ศาลรัฐธรรมนูญชี้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แม้ "เปิดเผยเจตจำนงทางการเมือง" ผู้ลงคะแนน เหตุจัดเก็บดี-สืบย้อนยาก

ในการออกนั่งอ่านคำวินิจฉัย "คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" ศาลอนุญาตให้เฉพาะคู่กรณีและบุคคลที่ศาลเห็นสมควรเข้าร่วมรับฟังในห้องพิจารณา แต่มีการถ่ายทอดสดผ่านช่องสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
คำบรรยายภาพ, ในการออกนั่งอ่านคำวินิจฉัย "คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" ศาลอนุญาตให้เฉพาะคู่กรณีและบุคคลที่ศาลเห็นสมควรเข้าร่วมรับฟังในห้องพิจารณา แต่มีการถ่ายทอดสดผ่านช่องสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
Published
เวลาอ่าน: 7 นาที

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่า "บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แม้ข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนทราบว่า หากใช้สมาร์ทโฟนสแกนรหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด ที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ จะได้ข้อมูลที่ "ไม่ได้บอกแค่หมายเลขบัตร แต่เปิดเผยเจตจำนงทางการเมืองของบุคคลได้ด้วย"

แต่เมื่อชั่งน้ำหนัก "ประโยชน์สาธารณะจากการใช้บาร์โค้ด" กับ "ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อหลักเลือกโดยลับและสิทธิเลือกตั้งหรือเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชน" ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ระบบบริหารจัดการเลือกตั้งโดยรวม การใช้บาร์โค้ดเป็นข้อมูลควบคุมตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง มิใช่ข้อมูลที่แสดงให้เห็นโดยตรงว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกผู้สมัครรายใดหรือพรรคใด การจะทราบผลการลงคะแนนต้องมีข้อมูลอื่นหรือกระบวนการอื่นที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลตัวบุคคล รหัสประจำบัตร และผลการลงคะแนน โดยอาศัยเอกสาร 3 ส่วนคือ บัตรเลือกตั้ง, ต้นขั้ว, บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้จำเป็นต้องพิจารณาถึงมาตรการในการจัดเก็บ รักษา และควบคุมเข้าด้วยกัน

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า กกต. มีมาตรการการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมเพียงพอ จากบุคคลภายนอกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ กกต. ในการเข้าถึงเอกสารดังกล่าวเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการออกเสียงเลือกตั้งได้ตามอำเภอใจ อันเป็นหลักประกันคุ้มครองความลับของการออกเสียงลงคะแนนของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคสอง

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า ด้วยเหตุนี้การใช้รหัสแท่ง บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันบัตรปลอม การควบคุมจำนวนบัตร การป้องกันการใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต ตลอดจนการควบคุมกระบวนการจัดพิมพ์และจัดสรรบัตรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้เวลาที่จำกัด มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม จัดการเลือกตั้งในเวลาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แม้การป้องกันการเลือกตั้งอาจทำด้วยวิธีอื่น เช่น การพิมพ์ลายน้ำ เครื่องหมายพิเศษ คิวอาร์ แต่บาร์โค้ดก็เป็นมาตรการทางเทคนิคที่ใช้ควบคุมการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ตรมกฎหมาย จึงยังไม่อาจถือเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอว่าการใช้บาร์โค้ดเป็นมาตรการที่เกินสมควรแก่เหตุ

ศาลรัฐธรรมนูญระบุต่อไปว่า หากแต่ความความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของมาตรการดังกล่าวขึ้นกับระบบการควบคุมไม่ให้ข้อมูลนำไปสู่การเปิดเผยหรือตรวจสอบย้อนกลับถึงผลการลงคะแนนของประชาชน เมื่อพิจารณาข้อมูลและหลักฐานที่นำสืบ ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงเพียงพอจะรับฟังได้ว่าบุคคลใดหรือหน่วยงานใดนำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกันเพื่อสืบทราบผลการออกเสียงลงคะแนน จนทราบได้ว่าประชาชนคนใดลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคใด ข้อกล่าวหาของผู้ร้องยังไม่เพียงพอจะรับฟังว่าการมีบาร์โค้ดถือได้ว่าเป็นการทำลาย หรือทำให้สาระสำคัญการเลือกตั้งโดยลับและเสรีของประชาชนเสียไป ไม่เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตาม 50 (7) และมาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 วรรคหนึ่ง

(รายละเอียดเพิ่มเติม บีบีซีไทยจะรายงานให้ทราบต่อไป)

คดีนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส. เมื่อ 8 ก.พ. 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ด (Barcode) และรหัสคิวอาร์ หรือคิวอาร์โค้ด (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224

ผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน 22 เรื่อง จากการที่ กกต. ออกแบบบัตรเลือกตั้งโดยมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด อาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ว่าลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคใด เข้าข่ายทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ และอาจเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงมีมติให้ยื่นคำร้องพร้อมความเห็นประกอบต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 เพื่อให้วินิจฉัยการการดำเนินการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ผู้ถูกร้องที่ 1, เลขาธิการ กกต. ผู้ถูกร้องที่ 2, สำนักงาน กกต. ผู้ถูกร้องที่ 3

รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้ง สส. ใช้วิธี "ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ" และมาตรา 50 (7) ระบุถึงการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง "อย่างอิสระ"

ขณะที่มาตรา 213 เปิดช่องให้ "บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้" มีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคําวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

กกต. ว่าจ้างบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด ให้จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งปรากฏบาร์โค้ดบนบัตร
คำบรรยายภาพ, กกต. ว่าจ้างบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด ให้จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งปรากฏบาร์โค้ดบนบัตร

ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องเอาไว้พิจารณาวินิจฉัย และเรียกพยานบุคคลมาไต่สวน 5 ปาก โดยมีนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ผู้ถูกร้องที่ 2 อยู่ในจำนวนนี้ด้วย

ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต. ออกมาชี้แจงว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดเป็น "ส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง" และเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมและติดตามจำนวนบัตรที่ถูกจัดพิมพ์ โดยยอมรับว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถสแกนย้อนกลับไปยังเลขที่บัตรเลือกตั้งได้ แต่ไม่สามารถใช้เพื่อตรวจสอบว่าประชาชนคนใดลงคะแนนให้ใคร เพราะต้นขั้วบัญชีรายชื่อและบัตรเลือกตั้งถูกจัดเก็บไว้ตามกระบวนการที่กำหนด

สำหรับบาร์โค้ดปรากฏบนบัตรเลือกตั้งสีชมพูซึ่งใช้เลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตามด้วยตัวเลข 7-8 หลัก

ส่วนบัตรเลือกตั้งสีเขียวซึ่งใช้เลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่มีบาร์โค้ด แต่มีคิวอาร์โค้ดอยู่บริเวณมุมซ้ายล่างของบัตร เมื่อบีบีซีไทยทดลองสแกนคิวอาร์โค้ดดังกล่าว พบว่ามีตัวอักษรภาษาอังกฤษ 5 ตัวปรากฏขึ้นมา

บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต มีคิวอาร์โค้ด แต่ไม่มีบาร์โค้ด จัดพิมพ์โดยบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
คำบรรยายภาพ, บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต มีคิวอาร์โค้ด แต่ไม่มีบาร์โค้ด จัดพิมพ์โดยบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
หีบบัตรเลือกตั้ง

ลำดับความเป็นมาในการท้าพิสูจน์ความลับบนบัตรเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลา 194 วันในการพิจารณา "คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" หลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากให้รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินเอาไว้พิจารณาวินิจฉัย (18 มี.ค.-28 มี.ค.)

  • 8 ก.พ. ประชาชนบางส่วนสังเกตเห็นบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบัตรตอนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้เกิดความสงสัยว่าสามารถเชื่อมโยงกลับมาถึงผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ ก่อนมีการโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ตั้งข้อสังเกตหลังจากนั้น และมีผู้สนใจช่วยกันตรวจสอบเพิ่มเติม
  • 22 ก.พ. กกต. สั่งจัดการเลือกตั้งใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กทม. จึงมีทั้งประชาชนและสื่อมวลชนไปสังเกตการณ์และบันทึกภาพนิ่งและคลิปวิดีโอเพื่อทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง, ต้นขั้วบัตร, และบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ดบนบัตร ก่อนปรากฏข่าวว่า กกต. แจ้งความดำเนินคดีกับ 6 บุคคล ด้วยข้อหาหนักทั้งอั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และข้อหาอื่น ๆ
  • 10 มี.ค. ที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยเห็นว่าเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน
กกต.
  • 18 มี.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 สั่งรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินเอาไว้พิจารณา
  • 2 เม.ย. วันสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้อง (กกต./เลขาธิการ กกต./สำนักงาน กกต.) ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาล
  • 26 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกมาให้ถ้อยคำ 5 ปาก ได้แก่ 1. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. 2. นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ สำนักงาน กกต. 3. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. 4. นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้รับจ้างจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ (5) นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด บริษัทผู้รับจ้างจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ทั้งนี้ในระหว่างไต่สวน ศาลให้งดการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงการไต่สวน
  • 27 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญเดินเผชิญสืบพยานหลักฐาน ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง, ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง, บัตรเลือกตั้งที่เหลือ, บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง, และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ในกรุงเทพฯ โดยมอบหมายให้ 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบสำนวนร่วมตรวจสอบกับศาล ทั้งนี้ให้คู่กรณีร่วมตรวจสอบ หากคู่กรณีฝ่ายใดไม่เข้าร่วมเดินเผชิญสืบ ให้ถือว่าไม่ติดใจ
  • 11 ก.ย. วันสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้คู่กรณียื่นแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือ หากไม่ยื่น ให้ถือว่าไม่ติดใจยื่น
  • 27 ก.ย. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญออกเอกสารข่าวยืนยัน "จำเป็นที่จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาที่กำหนดนัด" หลัง ครม. มีมติให้วันที่ 28-29 ก.ย. เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยศาลให้เหตุผลว่า ได้นัดไว้ล่วงหน้านานแล้ว แจ้งให้คู่กรณีทราบนัดแล้ว และเพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนพิจารณาวินิจฉัยคดีอื่นซึ่งกำหนดวาระการประชุมไว้แล้วจนถึงเดือน ต.ค.
  • 28 ก.ย. ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง