อยู่ในท่ามกลางบรรยากาศจับจ่ายใช้สอย “ไทยช่วยไทย พลัส” รัฐช่วยจ่าย 60 ประชาชนจ่ายเอง 40
โดยรัฐบาลจ่ายให้คนละ 1 พันบาท ระยะเวลา 4 เดือน รวม 4 พันบาท สำหรับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป
รวมกับกลุ่มประชาชนบัตรคนจนอีกกว่า 13 ล้านราย จากเดิมเดือนละ 300 บาท เพิ่มเป็น 1 พันบาท รวม 4 เดือนเช่นกัน
วัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือเป็นการเฉพาะหน้า จากภาวะวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง ราคาพลังงานโลกดีดตัวสูงขึ้น
จนถึงวันนี้ก็ยังผันผวน เอาแน่นอนไม่ได้ เดี๋ยวพุ่ง เดี๋ยวลง
รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน โดยเฉพาะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตน้ำมัน
หลังปิดลงทะเบียนไทยช่วยไทยฯ เช็กยอดประชาชนเข้าร่วม 26.04 ล้านราย จากที่รัฐบาลจัดรองรับไว้ 30 ล้านราย
เท่าที่สังเกตบรรยากาศ สังคมโดยรวมก็ดูจะแฮปปี้ในระดับหนึ่ง ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
ขณะที่รัฐบาลดูเหมือนพึงพอใจมาก มั่นใจเป็นการสะท้อนตอบรับเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดค่าครองชีพ
อีกทั้งมีร้านค้าทั่วประเทศตอบรับเข้าร่วมโครงการคึกคัก มีผู้ลงทะเบียนกว่า 1 ล้านร้านค้า
ต้องติดตามรอดูกันต่อไป มาตรการนี้จะช่วยเหลือได้มากน้อยขนาดไหน
แต่ที่แน่ๆ ย่อมมีรายจ่ายติดตามมาแน่นอน เพราะโครงการนี้ใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 แสนล้านบาท สำหรับไทยช่วยไทยฯ และอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของประเทศ
เท่ากับว่าหนี้สาธารณะสูงขึ้น และภาระการใช้หนี้ทั้งหลายย่อมหนีไม่พ้นประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ
ที่ต้องจ่ายกลับคืนรัฐในรูปแบบภาษีสรรพสามิต หรือภาษีต่างๆ ตอกย้ำว่าของฟรีไม่มีในโลก
โดยภาพรวมน่าจะสอดคล้องกับผลโพลล่าสุด ผ่าน 2 เดือนรัฐบาลอนุทิน มองสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง
เนื่องจากประชาชนยังกังวลต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้
ทั้งรัฐบาลเองก็กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากฝ่ายค้านในหลายๆ เรื่อง
แม้กรณีมาตรการไทยช่วยไทยฯ ในอีกด้านก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ใช้เงินอย่างคุ้มค่า ถูกจุดหรือไม่ ยังมีประชาชนกลุ่มตกหล่นอีกเท่าไหร่
เป็นการบ้านที่รัฐบาลต้องไปขบคิดกันต่อ และหลังพ้นโครงการนี้ไปแล้วจะเดินต่อไปกันอย่างไร
ข้าวตอกแตก