มีเพื่อนผมคนนึงเคยบอกไว้ว่า เมืองกาญจน์ถึงมี 7 วัน ยังไง๊…ยังไง ก็เที่ยวไม่ครบ คิดๆ ดูก็น่าจะจริง เพราะจังหวัดนี้ใหญ่มากกก แค่ขับรถจาก อ.เมือง ไปอ.สังขละบุรี ยังใช้เวลาตั้งเกือบ 4 ชั่วโมง แล้วไหนจะที่เที่ยวอีก เฉพาะที่คิดออกก็เขียนลงกระดาษแผ่นเดียวไม่ครบละ
แล้วแบบนี้ถ้าชาวออฟฟิศอยากลุยเมื่องกาญจน์ จะไปยังไงให้ “ถึง” จะลายาวๆ ก็คงไม่เหมาะ (เพื่อนร่วมงานจะมองค้อนเอา) เอาเที่ยวสบายๆ แอบลาวันจันทร์หรือศุกร์ซักหน่อย ก็คงซัก 3 วัน 2 คืนนี่แหละครับ วันนี้ผมจะมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง ว่าภายในเวลา 3 วัน 2 คืน ผมไป “ถึง” เมืองกาญจน์แค่ไหน แล้วเจออะไรมาบ้าง ไปไกลแค่ไหน ลองตามไปดูกันเลยครับ ^^
หลงเสน่ห์ เมืองกาญจน์ เที่ยวชิลริมแคว 2 คืน 3 วัน

วันที่ 1
วันแรกผมออกเดินทางจากกรุงเทพตั้งแต่ 7 เช้า ยิงยาวไปเมืองกาญจน์เลยครับ ใช้ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ผ่านเมืองนครปฐม เลี้ยวเข้าบ้านโป่ง ซัก 9 โมงครึ่งก็ถึงแล้ว
จุดหมายแรกของวันนี้คือ “ปากแพรก” อยู่กลางเมืองครับ (ไม่ต้องเลี้ยวเข้าถนนเลี่ยงเมืองนะ) ที่นี่เป็นย่านเก่าแก่ ได้รับการขนานนามว่าเป็นถนนการค้าสายแรกของเมืองกาญจน์เลยครับ บริเวณนี้จะมีอาคารเก่าๆ สร้างมากว่า 100 ปีให้ได้เดินชมกัน บางหลังทำเป็นร้านกาเฟเก๋ๆ ให้นั่งเล่นชิลๆ บางหลังเปิดให้ชมด้านในด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีศาลหลักเมืองและอนุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 3 ให้ไปสักการะ รวมถึงกำแพงเมืองเก่ากาญจนบุรีที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยย้ายเมืองมาเมื่อเกือบ 200 ปีที่แล้วด้วยครับ
ถ้าอยากอ่านเกี่ยวกับย่านปากแพรกเพิ่มเติม คลิก เลยครับ



จากปากแพรก ผมเดินทางต่อมายัง “ท่าเรือผู้พัน” ที่นี่ผมจะลงเรือไปชมแม่น้ำ 2 สีกันครับ จริงๆ แล้วชื่อปากแพรก คือชื่อบริเวณที่แม่น้ำแควน้อย และแม่น้ำแควใหญ่มาบรรจบกัน แม้น้ำแควน้อยจะมีสีขุ่นกว่า ส่วนแม่น้ำแควใหญ่จะใสและสีเข้มกว่า พอมาเจอกันเลยกลายเป็นแม่น้ำ 2 สี คล้ายๆ ที่โขงเจียมอะไรแบบนั้น




เพื่อนๆสามารถขึ้นเรือหางยาวไปชมแม่น้ำ แล้วแล่นต่อไปตามแม่น้ำแควใหญ่ ผ่านสถานที่สำคัญๆ ริมน้ำ ไปจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำแคว ถ้าเคยขับรถมาเที่ยวสะพานข้ามแม่น้ำแคว อยากแนะนำให้ลองมาทางเรือบ้าง บรรยากาศไม่เหมือนกัน วิวสวย ลมพัดเย็นสบาย ดีเว่อร์จนต้องบอกต่อเลยครับ



ขึ้นจากเรือมาเที่ยวสะพานข้ามแม่น้ำแควกันครับ จุดนี้เป็นที่เที่ยวขึ้นชื่อที่ใครๆ ก็รู้จัก ชื่อจริงๆ คือ “สะพานแควใหญ่” เป็นสะพานรถไฟสร้างข้ามแม่น้ำแควใหญ่ (แหงแซะ) มีเอกลักษณ์คือเป็นโครงเหล็กสีเข้มๆ เห็นปร๊าดเดี๋ยวก็รู้เลยว่าที่ไหน เพื่อนๆ สามารถเดินขึ้นไปบนสะพานเพื่อถ่ายรูปได้ครับ มีมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายเยอะ ปัจจุบันสะพานแควใหญ่ยังใช้งานอยู่ เวลารถไฟมาก็ต้องหามุมยืนหลบรถไฟกันหน่อยครับ
ใกล้กับสะพานข้ามแม่น้ำแควจะเป็นตลาดพลอย เพื่อนๆ สามารถไปเดินเลือกซื้อเลือกชมอัญมณีสวยๆ ได้จากที่นี่ เมืองกาญจน์ขึ้นชื่อเรื่องพลอยครับ แต่ถามว่าแบบไหนสวย น้ำดี ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ดูไม่เป็น 5555
สนใจอ่านเกี่ยวกับสะพานข้ามแม่น้ำแควต่อ คลิก เลยครับ




ออกจากสะพานข้ามแม่น้ำแคว ผมวิ่งตามถนนหมายเลข 323 ไปทาง อ.ไทรโยคครับ จุดหมายต่อไปจะเป็น “ปราสาทเมืองสิงห์” เมืองขอมแห่งเดียวของเมืองกาญจน์ วิ่งตามถนนมาซัก 20 กิโลเมตร เพื่อนๆ จะเจอแยก เลี้ยวซ้ายตามป้ายปราสาทเมืองสิงห์ ตรงต่อไปอีก 6 กิโล ก็จะถึงครับ
ปราสาทเมืองสิงห์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อยครับ เป็นเมืองโบราณสมัยอาณาจักรขอมสร้างมากว่า 800 ปี แต่โดนทิ้งร้าง กลายเป็นซากปรักหักพังแบบที่เห็นปัจจุบันครับ ผมลงรถที่หน้าปราสาทเมืองสิงห์ เดินขึ้นไปตามทางไปยังตัวปราสาทหลักของที่นี่


ภายในปราสาทเมืองสิงห์จะมีจุดน่าสนใจกระจายๆ กันอยู่ แต่ที่เด่นที่สุดคือ ตัวปราสาทหลัก (โบราณสถานหมายเลข 1) หรือปราสาทที่อยู่ใกล้ๆ กัน และโครงกระดูกที่ริมแม่น้ำครับ
สนใจอ่านเรื่องเกี่ยวกับปราสาทเมืองสิงห์ต่อ คลิก เลยครับ




เที่ยวมาตั้งแต่เช้าชักเริ่มหิว เลยเที่ยงมาหน่อยแล้วด้วย แวะทานอาหารที่ร้านสมหมาย บ้านปากแซงกันครับ ที่นี่คึกคักเลยทีเดียว มีผู้คนทั้งไทยและเทศแวะเวียนกันมาไม่ขาด ร้านนี้ขายอาหารไทยครับ รสชาติถูกปากถูกใจแน่นอน หลักๆ จะมีเมนูไก่และปลา สดมากครับ ยิ่งต้มยำไก่แซ่บมาก ผัดเห็ดนี่ก็สด อร่อยจริงๆ (ขนาดตอนเขียนคิดแล้วยังน้ำลายสอ)



