จับตา Thai Music Wave! CEA ส่ง 33 ศิลปินไทยบุกเวทีโลก ดันเพลงไทยสู่ตลาดสากล

CEA ดัน “ศิลปินไทย” โกอินเตอร์! 33 ศิลปิน ลุย 34 เทศกาลดนตรีทั่วโลก ปั้น Thai Music Wave
ศิลปินไทยกำลังเดินหน้าสู่เวทีโลกอย่างจริงจัง เมื่อสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เปิดเผยความสำเร็จของโครงการ Music Lab และ Music Exchange 2026 สองกลไกสำคัญที่ช่วยพัฒนาศักยภาพคนในอุตสาหกรรมดนตรี พร้อมเปิดประตูให้ศิลปินและค่ายเพลงไทยขยายตลาดสู่ต่างประเทศ
ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการสนับสนุน 33 ศิลปินไทย เข้าร่วม 34 เทศกาลดนตรีนานาชาติ ครอบคลุม 14 ตลาด รวม 41 โชว์ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึง 16 สิงหาคม 2569 โดยมีทั้งศิลปิน T-POP, แร็ป, อินดี้ป๊อป ไปจนถึงสาย Hardcore ที่ได้ออกไปแสดงศักยภาพบนเวทีระดับโลก

CEA เดินหน้าดัน Thai Music Wave สู่ตลาดโลก
CEA วางเป้าหมายให้การผลักดัน Thai Music Wave ไม่ได้หยุดอยู่แค่การส่งศิลปินไทยไปแสดงต่างประเทศ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศทางดนตรีที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งเรื่องทักษะธุรกิจ การสร้างแบรนด์ การตลาด การผลิตโชว์ และการบริหารลิขสิทธิ์
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Music Lab ซึ่งเปิดตัวในปี 2569 เพื่อเสริมทักษะให้ศิลปิน ค่ายเพลง และบุคลากรเบื้องหลัง สามารถบริหารจัดการผลงานและต่อยอดธุรกิจได้ด้วยตัวเองมากขึ้น
ในหลักสูตร Music Lab: Business Accelerator มีผู้เข้าร่วม 18 ทีม รวมกว่า 40 คน ก่อนคัดเลือก 10 ทีมศักยภาพสูงรับทุนสนับสนุนทีมละ 150,000 บาท เพื่อนำไปพัฒนาผลงานและขยายตลาดต่างประเทศ
ส่วน Music Lab Masterclass: IP Management เน้นเรื่อง ลิขสิทธิ์เพลงและทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเพลงในยุค AI
33 ศิลปินไทยบุก 34 เทศกาลดนตรีระดับโลก
สำหรับ Music Exchange 2026 เดินหน้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยใช้แนวคิด PUSH & PULL เพื่อสร้างโอกาสให้ศิลปินและผู้ประกอบการเพลงไทยเชื่อมต่อกับตลาดต่างประเทศ
กลไก PUSH คือการสนับสนุนศิลปินไทยให้เดินทางไปแสดงในเทศกาลดนตรีนานาชาติ โดยปีนี้มีศิลปินเข้าร่วมถึง 33 ราย ใน 34 เทศกาล ครอบคลุม 14 ประเทศ รวม 41 โชว์
รายชื่อที่น่าสนใจมีทั้ง MILLI, BUS because of you i shine, PiXXiE, Tilly Birds, WHISPERS, NOTEP, KIKI, YONLAPA และ PAMI
ตัวอย่างเวทีสำคัญ ได้แก่ Head In The Clouds Tokyo และ Feria de San Marcos ของ MILLI, Summer Sonic Festival 2026 ของ PiXXiE, Fuji Rock Festival 2026 ของ KIKI, D.U.N.K. Showcase ที่ K-Arena Yokohama ของ BUS, Morimichi Ichiba 2026 ของ YONLAPA, Emerge Fest 2026 ของ PAMI และ Round Festival ในฟิลิปปินส์ของ Tilly Birds
ขณะที่ WHISPERS ได้เดินทางไปแสดงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนว่าศิลปินไทยจากหลากหลายแนวเพลงสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดดนตรีระดับโลกได้
ไม่ใช่แค่ “โกอินเตอร์” แต่ต้องสร้างโอกาสทางธุรกิจ
อีกหนึ่งส่วนสำคัญของ Music Exchange 2026 คือกลไก PULL ที่มุ่งดึงผู้จัดเทศกาลและผู้ประกอบการดนตรีจากต่างประเทศเข้ามาเชื่อมต่อกับวงการเพลงไทย
CEA จัดกิจกรรม International Business Matching ภายในงาน Bangkok Music City 2026 โดยเชิญตัวแทนจากอุตสาหกรรมเพลงและเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติจากจีน ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย มาพบกับผู้ประกอบการและค่ายเพลงไทยโดยตรง
นอกจากการสร้างคอนเน็กชันแล้ว ยังเป็นโอกาสต่อยอดไปสู่การจองโชว์ การร่วมงาน การแลกเปลี่ยนบุคลากร และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในระดับภูมิภาค

ศิลปินไทยมองโอกาสบนเวทีโลกอย่างไร?
สำหรับ MILLI มองว่าการได้ขึ้นแสดงในต่างประเทศช่วยให้ดนตรีไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมเปิดโอกาสให้ศิลปินได้เรียนรู้มาตรฐานการทำงานระดับสากล ทั้งด้าน Performance และการทำงานกับทีมต่างชาติ
ด้าน BUS because of you i shine มองว่าเวทีระดับนานาชาติเป็นพื้นที่สำคัญในการพิสูจน์ศักยภาพของศิลปินไทย ทั้งการร้อง การเต้น และการออกแบบโชว์ พร้อมนำประสบการณ์และเสียงตอบรับจากแฟนต่างชาติมาพัฒนาตัวเองต่อไป
ขณะที่ WHISPERS มองว่าการได้ไปแสดงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของดนตรี Hardcore ถือเป็นโอกาสในการนำดนตรีจากประเทศไทยไปให้แฟนเพลงต่างชาติได้สัมผัส พร้อมสร้างคอนเน็กชันให้กับวงการ Underground ไทย
ส่วน YONLAPA และ PAMI ต่างมองว่าการได้รับการสนับสนุนช่วยลดข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย พร้อมเปิดโอกาสให้ได้พบผู้ฟังจากหลากหลายประเทศ เรียนรู้วัฒนธรรมทางดนตรี และสร้างเครือข่ายใหม่ ๆ ที่สามารถต่อยอดอาชีพในอนาคต
ตลาดเพลงไทยยังมีโอกาสโตอีกมาก
ข้อมูลจากรายงาน IFPI 2026 ระบุว่า ตลาดสิ่งบันทึกเสียงของไทยมีมูลค่า 3,561.56 ล้านบาท หรือ 105.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 2.2% และอยู่ในอันดับ 32 ของโลก โดยรายได้กว่า 91.2% มาจากบริการ Streaming
อย่างไรก็ตาม CEA มองว่ายังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะรายได้จากการบริหารลิขสิทธิ์การแสดง หรือ Performance Rights รวมถึงการขยายตลาดเพลงไทยไปยังต่างประเทศ
การเดินหน้าของ Music Lab และ Music Exchange 2026 จึงเป็นมากกว่าการสนับสนุนศิลปินให้มีโอกาสไปแสดงต่างประเทศ แต่เป็นการวางโครงสร้างให้อุตสาหกรรมดนตรีไทยเติบโตอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การพัฒนาทักษะทางธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายกับอุตสาหกรรมเพลงทั่วโลก
เป้าหมายสำคัญคือการผลักดัน Thai Music Wave ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Music Hub ของภูมิภาคเอเชีย
จากวันนี้ที่ศิลปินไทยต้องเดินทางออกไปหาเวทีในต่างประเทศ อาจกลายเป็นวันที่ตลาดโลกหันกลับมามองประเทศไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางดนตรีของเอเชียมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



