ศูนย์วิจัยโรคปรสิต ม.เทคโนโลยีสุรนารี เตือนทาสแมวระวัง โรคขี้แมวขึ้นสมอง ดื่มน้ำปนเปื้อนมูลแมวที่มีเชื้อ สัมผัสกระบะเลี้ยงแมวแล้วล้างมือไม่สะอาด ชี้หากติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้แท้งได้

สำหรับคนติดต่อโดยกินเนื้อที่ปรุงไม่สุก กินอาหาร ดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนมูลแมวที่มีเชื้อ การสัมผัสกับบริเวณดินหรือกระบะเลี้ยงแมวแล้วล้างมือไม่สะอาด การถ่ายเลือด ปลูกถ่ายอวัยวะ และถ่ายทอดผ่านรกจากแม่สู่ลูก การติดเชื้อชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดอาการทางตา โดยเฉพาะเด็กที่เกิดมาพร้อมการติดเชื้อชนิดนี้ โรคนี้สามารถทำให้เกิดแผลเรตินาอักเสบและเป็นรอย ทำให้เจ็บตา ทนแสงไม่ได้ เกิดการฉีกของเรตินา และสายตาพร่ามัว
ในภาวะปกติ คนปกติที่ติดเชื้อมักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการคล้ายไข้หวัด ต่อมน้ำเหลืองโต และกดเจ็บบริเวณศีรษะและคอ ปวดหัว มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ แต่ถ้าเป็นผู้ป่วย HIV หรือมะเร็ง อาจมีอาการที่รุนแรงขึ้น เช่น มึนงง มีไข้ ปวดหัว สายตาพร่ามัว ชัก คลื่นไส้ การประสานงานของร่างกายไม่ดี

มีงานวิจัยรายงานว่า เชื้อนี้สามารถส่งผลกระทบต่อบุคลิกภาพและพฤติกรรมโดยทำให้เกิดบุคลิกภาพแบบหวั่นไหว (Neuroticism) โรคจิตเภท (Schizophrenia) โรคซึมเศร้า (Depression) และมีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย แต่ก็มีรายงานวิจัยหลายฉบับเช่นกันที่แย้งในประเด็นเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตาม การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ
ทั้งนี้ มีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เลี้ยงแมว ดังนี้
1. ท่านที่ชอบคลุกคลีกับแมว ผู้ที่มีอาชีพฆ่าสัตว์ ชำแหละ และขายเนื้อสัตว์ ควรหมั่นตรวจสุขภาพตนเองเมื่อมีอาการดังข้างต้น
2. หญิงตั้งครรภ์ควรตรวจคัดกรองโรคนี้เมื่อครบตามกำหนด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะตามมา
3. สำหรับหญิงที่เคยติดเชื้อควรรออย่างน้อย 6 เดือน หลังการติดเชื้อ ก่อนจะตั้งครรภ์ เพราะการติดเชื้อระหว่างการตั้งครรภ์อาจทำให้แท้งเด็ก เด็กเสียชีวิตในท้อง หรือเด็กเกิดมาอาจมีศีรษะขนาดไม่ปกติ และเมื่อโตขึ้นอาจมีปัญหาทางระบบประสาท เช่น สูญเสียการมองเห็น มีความบกพร่องทางสติปัญญา และชัก