จากร้านอาหารแวะเข้าโรงแรมกันเลย อย่าเพิ่งแปลกใจว่าทำไมผมเข้าโรงแรมแต่วัน คืนนี้ ผมไปพักที่ “เรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิ้ลราฟท์” จากถนนใหญ่เลี้ยวมาที่ท่าเรือรีโซเทล เปลี่ยนไปต่อเรือแทนครับ ถ้าใครขับรถมาเองสามารถจอดรถไว้ที่นี่ได้ครับ ถามพี่ๆ พนักงาน บอกว่าไม่ต้องกลัว มีเจ้าหน้าที่อยู่ตลอด เรือจะออกจากท่าทุกๆ 30 นาที นั่งตามแม่น้ำแควน้อยไปเรื่อยๆ รอบๆ จะเป็นป่าไผ่ และหน้าผา น้ำใสและเย็นดีครับ ระหว่างทางผ่านบ้านชาวบ้าน มีควายนอนแช่น้ำด้วย




เรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิ้ลราฟท์ เป็นที่พักบนแม่น้ำแควน้อยแห่งแรกของ จ.กาญจนบุรี เปิดมากว่า 40 ปี ใครอยากหลีกหนีความวุ่นวาย หนีเจ้าหนี้ หนีเจ้านาย หนีงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ แวะมาเลยครับ เพราะนอกจากจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์แล้ว ยังไม่มีไฟฟ้าด้วย ธรรมชาติสุดๆ ! แต่ไม่ใช่ข้อเสียเลยครับ เพื่อนๆ จะได้ใกล้ชิดธรรมชาติแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน นอนฟังเสียงน้ำไหลเบาๆ ชมวิวรอบๆ ที่ยังบริสุทธิ์ บอกได้คำเดียวว่าฟินมาก (นายตามทวงงานไม่ได้ สบายละ ^^) ตอนมาถึงแรกๆ จะรู้สึกร้อนนิดนึง แต่อยู่ไปสักพักร่างกายเราจะปรับตัวได้ ตกเย็นนี่หนาวเลยครับ อยู่ได้สบายๆ ไม่ลำบาก ถึงแม้ที่นี่จะเน้นความเรียบง่าย แต่หน้าห้องมีระเบียงริมน้ำเก๋ๆ พร้อมเก้าอี้อาบแดดให้ได้นอนเล่นกันด้วยนะ






เช็คอินเก็บของเข้าห้อง เปลี่ยนเสื้อผ้าซักนิดแล้วออกไปเดินเล่นกันครับ ใกล้ๆ รีสอร์ทจะมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เดินไปยังหมู่บ้านชาวมอญที่อยู่ใกล้ๆ นอกจากนี้จะมีแยกอีกทางไปที่ถ้ำพระมอญ บริเวณนี้หน้าผาจะเอียงๆ ติดริมแม่น้ำ มีน้ำหยดแปะๆ ตลอดทาง ปลายทางเดินจะมีถ้ำเล็กๆ ที่เคยมีพระมานั่งวิปัสนา และมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ด้วยครับ ขอพรได้ แต่ไกด์เราบอกว่าอย่าบน








กลับมาที่แพ เดินมาร้อนๆ แบบนี้ต้องไปลงแพกันครับ เป็นแพไม้ไผ่ปล่อยลอยไปตามน้ำ ใครอยากโดดน้ำคลายร้อนใส่ชูชีพแล้วโดดเลย ใครไม่อยากเปียก นั่งชมวิวรับลมเย็นๆ ยามแดดร่มลมตกแบบนี้ก็สบายดีครับ หรือใครจะพายเรือแคนูก็ยังได้ แพจะพาเราล่องมาถึงริเวอร์แควรีโซเทล แล้วขึ้นเรือหางยาวกลับ




ช่วงเย็นทางรีสอร์ทมีอาหารให้ด้วย เวลาเราซื้อที่พักของที่นี่ครับ อาหารเป็นแบบง่ายๆ ทานกันท่ามกลางแสงตะเกียงได้บรรยากาศไปอีกแบบ ใครอยากจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ก็มีคอลเทลให้เลือกสั่งด้วย

หลังอาหารเย็น ทางรีสอร์ทมีกิจกรรมอีกครับ ผมเดินตามเรือนแพที่ส่องสว่างด้วยแสงตะเกียงไปที่โรงละครของทางโรงแรมเพื่อชมการแสดงของชาวมอญแท้ๆ เป็นการแสดงสั้นๆ ประมาณ 30 นาที ทั้งร้องทั้งเต้น ดนตรีแบบมอญ ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เคยเจอมาก่อนเลยครับ หลังจากนั้น ไปนั่งชิลๆ ริมน้ำ ดาวเยอะมาก เต็มฟ้าเลยครับ เพราะที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีแสงแบบในเมือง นั่งไปนั่งมาเริ่มหนาวก็แยกย้ายกันไปเข้านอน มีพัดให้คนละอันครับ แรกๆ อาจจะร้อนนิดนึง แต่พอตกดึกหนาวจนต้องซุกในผ้าห่มกันเลย


วันที่ 2
ตื่นเช้ามาอย่างสดชื่นด้วยวิวแม่น้ำยามเช้าที่มีสายหมอกลอยบางๆ ทานอาหารเช้าง่ายๆ เคล้าวิวสวยๆ แล้วไปนอนเอกเขนกเล่นที่เปลญวนหน้าห้องก็ไม่เลว ช่วงเช้าๆ ช้างของหมู่บ้านมอญจะลงมาอาบน้ำในแม่น้ำครับ เพื่อนๆ เดินไปให้อาหารได้ด้วย พวกเรานอนเล่นกินบรรยากาศกันอีกซักพัก ก่อนจะเช็คเอาท์ จุดต่อไปที่ผมจะแวะคือ โฮมพุเตย รีสอร์ทอีกแห่งที่อยู่ใกล้ๆ






ที่โฮมพุเตย นอกจากที่พักสไตล์ Log Cabin สำหรับครอบครัว ที่นี่มียังมีกิจกรรมห้ามพลาดอีกอย่างนึง คือ Tree Top Adventure ให้เล่นท้าทายความกล้าครับ มีเกมต่างๆ มากมายถึง 40 ฐาน และมีฐานโรยตัวข้ามบึงยาวกว่า 185 เมตร กิจกรรมของที่นี่ปลอดภัยด้วยมาตรฐานฝรั่งเศส ถึงจะสนุกแค่ไหนก็ปลอดภัย เล่นกันครบทุกฐาน เกิน 4 ชั่วโมงแน่นอน สนุก ตื่นเต้น จนลืมความเหนื่อยเลยครับ เราทานอาหารเที่ยงกันที่นี่ด้วยครับ







ออกจากโฮมพุเตยมาช่วงบ่ายๆ แวะไปเที่ยวที่ ช่องเขาขาด หรือ Hellfire Pass ตรงนี้เป็นจุดสำคัญของทางรถไฟสายมรณะ เป็นจุดที่ยากลำบากที่สุดในการก่อสร้างทางรถไฟ เพราะต้องขุดทางผ่านเขาหินแข็งๆ ในสภาพที่ขาดแคลนทั้งอาหารและยา แถมยังมีพวกไข้ป่า มาลาเรียอะไรอีกครับ บริเวณของช่องเขาขาดจะมีพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวการก่อสร้างทางรถไฟในช่วงนี้ให้ได้ชมกัน เดินลงบันไดต่อไปอีกนิดจะถึงบริเวณช่องเขาขาดครับ จะเห็นมีวางกางเขนอันเล็กๆ และมีดอกป๊อปปี้เพื่อไว้อาลัยด้วย เห็นแล้วก็แปลกใจ เพราะเจาะเขาเป็นลูกๆ ภายในเวลาแค่ 12 อาทิตย์เท่านั้นเอง! (ทางรถไฟสายมรณะ ยาว 413 กิโลเมตร ใช้เวลาสร้างเพียง 1 ปีเท่านั้น)
สนใจเรื่องราวของทางรถไฟสายมรณะ และช่องเขาขาด คลิก อ่านต่อได้เลย






