ไม่เป็นเบาหวาน ก็เส้นเลือดตีบได้ ! หมอแนะหยุดทำ 5 สิ่งตอนเช้า หลายคนทำประจำ

           หมอเจด เตือน ไม่เป็นเบาหวาน ก็เลือดตีบได้ ! ไม่อยากตีบให้หยุดทำ 5 สิ่งตอนเช้า หลายคนทำประจำไม่ทันระวัง ชี้แค่เริ่ม ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

เส้นเลือด

           วันที่ 27 กันยายน 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านเพจ หมอเจด ในหัวข้อ "ไม่เป็นเบาหวาน ก็เลือดตีบได้ ! ไม่อยากตีบหยุดทำ 5 อย่างนี้ตอนเช้า !"

           หมอเจดชวนให้ทุกคนลองเช็กชีวิตตัวเองก่อนหยิบกาแฟในตอนเช้าว่า ตื่นมาแล้วทำข้อไหนเป็นประจำบ้าง เช่น ดื่มกาแฟหวานหนึ่งแก้วก่อนเลย สูบบุหรี่หนึ่งมวนถึงจะตื่น กินมื้อเช้าเป็นไส้กรอก หมูทอด ขนมปัง หรือของสำเร็จรูป กินเสร็จแล้วนั่งทำงานยาวถึงเที่ยง หรือมียาความดันและยาลดไขมัน แต่วันไหนรู้สึกปกติก็แอบข้าม

           หากมีอยู่หลายข้อ หมอเจดแนะนำให้ค่อย ๆ แก้ เพราะหลอดเลือดตีบไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนเป็นเบาหวาน คนที่น้ำตาลยังปกติ แต่มี LDL/ApoB สูง ความดันสูง สูบบุหรี่ อ้วนลงพุง ไม่ค่อยขยับ หรือมีพันธุกรรม ก็สามารถเกิดคราบไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดได้เหมือนกัน

           สิ่งที่เราทำทุกเช้า แม้ไม่ได้ทำให้หลอดเลือดตีบภายในวันเดียว แต่ถ้าทำซ้ำเป็นปี ๆ ก็กำลังเติมปัจจัยเสี่ยงทีละนิด โดยสำหรับคนที่ไม่อยากเส้นเลือดตีบ ควรหยุดทำ 5 อย่างนี้ตอนเช้า 

1. ตื่นมาแล้วสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าทันที


           ข้อนี้อยากให้จริงจังมาก เนื่องจากนิโคตินกระตุ้นระบบประสาท sympathetic ทำให้ชีพจรเร็วขึ้น ความดันสูงขึ้น และหลอดเลือดหดตัวได้ชั่วคราว ส่วนควันบุหรี่ยังมีสารที่ทำร้ายผนังหลอดเลือด เพิ่ม oxidative stress และกระตุ้นการทำงานของเกล็ดเลือด เมื่อทำซ้ำทุกวันหลายปีเข้า ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและสโตรกก็สูงขึ้น

           จุดที่หลายคนพลาดคือคิดว่า "สูบไม่เยอะ วันละไม่กี่มวน" แต่เรื่องหัวใจไม่มีระดับการสูบบุหรี่ที่เรียกว่าได้ประโยชน์

           ถ้าตอนเช้าเคยชินกับกาแฟหนึ่งแก้วคู่บุหรี่หนึ่งมวน ลองเริ่มจากแยกสองอย่างนี้ออกจากกันก่อน แล้วค่อยวางแผนลดและเลิกอย่างจริงจัง เพราะในบรรดาสิ่งที่เราปรับได้ การเลิกบุหรี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่คุ้มกับหลอดเลือดมากที่สุด

2. ให้ "น้ำตาลหนึ่งแก้ว" เป็นอาหารเช้าทุกวัน


           เครื่องดื่มอย่างกาแฟหวาน ชาไทย ชานม โกโก้หวาน น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มชงที่มีไซรัป หลายแก้วดูเหมือนไม่ใช่อาหาร แต่จริง ๆ อาจมีน้ำตาลและพลังงานสูงมาก

           ถ้าดื่มทุกเช้าเป็นปี ๆ สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่น้ำตาลสูง แต่รวมถึงน้ำหนักและรอบเอวเพิ่ม ไตรกลีเซอไรด์สูง ไขมันพอกตับ ดื้ออินซูลิน และ HDL อาจลดลง ภาพเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเมตาบอลิกที่เพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือด และถึงค่า FBS วันนี้ยังอยู่ที่ 90 กว่า ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเครื่องดื่มหวานทุกเช้าไม่มีผล

           หากยังอยากดื่มกาแฟก็ดื่มได้ แต่ลองลดหวานลงทีละระดับ เปลี่ยนจากแก้วใหญ่เป็นแก้วเล็ก หรือค่อย ๆ ไปทางไม่หวาน แล้วให้ "อาหารจริง" เป็นตัวหลักของมื้อเช้าแทน

3. มื้อเช้าเค็มจัดและแปรรูปทุกวัน


           มื้อเช้าของคนรีบ ๆ มักหนีไม่พ้นไส้กรอก แฮม เบคอน หมูยอ กุนเชียง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง หรือข้าวราดกับที่ทั้งเค็มทั้งมัน ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่อาหารหนึ่งมื้อ แต่อยู่ที่คำว่า "ทุกวัน"

           อาหารแปรรูปจำนวนมากมีโซเดียมสูง และเนื้อแปรรูปบางชนิดยังมีไขมันอิ่มตัวสูงด้วย เมื่อกินโซเดียมเกินต่อเนื่อง คนที่ไวต่อเกลืออาจควบคุมความดันยากขึ้น ส่วนความดันสูงเรื้อรังจะเพิ่มแรงกระแทกต่อผนังหลอดเลือด และเดินไปพร้อมกับกระบวนการหลอดเลือดแข็งได้

           หากตอนเช้าต้องซื้ออาหารจริง ๆ ลองสลับเป็นไข่ต้ม ข้าวต้มปลา เต้าหู้ ไก่ไม่ติดหนัง โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ผลไม้ทั้งลูก หรืออาหารบ้าน ๆ ที่มีผักมากขึ้น ไม่ต้องทำให้มื้อเช้า "คลีนจัด" แค่ลดความเค็มและอาหารแปรรูปที่ซ้ำทุกวันก็เปลี่ยนภาพรวมได้เยอะแล้ว

4. กินเสร็จแล้วนั่งยาวจนแทบไม่ได้ลุก


           ตั้งแต่ตื่น กิน ขึ้นรถ ถึงโต๊ะทำงาน แล้วนั่งต่ออีก 3–4 ชั่วโมง รวมตั้งแต่เช้าแทบไม่ได้ใช้กล้ามเลย การนั่งนานสัมพันธ์กับการใช้กลูโคสที่แย่ลง ไตรกลีเซอไรด์หลังอาหารที่สูงขึ้น และการใช้พลังงานที่ลดลง ขณะที่กล้ามเนื้อเป็นหนึ่งในอวัยวะหลักที่ช่วยดึงกลูโคสออกจากเลือด

           แนะนำว่าหลังมื้อเช้า ถ้าพอมีเวลาให้ลองเดินประมาณ 10–15 นาที ถ้าทำงานโต๊ะให้ลุกขยับทุกชั่วโมง ไม่ต้องถึงขั้นเปลี่ยนชุดไปวิ่ง เพียงเดินไปซื้อของ ขึ้นบันไดหนึ่งสองชั้น เดินโทรศัพท์ หรือลุกไปเติมน้ำ กิจกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้รวมกันทั้งวันแล้วมีความหมายมาก

           และถ้าทำร่วมกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิกประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ กับเวทเทรนนิ่งอย่างน้อย 2 วัน จะช่วยทั้งเรื่องน้ำตาล ความดัน ไขมัน และมวลกล้ามเนื้อ

5. รู้ว่าความดันหรือ LDL สูง แต่เช้าไหนรู้สึกดี ก็ข้ามยาเอง


           ความดันสูงและไขมันสูงจำนวนมากไม่มีอาการ วันนี้ไม่ปวดหัวไม่ได้แปลว่าความดันปกติ วันนี้ไม่เจ็บหน้าอกไม่ได้แปลว่า LDL ไม่กำลังสะสมอยู่ในผนังหลอดเลือด โดยเฉพาะ LDL/ApoB ซึ่งกระบวนการสร้างคราบไขมันในหลอดเลือดเกิดสะสมเป็นปี ๆ

           หากได้รับยาลดความดันหรือยาลดไขมันจากแพทย์ แล้วกินบ้างหยุดบ้างตามความรู้สึก การควบคุมความเสี่ยงก็จะไม่สม่ำเสมอ บางคนเช้าวันหนึ่งวัดความดันได้ 118/75 แล้วคิดว่า "วันนี้ไม่ต้องกินยาก็ได้" แต่ตัวเลขที่ดีอาจเป็นเพราะยาที่กินอยู่กำลังทำหน้าที่ของมัน

           ดังนั้นยาที่แพทย์วางแผนให้กินประจำควรกินตามแผน และหากมีผลข้างเคียงหรืออยากลดยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับอย่างเป็นระบบจะดีกว่า

เส้นเลือด

คนไม่เป็นเบาหวาน ควรเช็กอะไรเพื่อดูความเสี่ยงหลอดเลือด ?


           - ความดัน และค่าเฉลี่ยที่บ้าน

           - LDL-C และไตรกลีเซอไรด์

           - ApoB ถ้าต้องการประเมินจำนวนอนุภาคไขมันที่ก่อหลอดเลือดเพิ่ม

           - Lp(a) โดยเฉพาะคนมีประวัติครอบครัวโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย

           - FBS และ HbA1c แม้ยังไม่เป็นเบาหวาน

           - รอบเอวและไขมันในช่องท้อง

           - การสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

           - ประวัติครอบครัวหัวใจขาดเลือดหรือสโตรก

           - ในคนที่ประเมินความเสี่ยงแล้วยังไม่ชัด แพทย์อาจพิจารณาการตรวจอย่าง CAC ตามความเหมาะสม 

เริ่มจากเช้าหนึ่งวัน สู่สุขภาพที่ดีขึ้น


           หมอเจดย้ำว่า ไม่เป็นเบาหวานก็มีหลอดเลือดตีบได้ เพราะน้ำตาลเป็นแค่หนึ่งชิ้นของภาพ ยังมี LDL/ApoB ความดัน บุหรี่ พุง การไม่ขยับร่างกาย พันธุกรรม และรูปแบบอาหารที่สะสมทุกวัน

           เช้านี้จึงไม่ต้องพยายามเปลี่ยนชีวิตทั้งชุด เพียงลองเลือกสักข้อ ไม่ว่าจะเป็นลดหวานในแก้ว เลื่อนบุหรี่มวนแรกออกไปแล้วเริ่มวางแผนเลิก เปลี่ยนมื้อเค็มจัด เดินหลังอาหาร 10 นาที หรือกลับมากินยาตามแผนให้สม่ำเสมอ

           "หลอดเลือดตีบไม่ได้สร้างในเช้าวันเดียว แต่สุขภาพหลอดเลือดที่ดีขึ้น ก็เริ่มจากเช้าวันหนึ่งที่เราเลือกต่างจากเดิมได้เหมือนกัน"


ขอบคุณข้อมูลจาก หมอเจด

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ไม่เป็นเบาหวาน ก็เส้นเลือดตีบได้ ! หมอแนะหยุดทำ 5 สิ่งตอนเช้า หลายคนทำประจำ โพสต์เมื่อ 28 กันยายน 2569 เวลา 09:45:50
TOP
x close