แอปฯ 10 ประเภทที่ควรลบ เพราะไม่มีประโยชน์ ทำให้โทรศัพท์ร้อน เครื่องช้า กินแบตฯ

แอปฯ ประเภทไหนบ้างที่ควรลบ เพราะไม่มีประโยชน์ แถมยังทำให้โทรศัพท์มือถือเครื่องร้อน เครื่องช้า แบตเตอรี่หมดเร็ว

โทรศัพท์มือถือที่ใช้งานมานาน ๆ มักเต็มไปด้วยแอปพลิเคชัน ที่เคยโหลดมาแล้วไม่ได้ใช้ ซึ่งบางแอปฯ อาจแค่กินพื้นที่ แต่บางแอปฯ อาจทำงานเบื้องหลัง คอยซิงก์ข้อมูล ใช้ตำแหน่ง หรือส่งแจ้งเตือน จนมีส่วนทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว เครื่องร้อน หรือทำงานช้าลงได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าแอปฯ ทุกตัวที่ติดตั้งไว้จะกินแบตเตอรี่ตลอดเวลา แต่ถ้ามือถือเริ่มอืด พื้นที่ใกล้เต็ม หรือแบตลดเร็วกว่าปกติ ลองสำรวจแอปฯ ประเภทต่อไปนี้ว่ายังควรเก็บไว้ในเครื่องหรือไม่

แอปที่ควรลบ มีอะไรบ้าง ?

แอปที่ควรลบ

1. แอปฯ ที่ไม่ได้เปิดใช้งานมานาน

ไม่ว่าจะเป็นเกม แอปฯ แต่งรูป แอปฯ ท่องเที่ยว หรือแอปฯ ที่โหลดมาใช้เพียงครั้งเดียว หากไม่ได้เปิดมานานหลายเดือนก็ควรพิจารณาลบ เพราะถึงจะไม่ได้กินแบตเตอรี่มาก แต่ก็ยังใช้พื้นที่ในเครื่อง โดยเฉพาะเกมและแอปฯ ขนาดใหญ่

2. แอปฯ Clean RAM / RAM Booster / Task Killer

แอปฯ ที่โฆษณาว่า “กดครั้งเดียว RAM โล่ง เครื่องแรง” มักไม่จำเป็นสำหรับมือถือยุคใหม่ เพราะทั้ง Android และ iPhone มีระบบจัดการหน่วยความจำและแอปฯ เบื้องหลังของตัวเองอยู่แล้ว บางครั้งแอปฯ ประเภทนี้ยังต้องทำงานเพื่อคอยตรวจสอบและปิดแอปฯ อื่น ๆ เสียเอง จึงอาจกลายเป็นการใช้ทรัพยากรเพิ่มโดยไม่จำเป็น

3. แอปฯ Battery Saver / Phone Cooler

แอปฯ ที่อ้างว่าสามารถเร่งเครื่อง ประหยัดแบตเตอรี่ หรือทำให้มือถือเย็นลงทันที ก็ควรพิจารณาว่าจำเป็นจริงหรือไม่ เพราะระบบปฏิบัติการมีฟังก์ชันจัดการพลังงานให้อยู่แล้ว หากมือถือร้อน สาเหตุจริงมักมาจากการเล่นเกม ใช้กล้อง ดูวิดีโอ ใช้ GPS หรือชาร์จแบตเตอรี่ มากกว่าจะเป็นเพราะไม่มีแอปฯ Cooler ติดเครื่อง

4. แอปฯ Cleaner ที่มีโฆษณาเต็มไปหมด

แอปฯ ลบไฟล์ขยะบางตัวอาจมีประโยชน์ แต่ถ้าเปิดแล้วเต็มไปด้วยโฆษณา แจ้งเตือนว่าเครื่องมีปัญหา หรือชวนให้กดทำความสะอาดตลอดเวลา ก็อาจไม่คุ้มที่จะเก็บไว้ เพราะทั้ง Android และ iPhone มีเครื่องมือสำหรับตรวจสอบพื้นที่และจัดการแอปฯ อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องติดตั้ง Cleaner เพิ่มเสมอไป

5. แอปฯ ที่มีหน้าที่ซ้ำกันหลายตัว

ลองดูว่าในเครื่องมีเว็บเบราว์เซอร์ แอปฯ แต่งรูป แอปฯ สแกนเอกสาร หรือแอปฯ ดูไฟล์หลายตัวเกินความจำเป็นหรือไม่ หากใช้งานจริงเพียงตัวเดียว การเก็บตัวอื่นไว้ก็มีแต่กินพื้นที่ และบางแอปฯ อาจยังคอยอัปเดตหรือส่งแจ้งเตือนอยู่ด้วย

6. แอปฯ ที่ใช้ Location ทั้งที่เราแทบไม่เปิด

แอปฯ นำทาง แอปฯ ออกกำลังกาย แอปฯ เดลิเวอรี และแอปฯ อื่น ๆ อาจต้องใช้ตำแหน่งเพื่อทำงาน แต่ถ้าเลิกใช้แล้วก็ควรตรวจสอบว่ายังอนุญาตให้เข้าถึง Location อยู่หรือไม่ เพราะการใช้ตำแหน่งและ GPS อย่างต่อเนื่องสามารถเพิ่มการใช้พลังงานได้ ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นอาจเลือกปิดสิทธิ์ Location หรือถอนการติดตั้งไปเลย

7. แอปฯ ที่ไม่ค่อยใช้ แต่แจ้งเตือนทั้งวัน

แอปฯ ช้อปปิ้ง ข่าว เกม หรือโซเชียลบางตัวอาจส่งแจ้งเตือนโปรโมชั่น ข่าว และกิจกรรมต่าง ๆ วันละหลายครั้ง ทั้งที่เราแทบไม่ได้เปิดใช้งาน หากยังต้องการเก็บแอปฯ ไว้ อาจเลือกปิดแจ้งเตือนแทน แต่ถ้าไม่ใช้เลย การลบออกก็เป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า

8. เกมที่เลิกเล่นแล้ว

เกมมือถือบางเกมกินพื้นที่ตั้งแต่หลาย GB ไปจนถึงหลายสิบ GB หากเลิกเล่นมานานแล้ว การเก็บไว้เพราะคิดว่า “สักวันอาจกลับมาเล่น” อาจไม่คุ้ม โดยเฉพาะมือถือที่มีพื้นที่เหลือน้อย

9. แอปฯ เก่าที่ไม่ได้อัปเดตมานาน

แอปฯ ที่ผู้พัฒนาเลิกอัปเดตแล้วอาจมีปัญหาความเข้ากันได้กับ Android หรือ iOS รุ่นใหม่ รวมถึงอาจค้างหรือทำงานผิดปกติได ถ้ามีแอปฯ อื่นที่ทำหน้าที่แทนได้ และแอปฯ เดิมไม่ได้รับการสนับสนุนมานาน ก็ควรพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ตัวใหม่

10. แอปฯ ที่ไม่รู้ว่าโหลดมาจากไหน หรือขอสิทธิ์มากเกินไป

หากเจอแอปฯ ที่จำไม่ได้ว่าติดตั้งไว้ทำไม หรือแอปฯ ธรรมดาแต่ขอสิทธิ์เข้าถึงรายชื่อ ตำแหน่ง ไมโครโฟน และไฟล์จำนวนมากผิดปกติ ก็ควรตรวจสอบให้ดี เพราะนอกจากเรื่องความเป็นส่วนตัวแล้ว แอปฯ ที่มีบริการทำงานเบื้องหลังตลอดเวลาก็อาจเพิ่มการใช้แบตเตอรี่ได้เช่นกัน

เช็กยังไงว่าแอปฯ ไหนกินแบต ?

ก่อนจะไล่ลบแอปฯ แบบสุ่ม ๆ แนะนำให้ลองเปิดดูสถิติการใช้แบตเตอรี่ก่อน โดยสำหรับ iPhone เข้าไปที่ Settings > Battery เพื่อดูว่าแอปฯ ใดใช้แบตเตอรี่มาก และมีการทำงานเบื้องหลังหรือไม่ ส่วน Android เมนูอาจต่างกันตามยี่ห้อ แต่โดยทั่วไปสามารถเข้าไปที่ Settings > Battery > Battery usage เพื่อดูว่าแอปฯ ไหนใช้พลังงานมากผิดปกติ

ไม่ต้องลบทุกแอปฯ แค่ลบตัวที่ไม่คุ้ม

การมีแอปฯ ติดตั้งเยอะไม่ได้แปลว่ามือถือจะร้อนหรือแบตเตอรี่หมดเร็วเสมอไป ปัญหามักเกิดกับแอปฯ ที่ทำงานเบื้องหลังบ่อย ใช้ GPS ส่งแจ้งเตือนจำนวนมาก หรือกินพื้นที่โดยไม่จำเป็น

ดังนั้น หากมือถือเริ่มช้า ร้อน หรือแบตฯ ไหล ลองเปิดหน้า Battery และ Storage แล้วสำรวจดูว่าแอปฯ ไหนไม่ได้ใช้มานาน แอปไหนกินแบตเตอรี่ผิดปกติ หรือมีแอปฯ ที่ทำหน้าที่ซ้ำกันอยู่หรือไม่ เพียงลบตัวที่ไม่จำเป็นออกบ้าง ก็อาจช่วยคืนพื้นที่และลดภาระของเครื่องได้โดยไม่ต้องรีบเปลี่ยนมือถือใหม่

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
แอปฯ 10 ประเภทที่ควรลบ เพราะไม่มีประโยชน์ ทำให้โทรศัพท์ร้อน เครื่องช้า กินแบตฯ โพสต์เมื่อ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 16:30:52 3,123 อ่าน
TOP