ทำไมบางคนขี้หูแห้ง บางคนขี้หูเปียก? เผยความลับจุดต่างเล็กๆ ที่อาจบ่งบอก "กลิ่นตัว"

ทำไมบางคนขี้หูแห้ง บางคนขี้หูเปียก? เผยความลับจุดต่างเล็กๆ ที่อาจบ่งบอก "กลิ่นตัว"

ทำไมบางคนขี้หูแห้ง บางคนขี้หูเปียก? เผยความลับจุดต่างเล็กๆ ที่อาจบ่งบอก "กลิ่นตัว"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ทำไมบางคนขี้หูแห้ง บางคนขี้หูเปียก? คำตอบอยู่ในยีน และอาจเกี่ยวข้องกับกลิ่นตัว

ขี้หูของแต่ละคนไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด บางคนมีขี้หูแห้ง เป็นเกล็ด และมีสีออกเทาหรือน้ำตาลอ่อน ขณะที่บางคนมีขี้หูเหนียวชื้น สีเหลืองไปจนถึงน้ำตาลเข้ม ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าใครรักษาความสะอาดมากกว่ากัน แต่มีสาเหตุสำคัญมาจากพันธุกรรม

ที่น่าสนใจคือ ยีนซึ่งกำหนดว่าขี้หูจะแห้งหรือเปียก ยังมีบทบาทต่อการสร้างสารตั้งต้นของกลิ่นบริเวณรักแร้ด้วย จึงเกิดคำถามตามมาว่า คนขี้หูเปียกจะมีกลิ่นตัวแรงกว่าเสมอหรือไม่ และเราสามารถดูขี้หูเพื่อทำนายกลิ่นตัวได้แม่นยำแค่ไหน

ขี้หูคืออะไร ไม่ใช่แค่สิ่งสกปรกในหู

ขี้หู หรือ Cerumen เกิดจากสารคัดหลั่งของต่อมในผิวหนังช่องหูชั้นนอก ผสมกับไขมัน เซลล์ผิวที่หลุดออก เส้นขน และฝุ่นละออง แม้หลายคนมองว่าเป็นของเสีย แต่ขี้หูมีหน้าที่เคลือบและรักษาความชุ่มชื้นของช่องหู รวมทั้งช่วยดักจับสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เข้าไปลึกเกินไป

โดยทั่วไป ช่องหูมีกลไกทำความสะอาดตัวเอง การเคลื่อนไหวของขากรรไกรระหว่างพูดหรือเคี้ยวอาหารจะช่วยพาขี้หูค่อย ๆ เคลื่อนออกมาด้านนอก ดังนั้น หากไม่มีอาการอุดตัน เจ็บหู หรือการได้ยินลดลง ก็ไม่จำเป็นต้องพยายามกำจัดขี้หูออกทั้งหมด

ขี้หูแห้งกับขี้หูเปียกต่างกันอย่างไร

ขี้หูแห้ง มักมีลักษณะร่วน เป็นแผ่นหรือเกล็ด ไม่เหนียวมาก และอาจมีสีเทาอ่อนจนถึงน้ำตาล ลักษณะนี้พบได้บ่อยในประชากรเอเชียตะวันออก แต่สามารถพบในคนกลุ่มอื่นได้เช่นกัน

ขี้หูเปียก มักมีความเหนียวและชื้นกว่า สีเหลือง น้ำผึ้ง หรือน้ำตาล และอาจเกาะอยู่บริเวณช่องหูได้ง่าย ลักษณะขี้หูเปียกพบได้มากในประชากรเชื้อสายยุโรปและแอฟริกา อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างกลุ่มประชากรเป็นเพียงแนวโน้มทางพันธุกรรม ไม่สามารถใช้ระบุเชื้อชาติของบุคคลได้อย่างแน่นอน

ทำไมบางคนขี้หูแห้ง บางคนขี้หูเปียก

งานวิจัยทางพันธุกรรมพบว่า ความแตกต่างสำคัญเกี่ยวข้องกับยีนที่ชื่อว่า ABCC11 โดยเฉพาะตำแหน่งแปรผันทางพันธุกรรมที่เรียกว่า rs17822931 ยีนนี้ทำหน้าที่สร้างโปรตีนขนส่งสารบางชนิด และเกี่ยวข้องกับการทำงานของต่อมเหงื่อชนิดอะโพไครน์

ผู้ที่ได้รับยีนรูปแบบ A จากพ่อและแม่ หรือมีจีโนไทป์ AA มักมีขี้หูชนิดแห้ง เนื่องจากโปรตีน ABCC11 ทำงานได้น้อยลง ส่วนผู้ที่มีรูปแบบ GA หรือ GG มักมีขี้หูเปียก เพราะโปรตีนดังกล่าวยังทำงานและขนส่งสารเข้าสู่สารคัดหลั่งได้มากกว่า

รูปแบบขี้หูจึงถูกกำหนดโดยพันธุกรรมเป็นหลัก ไม่ได้เกิดจากการอาบน้ำน้อย รับประทานอาหารบางชนิด หรือทำความสะอาดหูไม่เพียงพอ อากาศ อุณหภูมิ ความชื้น หรือการสะสมของขี้หูอาจทำให้เนื้อสัมผัสเปลี่ยนไปบ้าง แต่ไม่ได้เปลี่ยนประเภทพื้นฐานที่กำหนดโดยยีน

ขี้หูเปียกเกี่ยวข้องกับกลิ่นตัวอย่างไร

ความเชื่อมโยงเกิดจากยีน ABCC11 ซึ่งไม่ได้ทำงานเฉพาะในช่องหู แต่ยังเกี่ยวข้องกับต่อมเหงื่ออะโพไครน์บริเวณรักแร้ ต่อมชนิดนี้หลั่งสารที่มีไขมัน โปรตีน และสารตั้งต้นของกลิ่นออกมา โดยสารคัดหลั่งใหม่ ๆ ยังไม่ได้มีกลิ่นรุนแรงทันที

กลิ่นรักแร้เกิดขึ้นเมื่อแบคทีเรียบนผิวหนังย่อยสารในเหงื่อและเปลี่ยนให้เป็นโมเลกุลที่มีกลิ่น งานวิจัยพบว่า ผู้ที่มียีนรูปแบบซึ่งสัมพันธ์กับขี้หูเปียก มีแนวโน้มสร้างสารตั้งต้นของกลิ่นจากต่อมอะโพไครน์มากกว่า จึงมีโอกาสเกิดกลิ่นรักแร้เด่นกว่าผู้ที่มียีนแบบขี้หูแห้ง

ในทางกลับกัน ผู้ที่มีจีโนไทป์ AA ซึ่งสัมพันธ์กับขี้หูแห้ง มักมีสารตั้งต้นของกลิ่นจากรักแร้น้อยกว่าอย่างชัดเจน นี่เป็นเหตุผลที่งานวิจัยบางชิ้นเสนอว่า ลักษณะขี้หูอาจใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางพันธุกรรมเบื้องต้นเกี่ยวกับแนวโน้มการเกิดกลิ่นรักแร้ได้

ขี้หูเปียกหมายความว่ากลิ่นตัวแรงเสมอหรือไม่

ไม่เสมอไป เพราะยีน ABCC11 บอกได้เพียงแนวโน้มของการสร้างสารตั้งต้นจากต่อมเหงื่อ ไม่สามารถบอกระดับกลิ่นจริงของแต่ละคนได้ทั้งหมด คนที่มีขี้หูเปียกอาจแทบไม่มีกลิ่นรักแร้ ขณะที่คนขี้หูแห้งก็ยังอาจมีกลิ่นจากเหงื่อ แบคทีเรีย หรือสาเหตุอื่นได้

ความแรงของกลิ่นตัวขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น จำนวนและชนิดของแบคทีเรียบนผิว ปริมาณเหงื่อ อากาศร้อน เสื้อผ้า สุขอนามัย ฮอร์โมน อาหารบางชนิด ยาบางประเภท และโรคประจำตัว ดังนั้น การดูขี้หูเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่วิธีวินิจฉัยภาวะกลิ่นตัว และไม่ควรใช้ตัดสินความสะอาดของบุคคล

ขี้หูเปียกมีกลิ่น ถือว่าผิดปกติไหม

ขี้หูปกติอาจมีกลิ่นอ่อน ๆ ได้จากไขมัน เซลล์ผิว และจุลชีพตามธรรมชาติในช่องหู โดยเฉพาะขี้หูชนิดเปียก อย่างไรก็ตาม หากมีกลิ่นเหม็นผิดปกติร่วมกับของเหลวไหลจากหู ปวด บวม คันมาก มีไข้ หรือการได้ยินเปลี่ยนไป ควรพบแพทย์

อาการดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากประเภทของขี้หู แต่อาจเกี่ยวข้องกับขี้หูอุดตัน การระคายเคือง หรือการติดเชื้อในช่องหู จึงไม่ควรพยายามแคะหรือหยอดสารต่าง ๆ ด้วยตนเองโดยยังไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะผู้ที่แก้วหูทะลุ เคยผ่าตัดหู หรือใส่ท่อระบายในหู

สีของขี้หูบอกอะไรได้บ้าง

ขี้หูใหม่อาจมีสีเหลืองอ่อนหรือสีทอง ก่อนเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเข้มขึ้นเมื่ออยู่ในช่องหูนาน สีที่เข้มจึงไม่ได้หมายถึงการติดเชื้อเสมอไป ส่วนขี้หูแห้งอาจมีสีเทาหรือน้ำตาลและแตกเป็นเกล็ด ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ตามธรรมชาติ

แต่หากพบเลือด หนอง ของเหลวใสไหลต่อเนื่อง หรือขี้หูมีกลิ่นรุนแรงร่วมกับอาการปวดและได้ยินลดลง ควรเข้ารับการตรวจ เพราะการมองจากสีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแยกขี้หูธรรมดาออกจากการอักเสบหรือความผิดปกติอื่นได้อย่างแม่นยำ

ขี้หูแห้งอุดตันได้หรือไม่

ขี้หูทั้งชนิดแห้งและเปียกสามารถสะสมจนเกิดการอุดตันได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณขี้หู รูปร่างของช่องหู การใช้หูฟังหรือเครื่องช่วยฟัง และพฤติกรรมแคะหู บางคนสร้างขี้หูมากหรือมีช่องหูแคบ จึงเกิดปัญหาได้ง่ายกว่าคนอื่น

ขี้หูอุดตันอาจทำให้รู้สึกแน่นหรืออื้อในหู ได้ยินลดลง คัน มีเสียงดังในหู หรือเวียนศีรษะบางกรณี หากมีอาการเหล่านี้ ควรให้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ตรวจดูว่ามาจากขี้หูจริงหรือเป็นปัญหาของหูชนิดอื่น

ควรทำความสะอาดขี้หูอย่างไรให้ปลอดภัย

วิธีพื้นฐานคือใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดเฉพาะใบหูและบริเวณปากช่องหูที่มองเห็น ไม่ควรสอดคอตตอนบัด กิ๊บติดผม หรืออุปกรณ์แคะหูเข้าไป เพราะอาจดันขี้หูให้ลึกขึ้น ทำให้เกิดการอุดตัน หรือทำให้ผิวช่องหูและแก้วหูได้รับบาดเจ็บ

ไม่ควรใช้เทียนดูดขี้หู เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าสามารถนำขี้หูออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจทำให้เกิดแผลไหม้หรือมีเศษเทียนตกค้าง หากสงสัยว่าขี้หูอุดตัน ควรขอคำแนะนำจากเภสัชกรหรือพบแพทย์แทนการนำอุปกรณ์เข้าไปแคะด้วยตนเอง

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

  • ปวดหูมากหรือปวดต่อเนื่อง
  • หูอื้อ แน่นหู หรือได้ยินลดลง
  • มีหนอง เลือด หรือของเหลวไหลจากหู
  • มีกลิ่นเหม็นผิดปกติจากช่องหู
  • มีไข้ เวียนศีรษะ หรือเสียการทรงตัว
  • มีอาการหลังแคะหูหรือมีสิ่งของเข้าไปในช่องหู

อาการเหล่านี้ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นเพียงขี้หูมาก เพราะอาจเกิดจากการติดเชื้อ แก้วหูบาดเจ็บ หรือความผิดปกติอื่น หากการได้ยินลดลงอย่างฉับพลัน ควรเข้ารับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอดูอาการหรือพยายามล้างหูเอง

สรุป ขี้หูแห้งหรือเปียกไม่ใช่เรื่องความสะอาด

ความแตกต่างระหว่างขี้หูแห้งและขี้หูเปียกเกิดจากพันธุกรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะความแปรผันของยีน ABCC11 ยีนเดียวกันนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างสารตั้งต้นของกลิ่นจากต่อมเหงื่ออะโพไครน์ จึงทำให้ผู้ที่มีขี้หูเปียกมีแนวโน้มเกิดกลิ่นรักแร้มากกว่าในเชิงสถิติ

อย่างไรก็ตาม ขี้หูเปียกไม่ได้แปลว่าคนนั้นต้องมีกลิ่นตัวแรง และขี้หูแห้งก็ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีกลิ่น เพราะกลิ่นตัวมีปัจจัยร่วมอีกหลายด้าน ที่สำคัญ ขี้หูทั้งสองแบบเป็นลักษณะปกติของร่างกาย ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าใครสะอาดกว่าหรือมีสุขภาพดีกว่า

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล