หมอเจดเผย 8 วิธีลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke ชี้โรคนี้ป้องกันได้ถึง 80% หากควบคุมความดัน น้ำตาล ไขมัน และปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา โพสต์ให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด ในหัวข้อ "Stroke ป้องกันได้ถึง 80% ถ้าดูแลตามโพสต์นี้" เผยถึงโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke หลายคนอาจไม่รู้ว่าโรคนี้สามารถป้องกันได้ถึงประมาณ 80% หากเริ่มดูแลสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ หลายปัจจัยเป็นผลสะสมจากพฤติกรรมเสี่ยงในชีวิตประจำวัน พร้อมแนะนำ 8 วิธีลดความเสี่ยงที่ทุกคนสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้
Stroke ป้องกันได้ถึง 80% ถ้าดูแลตามโพสต์นี้ อยากให้ทุกคนจำประโยคนี้ไว้
Stroke ไม่ได้เริ่มในวันที่ปากเบี้ยว แขนอ่อนแรง หรือพูดไม่ชัด มันเริ่มก่อนหน้านั้นนานมาก เริ่มตั้งแต่ความดันที่สูงทุกวัน น้ำตาลที่ปล่อยให้พุ่ง ไขมันที่สะสมในหลอดเลือด บุหรี่ที่สูบซ้ำ การนั่งนาน ไม่ออกกำลังกาย และการนอนที่ร่างกายไม่เคยได้ซ่อมแซมจริง ๆ
ข่าวดีคือ Stroke ป้องกันได้ครับ งานวิจัยของ American Stroke Association ระบุว่า Stroke ประมาณ 80% สามารถป้องกันได้ หากเราควบคุมปัจจัยเสี่ยงและใช้ชีวิตให้ถูกทาง วันนี้ผมสรุปเป็นข้อ ๆ ว่า ถ้าไม่อยากให้หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก เราควรเริ่มดูแลตรงไหนก่อน
1. คุมความดันให้ดี เพราะนี่คือตัวการหลักของ Stroke
ถ้าถามว่าอะไรสำคัญที่สุดในการป้องกัน Stroke ผมให้ความดันมาก่อนเลย
ความดันสูงทำให้ผนังหลอดเลือดรับแรงกระแทกตลอดเวลา เหมือนท่อที่โดนแรงดันซ้ำ ๆ ทุกวัน สุดท้ายหลอดเลือดจะแข็ง เปราะ ตีบ หรือแตกได้ง่ายขึ้น
หลายคนความดัน 145/90 หรือ 150/95 แล้วบอกว่า "ผมก็ไม่เป็นอะไรเลย ไม่ปวดหัวนะหมอ" จริง ๆ แล้ว ความดันสูงไม่จำเป็นต้องปวดหัวเสมอไป มันเงียบ แต่ทำงานหนักทุกวัน
องค์การ World Stroke Organization ระบุว่า ความดันสูงเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของ Stroke และเกี่ยวข้องกับ Stroke ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมด เพราะฉะนั้นอย่ารอให้มีอาการ ควรวัดความดันที่บ้านเป็นระยะ ลดเค็ม คุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย และหากแพทย์สั่งยาแล้ว อย่าหยุดยาเองเพียงเพราะตัวเลขดีขึ้นไม่กี่วัน
2. ลดไขมันเลว อย่าปล่อยให้หลอดเลือดตันแบบเงียบ ๆ
Stroke ชนิดหลอดเลือดสมองตีบ มักเกี่ยวข้องกับไขมันและคราบพลัคที่สะสมในหลอดเลือด ตัวที่ต้องดูไม่ใช่แค่คอเลสเตอรอลรวม แต่ต้องดู LDL เป็นหลัก รวมถึงไตรกลีเซอไรด์ HDL และหากมีความเสี่ยงสูง อาจต้องตรวจค่า ApoB หรือ Lp(a) เพิ่มด้วย
LDL สูงนาน ๆ ก็เหมือนเอาคราบไปพอกผนังท่อเลือดทีละชั้น
วันนี้ยังไหลได้ ปีนี้ยังไม่เป็นอะไร แต่วันหนึ่งรูในหลอดเลือดจะแคบลง หรือคราบแตกจนเกิดลิ่มเลือดอุดตัน สมองก็จะขาดเลือดได้
วิธีเริ่มต้นคือ ลดของทอด ไขมันทรานส์ เนื้อแปรรูป เบเกอรี น้ำหวาน และเพิ่มปลา ถั่ว ผัก และธัญพืชไม่ขัดสี หากมีความเสี่ยงสูงหรือเคยเป็นโรคหลอดเลือด แพทย์อาจให้ยาลดไขมัน เพราะบางคนปรับอาหารอย่างเดียวไม่เพียงพอครับ
3. คุมน้ำตาลก่อนเบาหวานจะทำร้ายหลอดเลือด
น้ำตาลสูงไม่ได้ทำร้ายแค่ไตกับตา แต่มันยังทำให้หลอดเลือดอักเสบ แข็ง และเสียสมดุลได้ด้วย คนที่เป็นเบาหวานหรือภาวะก่อนเบาหวาน มักมีความเสี่ยง Stroke สูงขึ้น โดยเฉพาะถ้ามาพร้อมกับพุง ไขมันสูง และความดันสูง ปัจจัยอย่างเบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง การไม่ออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ล้วนเพิ่มความเสี่ยง Stroke ได้
สิ่งที่ควรตรวจคือ
- FBS น้ำตาลขณะอดอาหาร
- HbA1c น้ำตาลสะสม
- บางคนควรตรวจน้ำตาลหลังอาหารด้วย
หากน้ำตาลหลังอาหารพุ่งบ่อย อย่ารอให้ HbA1c ขึ้นจนเข้าเกณฑ์เบาหวานก่อนค่อยแก้ไข เริ่มจากลดน้ำหวาน ลดแป้งขัดสี เพิ่มโปรตีนกับผัก และเดินหลังอาหาร 10–15 นาที ร่างกายจะจัดการน้ำตาลได้ดีขึ้นในหลายคน
4. เลิกบุหรี่ให้ได้ เพราะบุหรี่ทำให้หลอดเลือดพังเร็ว
บุหรี่ไม่ได้ทำร้ายแค่ปอด มันทำร้ายหลอดเลือดทั้งร่างกาย
สารในบุหรี่ทำให้ผนังหลอดเลือดอักเสบ เลือดจับตัวง่ายขึ้น หลอดเลือดตีบง่ายขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือด ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Stroke โดยตรง
ที่สำคัญคือ บุหรี่ไม่มีคำว่า "สูบน้อยเลยไม่เป็นไร" ครับ สูบน้อยก็ยังทำร้ายหลอดเลือดอยู่ และหากมีความดันสูง ไขมันสูง หรือเบาหวานร่วมด้วย ความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น หากเลิกเองไม่ได้ ไม่ต้องอาย ใช้ตัวช่วยได้ เช่น คลินิกเลิกบุหรี่ ยา หมากฝรั่งนิโคติน หรือการติดตามรักษากับทีมแพทย์ การเลิกบุหรี่เป็นหนึ่งในการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับหลอดเลือดสมอง
5. ขยับร่างกายให้พอ เพราะการนั่งนิ่งทั้งวันคือความเสี่ยงเงียบ
บางคนไม่ได้กินเยอะมาก แต่แทบไม่ขยับร่างกายเลย นั่งทำงาน นั่งรถ นั่งกิน นั่งดูโทรศัพท์ แล้วก็เข้านอนเลย
รู้ไหมว่า การไม่ออกกำลังกายทำให้ความดัน ไขมัน น้ำหนัก และน้ำตาลควบคุมได้ยากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมโยงกับ Stroke การขาดกิจกรรมทางกายเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะที่นำไปสู่ Stroke เช่น โรคอ้วน ความดันสูง ไขมันสูง และเบาหวาน
ลองตั้งเป้าหมายง่าย ๆ คือ เดินเร็วหรือออกกำลังกายระดับปานกลางให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และฝึกกล้ามเนื้อ 2–3 วันต่อสัปดาห์
ไม่ต้องเริ่มจากหนัก เริ่มจากเดินหลังอาหาร ขึ้นบันได ลุกเดินทุก 1 ชั่วโมง หรือเดินเร็ววันละ 20–30 นาที ทำซ้ำให้ได้ก่อน แล้วค่อยเพิ่มความหนัก
6. กินเพื่อดูแลหลอดเลือด ไม่ใช่กินแค่ให้อิ่ม
อาหารที่ช่วยลดความเสี่ยง Stroke ไม่ใช่อาหารวิเศษ แต่เป็นอาหารที่ช่วยลดความดัน ลดไขมัน ลดพุง และลดการอักเสบไปพร้อมกัน
หลักง่าย ๆ คือ ลดเค็ม ลดน้ำหวาน ลดของทอด ลดเนื้อแปรรูป เพิ่มผัก
เพิ่มปลาที่มีโอเมก้า 3 เพิ่มถั่ว เลือกธัญพืชไม่ขัดสี ใช้น้ำมันที่ดีในปริมาณพอเหมาะ
American Heart Association แนะนำให้รับประทานอาหารที่เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ปลา และลดโซเดียม ไขมันอิ่มตัว น้ำตาลเติมเพิ่ม และอาหารแปรรูป ซึ่งช่วยดูแลหัวใจและหลอดเลือดครับ
หากมีความดันสูง สิ่งแรกที่อยากให้ลดคือความเค็มครับ ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา ซอส ผงปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของหมักดอง และอาหารแปรรูป เพราะหลายครั้งโซเดียมซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด
7. อย่ามองข้ามภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะ AF
Stroke ไม่ได้เกิดจากหลอดเลือดสมองอย่างเดียวครับ บางครั้งลิ่มเลือดเกิดจากหัวใจ แล้วหลุดไปอุดหลอดเลือดสมอง
ภาวะสำคัญคือ Atrial Fibrillation หรือ AF ซึ่งเป็นภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ ทำให้เลือดค้างและเกิดลิ่มเลือดได้ง่ายขึ้น
บางคนรู้สึกใจสั่น บางคนเหนื่อยง่าย บางคนหน้ามืด แต่บางคนแทบไม่รู้สึกอะไรเลย
หากมีอาการใจสั่นเป็นพัก ๆ ชีพจรไม่สม่ำเสมอ อายุเพิ่มขึ้น มีความดันสูง เบาหวาน หรือเคยมีประวัติ Stroke มาก่อน ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือบางคนอาจต้องติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจตามความเหมาะสม
8. รู้สัญญาณ Stroke แล้วต้องรีบ ไม่ใช่นอนรอดูอาการ
การป้องกันเป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากเกิดอาการแล้ว ต้องรีบที่สุดครับ เพราะทุกนาทีที่สมองขาดเลือด เซลล์สมองจะตายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ให้จำคำว่า FAST
F - Face หน้าเบี้ยว ปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน
A - Arm แขนอ่อนแรง ยกแขนสองข้างแล้วตกข้างหนึ่ง
S - Speech พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ หรือฟังไม่เข้าใจ
T - Time รีบโทรฉุกเฉินหรือไปโรงพยาบาลทันที
อย่ารอดูว่าเดี๋ยวจะดีขึ้นไหม อย่านอนพักก่อน อย่าขับรถไปเองหากอาการชัดเจน
เพราะการรักษา Stroke หลายวิธีต้องแข่งกับเวลา ยิ่งถึงโรงพยาบาลเร็ว โอกาสรักษาและฟื้นตัวก็ยิ่งดีครับ เนื่องจาก Stroke เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองถูกขัดขวางหรือหลอดเลือดแตก ทำให้สมองเสียหายและอาจเสียชีวิตได้
Stroke ป้องกันได้ถึงประมาณ 80% หากเราจัดการปัจจัยเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่รอให้แขนอ่อนแรงแล้วค่อยเริ่มกลัว แต่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ด้วยการควบคุมความดัน น้ำตาล ไขมัน เลิกบุหรี่ ขยับร่างกาย กินอาหารที่ดีต่อหลอดเลือด และดูแลหัวใจให้แข็งแรง เพราะหลอดเลือดสมองไม่ได้พังในวันเดียว แต่มันค่อย ๆ พังจากสิ่งที่เราปล่อยให้เกิดซ้ำ ๆ มาหลายปี และมันก็สามารถดีขึ้นได้จากสิ่งที่เราเริ่มทำซ้ำ ๆ ตั้งแต่วันนี้เช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก






