ไทยรับแรงกดดัน “ภาษี-น้ำมัน-เงินเฟ้อ” เสี่ยงต้นทุนพุ่ง ฉุดกำลังซื้อ
นักวิชาการ ชี้! ไทยเผชิญแรงกดดัน “ภาษี-น้ำมัน-เงินเฟ้อ” หวั่นต้นทุนพุ่ง ฉุดกำลังซื้อ แนะ ปรับเกมส่งออก-ดึงลงทุนต่างชาติ
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์แรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและไทย โดยมองว่าไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 2 ด้าน ทั้งจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับราคาน้ำมัน ต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และเส้นทางการขนส่งสินค้า ขณะเดียวกันไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและรูปแบบการส่งออก เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ประเด็นแรกที่ต้องจับตาคือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยขณะนี้ไทยเผชิญภาษี 12.5% ภายใต้มาตรา 301 จากข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ว่าไทยเป็นผู้นำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานทาสหรือแรงงานบังคับจากประเทศที่สาม และยังไม่มีมาตรการ กฎหมาย หรือกติกาที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าว
นอกจากนี้ ไทยยังไม่มีข้อตกลงภาษีต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ หรือ Agreements on Reciprocal Trade (ART) ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเผชิญอัตราภาษี 12.5% โดย รศ.ดร.อัทธ์ ระบุว่า ประเทศที่มีข้อตกลงภาษีต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มที่เผชิญอัตราภาษี 10% ขณะที่ไทยเป็นหนึ่งใน 41 ประเทศที่ยังไม่มีข้อตกลงดังกล่าว
ข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 อัยการสูงสุดจาก 25 รัฐของสหรัฐฯ และภาคเอกชนได้ยื่นฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ แม้กระบวนการฟ้องร้องจะยังดำเนินอยู่ แต่ในระหว่างนี้มาตรการภาษียังมีผลบังคับใช้ ทำให้สินค้าจากไทยที่ส่งไปยังสหรัฐฯ ยังคงเผชิญภาษี 12.5% โดย รศ.ดร.อัทธ์ ประเมินว่า กระบวนการพิจารณาคดีอาจใช้เวลาประมาณ 10 เดือน โดยอ้างอิงจากกรณีที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ เคยยกเลิกอำนาจตามกฎหมาย IEEPA ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
นอกจากนี้ ไทยยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบประเด็นเกี่ยวกับผลผลิตของประเทศไทยที่ถูกมองว่าเกินความต้องการ หรือมีภาวะการผลิตส่วนเกิน ซึ่ง รศ.ดร.อัทธ์ ประเมินว่า หากไทยถูกเรียกเก็บภาษีในประเด็นนี้เพิ่มเติม อาจต้องเผชิญภาษีอีก 12.5% ทำให้ในภาพรวมมีความเสี่ยงที่จะเจอภาษีรวมสูงถึง 25% อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบและการฟ้องร้องในสหรัฐฯ ยังดำเนินต่อไป
น้ำมัน-สงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงดันต้นทุนและเงินเฟ้อ
อีกแรงกดดันสำคัญ คือราคาน้ำมันและเส้นทางการขนส่ง จากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง โดย รศ.ดร.อัทธ์ ระบุว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันในตลาดโลกราว 20% หรือประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน
สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซยังมีความไม่แน่นอน หลังอิหร่านและโอมานมีแนวทางบริหารช่องแคบร่วมกัน ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการให้ไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียม แต่ทั้งสองประเทศยังไม่ได้ให้ความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว โดยข้อตกลงยังมีเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการไม่โจมตี การไม่ปิดล้อมทางทะเล การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และประเด็นการชดเชยความเสียหายจากสงคราม จึงยังมีความเสี่ยงต่อการเปิดเส้นทางและการขนส่งน้ำมันออกสู่ตลาดโลก
ขณะที่อีกจุดที่ต้องจับตาคือ ช่องแคบบาบเอลมันเดบ บริเวณทะเลแดง ซึ่งมีผลต่อการขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะระบบท่อส่งน้ำมัน East-West Crude Oil Pipeline ที่เชื่อมการขนส่งน้ำมันจากฝั่งอ่าวไปยังฝั่งตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย ก่อนส่งต่อไปยังคลองสุเอซ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และยุโรป
นอกจากนี้ ยังมีความวุ่นวายในบริเวณทะเลแคสเปียน ซึ่งเกี่ยวข้องกับรัสเซีย อิหร่าน และประเทศในเอเชียกลางที่ใช้เส้นทางขนส่งน้ำมันออกสู่ทะเลดำ โดย รศ.ดร.อัทธ์ มองว่า เมื่อรวมความเสี่ยงจากหลายเส้นทางแล้ว อาจทำให้อุปทานน้ำมันที่เข้าสู่ตลาดโลกหายไปประมาณ 16 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังไม่ได้ปรับขึ้นรุนแรงตามความกังวลทั้งหมด โดยปัจจัยหนึ่งมาจากความหวังเรื่องการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงการที่หลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน นำน้ำมันสำรองออกสู่ตลาดโลก จึงช่วยลดแรงกดดันด้านราคาไว้บางส่วน
น้ำมันแตะ 100 ดอลลาร์ เสี่ยงเงินเฟ้อไทยพุ่ง 2-3%
สำหรับประเทศไทย ก่อนหน้านี้หลายสำนักคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อไทยในปีนี้จะกลับมาเป็นบวกประมาณ 0.3-0.7% หรือเฉลี่ยราว 0.5% จากปีก่อนที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับติดลบ แต่หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อไทยอย่างมาก และอาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 2-3%
สถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยอยู่ในระดับติดลบ ซึ่งจะบั่นทอนแรงจูงใจในการออมของประชาชน เมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น แต่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน ขณะที่ผลตอบแทนจากเงินออมไม่เพียงพอรองรับค่าครองชีพ ประชาชนอาจต้องนำเงินออมออกมาใช้มากขึ้น
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของไทยคือจะทำอย่างไรให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ภายใต้สถานการณ์ที่ราคาสินค้าและต้นทุนสูงขึ้น รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ เงินออมลดลง และไทยยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง
ส่งออกยังสำคัญ แต่ต้องเปลี่ยนจาก Red Ocean สู่ตลาดเฉพาะ
สำหรับคำถามว่า ในโลกที่ต้นทุนสูงและการค้าโลกมีความไม่แน่นอน ไทยยังควรพึ่งพาการส่งออกหรือไม่ รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวว่า ไทยยังต้องให้ความสำคัญกับการส่งออก แต่ต้องปรับรูปแบบและตลาด โดยตัวเลขส่งออกที่ขยายตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสชะลอตัวจากผลกระทบของมาตรา 301 และสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง
ปัจจุบันไทยพึ่งพาตลาดหลักค่อนข้างมาก โดยสหรัฐฯ มีสัดส่วนประมาณ 17% และจีนประมาณ 12% ขณะที่ตลาดอื่น ๆ ยังมีส่วนแบ่งใกล้เคียงเดิม ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำคือขยายมูลค่าและส่วนแบ่งตลาดในประเทศที่ไม่ใช่ตลาดหลักให้เพิ่มขึ้น
พร้อมกันนี้ ไทยต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันในตลาด Red Ocean ที่ต้องแข่งขันด้านราคาและมีคู่แข่งจำนวนมาก ไปสู่ Blue Ocean หรือ Niche Market ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะที่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยเทคโนโลยี นวัตกรรม คุณภาพ และความคิดสร้างสรรค์
การเปลี่ยนไปสู่ตลาดดังกล่าวต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างการผลิตของไทยว่า มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากน้อยแค่ไหน สามารถตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัย สิ่งแวดล้อม การลดโลกร้อน และความต้องการของตลาดใหม่ ๆ ได้หรือไม่ ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าต้นทุนการผลิตของไทยยังสูงกว่าประเทศคู่แข่งหลายประเทศ
ท่องเที่ยวต้องสร้างความเชื่อมั่น ดึงต่างชาติลงทุนต้องมองให้ไกลกว่าเงิน
รศ.ดร.อัทธ์ ยังมองว่า นอกจากการส่งออกแล้ว การท่องเที่ยว เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการสร้างรายได้ให้ประเทศ ไทยจึงต้องสร้างบรรยากาศให้เป็นประเทศที่น่าเที่ยวและปลอดภัย เพราะปัญหาด้านอาชญากรรม อาวุธ เส้นทางของขบวนการคอลเซ็นเตอร์ และภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย ล้วนเป็นข่าวลบที่อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว
ส่วนการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ Data Center ถือเป็นโอกาสที่ไทยต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีและ AI มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น และไทยกำลังแข่งขันกับประเทศอื่นในอาเซียนเพื่อดึงการลงทุนเหล่านี้เข้ามา
อย่างไรก็ตาม การลงทุน Data Center มีทั้งโอกาสและความท้าทาย เพราะต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก ไทยจึงต้องตอบให้ได้ว่ามีพลังงานเพียงพอหรือไม่ มีน้ำเพียงพอหรือไม่ และการใช้น้ำจะกระทบภาคการผลิตหรือไม่ รวมถึงต้องประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความร้อนที่อาจเพิ่มขึ้นจากการลงทุนดังกล่าว
ดังนั้น ส่วนตัวไม่ได้คัดค้านการลงทุน Data Center แต่เห็นว่าไทยต้องเตรียมกฎ ระเบียบ และกติกาให้พร้อม เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ไม่ใช่เพียงมองว่า “เงินลงทุนเข้าประเทศ” แล้วถือว่าเป็นผลดีทั้งหมด
โจทย์สำคัญคือทุนต่างชาติต้องเชื่อมเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ เมื่อเงินทุนต่างชาติเข้ามา สิ่งที่ไทยต้องติดตามให้ชัดคือ เงินลงทุนดังกล่าวสร้างการจ้างงานให้คนไทยจริงมากน้อยเพียงใด และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตในประเทศ โดยเฉพาะ SMEs ได้มากแค่ไหน เพราะหากต้องการให้การลงทุนต่างชาติเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไทยจำเป็นต้องปรับกฎ ระเบียบ และเงื่อนไขต่าง ๆ ให้การลงทุนเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
ซึ่งทิศทางดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในปีหน้าและในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยไทยต้องเดินหน้าทั้งการปรับโครงสร้างการส่งออก การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และการดึงดูดเงินลงทุนใหม่ ๆ ควบคู่กับการวางกติกาให้ประเทศสามารถรับมือกับต้นทุนด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB