กรณี “แก้รัฐธรรมนูญ” กลับมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง

แสดงให้เห็นว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญ

แม้หลายรัฐบาลจะประกาศเป็นนโยบาย แต่ด้วยข้อจำกัดทางการเมือง เงื่อนไขทางกฎหมาย และความเห็นต่างในสังคม

ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เคยเดินไปถึงปลายทางขั้นสุด

ล่าสุดหลังครม.มีมติปัดตกร่างแก้ไขเดิมที่ค้างอยู่ในสภา พรรคภูมิใจไทยก็เตรียมเสนอร่างฉบับใหม่ของตัวเองเข้าสู่การพิจารณา

พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยประกาศผลักดันแก้รัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงก็ เริ่มขยับ

เตรียมประชุมคณะทำงานร่วมกับแกนนำสำคัญ ทั้งนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และนายจาตุรนต์ ฉายแสง เพื่อกำหนดทิศทางเดินหน้าต่อ โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่ 2 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรกคือ จะยึดร่างเดิมของพรรคเพื่อไทย ซึ่งกำหนดให้แต่ละจังหวัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ก่อนส่งให้รัฐสภาคัดเลือกอีกชั้นหนึ่ง

วิธีนี้ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ใช่การเลือกตั้งสสร.โดยตรง และยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างกติกาใหม่ของประเทศ

อีกประเด็นคือ เงื่อนไขทางการเมืองในรัฐสภา เพราะการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เสียงสส.เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมด

เพื่อไทยมีแค่ 74 เสียง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล

จุดนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญว่าฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจะก้าวข้ามเส้นแบ่งทางการเมือง หันมาร่วมกันแก้กติกาประเทศได้หรือไม่

หากทุกฝ่ายยังมองเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเกมการเมืองมากกว่าจะเป็นวาระร่วมของประเทศ โอกาสที่การแก้ไขจะเดินไปจนสุดทางอาจไม่มีอยู่จริง

ท้ายที่สุด การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมืองในสภา แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคน

เพราะรัฐธรรมนูญคือกติกาที่กำหนดอนาคตประเทศในระยะยาว

จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า การเดินเกมครั้งใหม่นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้จริง หรือจะจบลงเพียงแค่เริ่มต้นเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน