เลือกเครื่องยกกระชับผิวแบบไหนดี ? หมอแจน TALISA Clinic มีคำตอบให้
เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความหย่อนคล้อย กรอบหน้าเริ่มไม่ชัดเจน หรือริ้วรอยตามวัย ทำให้หลายคนเริ่มมองหาตัวช่วยในการดูแลผิวพรรณ พญ.ณฐษร เล็กอุทัย (หมอแจน) จาก TALISA Clinic ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ปัญหายอดฮิตที่คนไข้มักเข้ามาปรึกษาคือความลังเลในการเลือกเทคโนโลยี เนื่องจากในปัจจุบันมีเครื่องยกกระชับให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ซึ่งหมอแจนก็ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า โครงสร้างผิวของแต่ละบุคคลมีปัญหาในชั้นผิวที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจการทำงานของแต่ละเทคโนโลยีและเลือกให้ตรงจุด จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การดูแลผิวมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และได้ผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องเจ็บตัวมากเกินไป
ทำความเข้าใจกระบวนการทำงานของ
โปรแกรมยกกระชับหน้าในปัจจุบัน
หมอแจนอธิบายถึงหลักการทำงานของโปรแกรมยกกระชับหน้าในปัจจุบันว่า ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นหัตถการประเภท Non-Invasive หรือการดูแลผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และไม่มีรอยแผลขนาดใหญ่ โดยกระบวนการทำงานพื้นฐานของเครื่องมือกลุ่มนี้คือ การส่งผ่านพลังงานความร้อนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น คลื่นอัลตราซาวด์ (Ultrasound) หรือคลื่นวิทยุ (Radiofrequency) ลงลึกสู่ชั้นผิวหนังเพื่อกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อ และกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนรวมถึงอีลาสตินขึ้นมาใหม่จากภายใน
นอกจากนี้การทำงานของเครื่องมือแต่ละชนิดยังแยกย่อยไปตามชั้นผิวที่ต้องการเน้นย้ำ เช่น ชั้นหนังแท้ ชั้นไขมันใต้ผิว หรือลึกลงไปถึงชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อสำคัญที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ซึ่งหมอแจนได้ให้ความเห็นไว้ว่า “เมื่อชั้นผิวเหล่านี้ได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสมด้วยเทคโนโลยีที่ถูกต้อง โครงสร้างผิวจะค่อย ๆ ฟื้นฟู ความหลวมของผิวจะลดลง ส่งผลให้ใบหน้าแลดูแน่นกระชับและกรอบหน้าชัดเจนขึ้นในระยะยาว”
เจาะลึก 3 เทคโนโลยีเครื่องยกกระชับยอดนิยมในปี 2026
ในปี 2026 เทคโนโลยีสำหรับการยกกระชับผิวยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลผิวให้เหมาะกับปัญหาและความต้องการที่หลากหลายของแต่ละบุคคล โดยมี 3 โปรแกรมหลักที่ได้รับความนิยมในการดูแลผิว ดังนี้
1. โปรแกรม Ulthera Prime : นวัตกรรม MFU-V ยกกระชับลึกถึงชั้น SMAS
โปรแกรม Ulthera Prime คือ หัตถการยกกระชับผิวด้วยเทคโนโลยี Microfocused Ultrasound with Visualization (MFU-V) จาก Merz Aesthetics ซึ่งทำงานโดยการส่งพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงลงลึกถึงชั้น SMAS ทำให้เนื้อเยื่อหดตัวและยกกระชับจากโครงสร้างชั้นลึก
จุดเด่นของรุ่นนี้ที่หมอแจนเน้นย้ำก็คือ ระบบประมวลผลที่เร็วขึ้น 20% และหน้าจอแสดงผล Full HD ขนาดใหญ่ขึ้น 35% ที่จะช่วยให้แพทย์มองเห็นชั้นผิวแบบ Real-time ได้อย่างละเอียด ส่งพลังงานได้อย่างแม่นยำ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด เหนียงห้อย หรือต้องการยกคิ้วและหางตาตก
ตัวอย่างตำแหน่งและจำนวนไลน์ที่เหมาะสม (โดยประมาณ)
- บริเวณรอบดวงตาและยกคิ้ว : ประมาณ 200 ไลน์
- บริเวณแก้ม (ลดร่องแก้มและมุมปากหย่อน) : ประมาณ 300 ไลน์
- บริเวณแก้มและเหนียง (เก็บกรอบหน้าและใต้คาง) : ประมาณ 400-500 ไลน์
- บริเวณทั่วใบหน้า : ประมาณ 600-700 ไลน์
- บริเวณทั่วใบหน้าและลำคอ : ประมาณ 900 ไลน์
หมายเหตุ : จำนวน Line ที่ใช้จริงจะขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์สภาพผิวและโครงสร้างใบหน้าเฉพาะบุคคลโดยแพทย์
2. โปรแกรม Oligio X : เทคโนโลยี Monopolar RF ฟื้นฟูผิวแน่นพร้อมลดไขมันสะสม
สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหลวมและมีไขมันสะสม หมอแจน แนะนำโปรแกรม Oligio X ซึ่งเป็นการอัปเกรดเทคโนโลยี Monopolar RF (Radiofrequency) ที่ส่งพลังงานความร้อนเสถียรลงลึกสู่ชั้นหนังแท้และชั้นไขมันใต้ผิว
จุดเด่นที่หมอแจนอธิบายเพิ่มเติมคือ “ระบบ GXG Dual-Mode” ซึ่งส่งพลังงาน 2 รูปแบบสลับกัน ช่วยให้กระจายความร้อนได้ครอบคลุมทั้งผิวชั้นตื้นและชั้นลึก พร้อมระบบทำความเย็น Intensive Cooling System ปล่อยความเย็น 11 Pulses ต่อช็อต ช่วยปกป้องผิวและลดความรู้สึกเจ็บได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาแก้มย้อยจากไขมัน มีเหนียงหนา ผิวหลวมไม่แน่น และมีริ้วรอยยับ
ตัวอย่างตำแหน่งและจำนวนช็อตที่เหมาะสม (โดยประมาณ)
- บริเวณแก้มและกรอบหน้า : ประมาณ 300 ช็อต
- บริเวณทั่วใบหน้าและเหนียง : ประมาณ 600 ช็อต
- บริเวณทั่วใบหน้า ลำคอ และเหนียงแบบเต็มระบบ : ประมาณ 900 ช็อตขึ้นไป
หมายเหตุ : จำนวนช็อตจะปรับเปลี่ยนตามปริมาณไขมันและความหย่อนคล้อยเฉพาะบุคคล
3. โปรแกรม Ultraformer MPT : คลื่น Advanced HIFU เพื่อกรอบหน้าคมชัด
หมอแจนให้คำแนะนำว่า โปรแกรม Ultraformer MPT เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดมาจาก HIFU ทั่วไป โดยใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงปล่อยพลังงานในรูปแบบที่ละเอียดและสม่ำเสมอมากขึ้น สามารถส่งพลังงานลงลึกได้หลายชั้นผิว ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและช่วยลดไขมันสะสมบริเวณใบหน้าไปพร้อมกัน จุดเด่นคือใช้เวลาในการทำน้อยลงและมีความรู้สึกเจ็บน้อยลง หมอแจนมองว่าโปรแกรมนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง และต้องการเน้นความชัดเจนของแนวขากรรไกรในเวลาที่รวดเร็ว
ตัวอย่างตำแหน่งและจำนวนช็อตที่เหมาะสม (โดยประมาณ)
- บริเวณรอบดวงตาหรือร่องแก้มเฉพาะจุด : ประมาณ 100-200 ช็อต
- บริเวณแก้มและเหนียง : ประมาณ 300-400 ช็อต
- บริเวณทั่วใบหน้า : ประมาณ 500-600 ช็อตขึ้นไป
หมายเหตุ : แพทย์จะเป็นผู้ประเมินปริมาณพลังงานที่เหมาะสมในแต่ละเคส
สรุปความต่าง : ควรเลือกโปรแกรมยกกระชับหน้า
แบบไหนให้เหมาะกับปัญหาผิวคุณ ?
เพื่อช่วยให้สามารถเข้าใจและพิจารณาเทคโนโลยีที่ตรงกับความต้องการ หมอแจนได้สรุปความแตกต่างของแต่ละโปรแกรมผ่านตารางเปรียบเทียบดังนี้
| คุณสมบัติ / โปรแกรม | โปรแกรม Ulthera Prime | โปรแกรม Oligio X | โปรแกรม Ultraformer MPT |
| เทคโนโลยีหลัก | Microfocused Ultrasound (MFU-V) | Monopolar RF | Advanced HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) |
| ชั้นผิวเป้าหมาย | ชั้นลึกสุด (SMAS) และชั้นหนังแท้ | ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมัน | หลายชั้นผิว รวมถึงชั้น SMAS |
| จุดเด่นหลัก | มีหน้าจอเห็นชั้นผิวสด Real-time ยิงแม่นยำ เน้นดึงโครงสร้างผิว |
ลดไขมันเฉพาะจุด ผิวแน่นอิ่มฟู มีระบบทำความเย็นสูง |
พลังงานละเอียด สบายผิว ใช้เวลาน้อย เหมาะกับความหย่อนคล้อยเริ่มต้น |
| ปัญหาที่ตอบโจทย์ | แก้มห้อย, กรอบหน้าไม่ชัด, คิ้วตก, ถุงใต้ตา | ผิวหลวม, แก้มย้อยจากไขมัน, มีเหนียงหนา, ผิวไม่เรียบเนียน |
เริ่มมีริ้วรอย กรอบหน้าไม่ชัดเจน ต้องการดูแลผิวแบบไม่ต้องพักฟื้น |
| ระยะเวลาของผลลัพธ์ | ประมาณ 1 ปี (ขึ้นอยู่กับบุคคล) |
ประมาณ 8-12 เดือน (ขึ้นอยู่กับบุคคล) |
ประมาณ 6-12 เดือน |
หมอแจน ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า “โครงสร้างชั้นผิว ความหนาแน่นของไขมัน และระดับความหย่อนคล้อยของแต่ละบุคคล มีความซับซ้อนและแตกต่างกัน การเลือกใช้เทคโนโลยีจึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว บางรายอาจเหมาะกับการใช้เครื่องมือชนิดเดียว หรือบางรายอาจเหมาะกับการผสมผสานเทคโนโลยีร่วมกัน การรักษาจึงจำต้องอาศัยการประเมินแบบรายบุคคล (Customized Care) โดยแพทย์ เพื่อวางแผนการส่งพลังงานให้ถูกชั้นผิว ตรงจุด เพื่อผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล”
ยกกระชับปรับรูปหน้าอย่างมั่นใจกับ TALISA Clinic
คลินิกความงามคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาว่าควรทำโปรแกรมยกกระชับหน้าที่ไหนดี TALISA Clinic นำโดยหมอแจน (พญ.ณฐษร เล็กอุทัย) พร้อมให้บริการภายใต้แนวคิด High Quality Affordable หรือการส่งมอบบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานในราคาที่สมเหตุสมผลและจับต้องได้จริง โดย หมอแจน และทีมแพทย์ ให้ความสำคัญกับความจริงใจและการดูแลผู้ใช้บริการอย่างตรงไปตรงมา
- ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 7 : ยึดหลักความตั้งใจของ หมอแจน ในการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียด ออกแบบแผนการดูแลเฉพาะบุคคล ไม่ยัดเยียดคอร์สเกินความจำเป็น
- ให้คำปรึกษาและดูแลโดยแพทย์ : นำโดย หมอแจน พญ.ณฐษร เล็กอุทัย พร้อมทีมแพทย์ที่มีความเข้าใจในสรีระใบหน้าและผ่านการอบรมการใช้เครื่องมือมาอย่างถูกต้อง
- เทคโนโลยีมาตรฐานตรวจสอบได้ : TALISA Clinic เลือกใช้เครื่องมือแท้นำเข้าอย่างถูกต้อง มีให้บริการครบทั้ง Ulthera Prime, Oligio X และ Ultraformer MPT สามารถตรวจสอบกับบริษัทผู้ผลิตได้ทุกเครื่องก่อนรับบริการเพื่อความโปร่งใส
- ได้รับรางวัลด้านคุณภาพการบริการ : สะท้อนความน่าเชื่อถือผ่านรางวัลระดับอุตสาหกรรมความงาม เช่น The Shining Partner of Ultherapy Transducer 2025 หรือ Top 100 Clinic Award จาก Galderma ปี 2025 เป็นต้น
หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหาผิวพรรณ ความหย่อนคล้อย หรือต้องการให้หมอแจน และทีมแพทย์จาก TALISA Clinic ช่วยประเมินเพื่อเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าของคุณ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดหมายเข้ามาปรึกษาได้ตามช่องทางด้านล่างนี้
- Website : https://talisaclinic.com/
- Facebook : https://www.facebook.com/talisaclinic
- Line Official : @talisaclinic
สรุปส่งท้ายก่อนเลือกรับบริการยกกระชับผิว
จากข้อมูลทั้งหมดข้างต้น หมอแจน สรุปว่า การทำโปรแกรมยกกระชับผิวหน้า สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับปัญหาผิวในแต่ละชั้นผิว เพื่อการดูแลที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล ควบคู่กับการเลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบที่มาของเครื่องมือได้ รวมถึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อประเมินสภาพผิวและวางแผนการส่งพลังงานความร้อนให้เหมาะสมกับปัญหาและลักษณะผิวของแต่ละบุคคล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องยกกระชับหน้า (FAQ)
หลังทำโปรแกรมยกกระชับหน้าจะมีอาการหน้าบวมหรือไม่ ?
หลังเข้ารับบริการอาจพบผลข้างเคียงชั่วคราวได้ เช่น มีอาการผิวแดง บวมเล็กน้อย หรือรู้สึกตึงอุ่น ๆ ปวดเมื่อยใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติจากการส่งพลังงานความร้อนลงไปกระตุ้นเนื้อเยื่อชั้นลึก อาการเหล่านี้มักจะค่อย ๆ สบายขึ้นและยุบตัวหายไปเองภายในไม่กี่วัน
เราสามารถทำโปรแกรมยกกระชับหน้าควบคู่กันมากกว่า 1 เครื่องได้ไหม ?
สามารถทำควบคู่กันได้ตามดุลยพินิจของแพทย์ เนื่องจากเครื่องมือแต่ละชนิดส่งพลังงานลงลึกไปในชั้นผิวที่แตกต่างกันและแก้ไขปัญหาคนละจุด เช่น การใช้โปรแกรม Ulthera Prime เพื่อยกโครงสร้างผิวชั้นลึก (SMAS) ควบคู่กับการทำโปรแกรม Oligio X เพื่อเพิ่มความแน่นฟูในชั้นหนังแท้และช่วยลดไขมันสะสม
ผลลัพธ์หลังทำโปรแกรมยกกระชับหน้าจะอยู่ได้นานแค่ไหน และต้องทำบ่อยเท่าไหร่ ?
ระยะเวลาของผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือกใช้และสภาพผิวเดิมของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปโปรแกรมกลุ่มอัลตราซาวด์ลึกอย่าง Ulthera Prime จะอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี ส่วนโปรแกรมกลุ่มคลื่นวิทยุอย่าง Oligio X จะอยู่ได้นานประมาณ 8-12 เดือน เพื่อการดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง แนะนำเข้ารับบริการซ้ำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตามการประเมินของแพทย์





