ทำไมช่วงนี้ฝนตกทั้งวัน แต่กลับไม่มี "ฟ้าร้อง" เฉลยแล้ว ความลับอยู่ที่ก้อนเมฆ

ทำไมช่วงนี้ฝนตกทั้งวัน หลายวันติดต่อกัน แต่กลับไม่มี "ฟ้าร้อง" เฉลยความลับอยู่ที่ก้อนเมฆ
หลายคนอาจเคยสังเกตว่า บางวันฝนตกหนักพร้อมเสียงฟ้าร้อง ฟ้าแลบ และลมแรง แต่บางวันกลับมีเพียงฝนตกต่อเนื่องโดยไม่มีฟ้าร้องเลย ทั้งที่ดูเผินๆ แล้วก็เป็น “ฝน” เหมือนกัน ความจริงแล้วปรากฏการณ์ทั้งสองแบบมีที่มาทางอุตุนิยมวิทยาแตกต่างกันพอสมควร โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่ชนิดของเมฆและความรุนแรงของการยกตัวของอากาศ
ฝนตกแบบมีฟ้าร้อง เกิดจากอะไร?
ฝนที่มาพร้อมฟ้าแลบและฟ้าร้อง มักเกิดจากเมฆฝนฟ้าคะนอง หรือ เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) ซึ่งเป็นเมฆที่พัฒนาตัวในแนวดิ่งได้สูงมาก เกิดจากอากาศร้อนและชื้นใกล้พื้นดินยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่ออากาศลอยสูงขึ้นจะเย็นตัวลงและควบแน่นเป็นหยดน้ำ รวมถึงเกิดผลึกน้ำแข็งในส่วนบนของเมฆ
ภายในเมฆชนิดนี้มีการเคลื่อนที่ของหยดน้ำและผลึกน้ำแข็งอย่างรุนแรง จนเกิดการแยกและสะสมประจุไฟฟ้า เมื่อความต่างศักย์สูงมากพอ จึงเกิดฟ้าแลบและฟ้าผ่า ส่วนเสียงฟ้าร้องที่ได้ยินตามมาคือเสียงจากอากาศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วบริเวณแนวฟ้าผ่า
ฝนจากเมฆคิวมูโลนิมบัสมักตกหนักในช่วงเวลาสั้นๆ และอาจมาพร้อมลมกระโชกแรง ลูกเห็บ หรือฝนที่ตกหนักแบบฉับพลันได้ จึงเป็นฝนที่มีความแปรปรวนและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่าฝนทั่วไป
เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus)
ฝนตกแบบไม่มีฟ้าร้อง
ฝนที่ตกโดยไม่มีฟ้าร้อง มักเกิดจากเมฆที่มีการพัฒนาตัวในแนวดิ่งไม่รุนแรงเท่าเมฆฝนฟ้าคะนอง ตัวอย่างเช่น เมฆนิมโบสเตรตัส (Nimbostratus) คือเมฆแผ่นหนาสีเทาเข้มที่ปกคลุมท้องฟ้าทั่วบริเวณ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดฝนตกต่อเนื่องยาวนานข้ามวันข้ามคืนแบบไม่มีเสียงฟ้าร้อง
ในกรณีนี้ การเคลื่อนที่ของอากาศภายในเมฆจะค่อนข้างเป็นระบบและไม่รุนแรง จึงไม่เกิดการแยกประจุไฟฟ้ามากพอที่จะสร้างฟ้าแลบหรือฟ้าร้อง ผลที่ตามมาคือฝนมักตกอย่างสม่ำเสมอ เบาถึงปานกลาง และอาจตกยาวนานหลายชั่วโมง
เมฆนิมโบสเตรตัส (Nimbostratus)
ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดเมฆ
ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดเมฆแต่ละแบบ คือ “อากาศชื้นถูกยกตัวขึ้นสูงแค่ไหน เร็วแค่ไหน และบรรยากาศในตอนนั้นเสถียรหรือไม่” โดยมีตัวแปรสำคัญหลายอย่างร่วมกัน
- ความชื้นในอากาศ ยิ่งอากาศมีไอน้ำมาก เมื่อยกตัวขึ้นและเย็นลงก็ยิ่งควบแน่นเป็นเมฆได้ง่าย
- อุณหภูมิพื้นดิน หากพื้นดินร้อนมาก อากาศใกล้พื้นจะร้อนและลอยตัวแรง ทำให้เกิดเมฆที่พัฒนาในแนวดิ่ง เช่น คิวมูลัสและคิวมูโลนิมบัส
- ความเสถียรของบรรยากาศ ถ้าบรรยากาศไม่เสถียร อากาศจะยกตัวต่อเนื่องได้สูง เมฆจึงก่อตัวสูงและหนา แต่ถ้าบรรยากาศค่อนข้างเสถียร เมฆมักแผ่เป็นชั้นกว้าง
- กลไกที่ยกอากาศขึ้น เช่น การพาความร้อนจากพื้นดิน แนวปะทะอากาศ ลมที่พัดชนภูเขา หรือบริเวณความกดอากาศต่ำ
- ลมในแต่ละระดับความสูง มีผลต่อรูปร่าง ความเอียง และการกระจายตัวของเมฆ
- ระดับที่อากาศอิ่มตัว หรือระดับที่อุณหภูมิลดลงจนถึงจุดน้ำค้าง จะกำหนดว่าฐานเมฆเกิดต่ำหรือสูง
ตัวอย่างง่ายๆ คือ ถ้าวันนั้นร้อนจัด ชื้นมาก และอากาศลอยตัวแรง เมฆคิวมูลัสซึ่งเป็นเมฆก้อนเดี่ยวที่มีลักษณะปุยขาวฟูคล้ายก้อนสำลี อาจเติบโตจนกลายเป็น คิวมูโลนิมบัส และเกิดฝนฟ้าคะนองได้ แต่ถ้ามีอากาศชื้นจำนวนมากถูกยกตัวอย่างช้าๆ และเป็นบริเวณกว้าง มักเกิดเมฆแบบ นิมโบสเตรตัส ที่ทำให้ฝนตกต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องมีฟ้าร้อง
สรุปง่ายๆ ฝนสองแบบนี้ต่างกันตรงไหน?
- ฝนมีฟ้าร้อง มักเกิดจากเมฆคิวมูโลนิมบัส อากาศยกตัวแรง เมฆพัฒนาในแนวดิ่งสูง และมีการสะสมประจุไฟฟ้า มักตกหนักเป็นช่วงๆ และอาจมีลมแรงร่วมด้วย
- ฝนไม่มีฟ้าร้อง มักเกิดจากเมฆฝนที่แผ่กว้างและมีการยกตัวของอากาศอ่อนกว่า จึงไม่มีการสะสมประจุไฟฟ้ามากพอ มักตกต่อเนื่องและสม่ำเสมอกว่า
ฝนไม่มีฟ้าร้อง แปลว่าไม่อันตรายใช่ไหม?
แม้ฝนที่ไม่มีฟ้าร้องจะไม่เสี่ยงจากฟ้าผ่าโดยตรงเท่าฝนฟ้าคะนอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอันตราย เพราะหากฝนตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็สามารถทำให้เกิดน้ำท่วมขัง น้ำป่าไหลหลาก หรือดินถล่มได้ในบางพื้นที่ ดังนั้นควรติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน
พูดง่ายๆ คือ เสียงฟ้าร้องไม่ได้เป็นตัวบอกว่าฝนจะตกหนักที่สุดเสมอไป แต่เป็นสัญญาณว่าภายในเมฆมีความไม่เสถียรและการยกตัวของอากาศรุนแรงกว่า ขณะที่ฝนที่ไม่มีฟ้าร้องอาจดูสงบกว่า แต่หากตกนานและสะสมต่อเนื่อง ก็สามารถสร้างปัญหาได้เช่นกัน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