ออกจากช่องเขาขาด เราแวะเข้าที่พักครับ คืนนี้เราพักที่ “หินตก ริเวอร์แคมป์ ณ ช่องเขาขาด” อยู่ที่ริมแม่น้ำแควน้อยเช่นกัน ตัวรีสอร์ทจะเป็นแนวแคมป์พักแรมเหมือนเราไปเที่ยวแอฟริกา เป็นเต็นท์ขนาดใหญ่ (ติดแอร์) มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบเลยครับ เรียกว่านอนดี พักสบาย แถมบรรยากาศสุดยอดมากๆ เดินลงไปที่ริมแม่น้ำจะมีสระว่ายน้ำธรรมชาติ ใช้น้ำที่ไหลมาจากภูเขาเป็นน้ำตกเล็กๆ เย็นสบาย ใสสะอาด แล้วก็มีแพพร้อมเก้าอี้อาบแดดและศาลาให้นั่งผ่อนคลายชมบรรยากาศ โดยเฉพาะช่วงเย็นจะสวยมากครับ





ที่พักแนวแค้มปิ้งทั้งที อาหารคืนนี้ก็ต้องแนวบาร์บีคิวแคมป์ไฟนี่แหละครับ มีอาหารหลายอย่างให้เลือกทาน ทั้งหมูและไก่ย่าง ข้าวโพดปิ้ง มันปิ้ง หรือจะทานข้าวก็มีพวกอาหารไทยต่างๆ ให้เลือกทาน ทั้งแกงเขียวหวาน (ใส่ฟักด้วยเด็ดมาก) ผัดไทย ส้มตำก็ยังมี กินกันแบบจุใจสไตล์บุฟเฟ่ต์ อิ่มกันพุงกาง กินเสร็จนั่งเม้าท์มอยกันซักพักแล้วแยกย้ายไปนอน




วันที่ 3
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เมืองกาญจน์ในทริปนี้แล้ว ตื่นแต่เช้าออกไปปั่นจักรยานเล่นกันดีกว่า ทางรีสอร์ทมีจักรยานให้ยืมไปปั่นเล่นได้ แต่ที่แนะนำจะเป็นเส้นทางไปที่วัดหาดงิ้ว ที่อยู่ริมน้ำใกล้ๆ กับรีสอร์ท ออกจากรีสอร์ทเลี้ยวขวาปั่นตามถนนไปซักประมาณ 2 กิโลเมตร จะเจอทางแยกเลี้ยวขวาอีกที จะเจอสะพานแขวน ข้ามไปเลยครับ บนสะพานวิวดีมาก แวะถ่ายรูปกันซักแป๊บ (พักเหนื่อยไปในตัว) ปั่นต่อไปอีกนิดก็ถึงวัดครับ วัดนี้จะมีจุดเด่นที่พระพุทธรูป 5 องค์ ถ้าใครมาเช้าสามารถใส่บาตรได้ด้วยครับ






ปั่นจักรยานกลับมาจากวัด ทานอาหารเช้าที่โรงแรมจัดไว้ให้ เป็นอเมริกันบุฟเฟต์มีให้เลือกพอสมควร ขนมปังของที่นี่ทำเองครับ เนื้อนุ่มดีโดยเฉพาะโฮลวีทถูกปากผมมากครับ ภายในรีสอร์ทเองจะมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ให้ชมด้วย จัดแสดงพวกฟอสซิลหอยโบราณ และเรื่องราวเกี่ยวกับทางรถไฟสายมรณะ บริเวณนี้มีคนอยู่อาศัยมานาน รวมถึงเป็นแคมป์ของทหารอังกฤษในช่วงสงครามโลก เลยมีการขุดค้นพบพวกอุปกรณ์ต่างๆ มากมาย ทางรีสอร์ทได้รวมรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ครับ ถ้าใครสนใจเข้าชมสามารถติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่ของโรงแรมได้เลยครับ


