“เมืองเก่า” แห่งนี้ ไม่ได้มีเพียงโบราณสถานอายุนับร้อยปี แต่คือผู้คนที่ยังคงทำให้เรื่องราวจากอดีต “มีชีวิต” และเดินทางต่อไป
เดินทางสู่สุโขทัยได้อย่างสะดวกสบาย
บางกอกแอร์เวย์สให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) และสุโขทัย พร้อมบริการแบบฟูลเซอร์วิสในแบบฉบับ Asia’s Boutique Airline โดยผู้โดยสารจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อาทิ น้ำหนักสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องท่านละ 20 กิโลกรัม บริการห้องรับรอง Boutique Lounge (ชั้นประหยัด) และ Blue Ribbon Club Lounge (สำหรับชั้นธุรกิจและสมาชิกฟลายเออร์โบนัสระดับพรีเมียร์) ณ สนามบินสุวรรณภูมิ และมุมบริการของว่างที่สนามบินสุโขทัย พร้อมบริการอาหารว่างและเครื่องดื่มบนทุกเที่ยวบิน บริการเลือกที่นั่งล่วงหน้าแบบไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงสิทธิประโยชน์มากมายจากโปรแกรมสะสมคะแนน FlyerBonus