นอนเล่นซักพัก อาบน้ำอาบท่า ทานอาหารเที่ยงที่รีสอร์ท พอเที่ยงครึ่งเราก็ออกเดินทางไปเที่ยวจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ นั่นก็คือ สะพานถ้ำกระแซ ครับ จากรีสอร์ทขับรถออกมาถนนใหญ่ วิ่งผ่านน้ำตกไทรโยคน้อย แต่ผมไม่ได้แวะ ใครมีเวลาเหลือแวะเที่ยวได้นะครับ ที่นี่ช่วงปลายฝนต้นหนาวน้ำยังเยอะอยู่ น้ำใส สวยพอสมควรครับ มีของเด็ดคือบรรดากล้วยฉาบ ทำกันใหม่ๆ สดๆ เหมาะสำหรับเป็นของฝากครับ เลี้ยวซ้ายเข้า อ.ไทรโยค วิ่งมาอีกซักพักก็ถึงสะพานถ้ำกระแซครับ ลงรถมา เพื่อนๆ จะเจอร้านขายของที่ระลึกเยอะมาก ตรงนี้ราคาไม่แพงนัก ต่อรองได้เล็กน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้าฝ้าย กำไลหินสี ไม้แกะสลัก ผลไม้แห้ง ครับ


เดินผ่านตลาดเข้ามาด้านใน จะเป็นสถานีรถไฟ และสะพานถ้ำกระแซ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดของทางรถไฟสายมรณะ ที่ใครๆ ก็ต้องแวะ เป็นสะพานไม้สร้างริมหน้าผา ด้านล่างเป็นโค้งน้ำ วิวดีมากครับ เพื่อนๆ สามารถเดินไปตามทางรถไฟได้ด้วย ช่วงที่มีรถไฟผ่านมา อาจจะต้องมองหาที่หลบกันซักนิด เพราะด้านนึงเป็นหน้าผา อีกด้านเป็นแม่น้ำ อาจจะต้องลงไปยืนตรงโครงสะพานที่เป็นไม้ ตื่นเต้นดีครับ ใกล้ๆ กันจะเป็นถ้ำกระแซ ด้านในมีพระพุทธรูปด้วยครับ เดินเข้าไปกราบพระพุทธรูป แอบหลบร้อนไปในตัว ภายในถ้ำอากาศเย็นครับ





ออกจากถ้ำกระแซ ผมมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ถึงประมาณ 6 โมงเย็น ขับแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบครับ โดยรวมทริปนี้เที่ยวได้ทั้งชายหญิงไม่โหดเกินไป มีกิจกรรมให้ได้เรียกเหงื่อ มีเวลาให้ได้ชิลๆ เล่นน้ำ ถ่ายรูปเพลินๆ รวมๆ แล้วก็ครบรส กลมกล่อมกำลังดี สำหรับใครทึ่กำลังคิดจะไปเที่ยวเมืองกาญจน์แต่มีเวลาไม่เยอะ ลองดูนะครับ หวังว่าทริปผมจะพอเป็นไอเดียให้กับเพื่อนๆ ได้
ทิ้งท้ายไว้ด้วยข้อมูลที่พักเพิ่มเติม สำหรับคนที่สนใจครับ:
– เรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิ้ลราฟท์
– ริเวอร์ แคว รีโซเทล
– โฮมพุเตย ริเวอร์เเคว รีสอร์ท
– หินตกริเวอร์แคมป์ แอท เฮลล์ไฟร์พาส
สำหรับวันนี้ลากันตรงนี้ก่อนครับ โอกาสหน้ามาพบกันใหม่นะคร๊าบบบบบบ…







