จิมมี อาร์เตอร์ ผู้อำนวยการสำนักงานการปฏิรูป ประจำศูนย์ความเป็นเลิศด้านการยิงสนับสนุนประจำกองทัพบกสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับการใช้ขีปนาวุธ โดยระบุว่ากองทัพได้ใช้ขีปนาวุธโจมตีแม่นยำสูง หรือ "ปริซึม" (PrSM; PRI-zim) จนหมดแล้วตั้งแต่ช่วงการเริ่มต้นของสงคราม แต่สหรัฐฯ กำลังจะได้รับขีปนาวุธใหม่
โดยขีปนาวุธปริซึมถูกนำไปใช้กับระบบยิงจรวดไฮมาร์ส (HIMARS) และถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนขีปนาวุธอะทัคซิม (ATACMS) ซึ่งถูกนำไปทดสอบและใช้งานจริงในสมรภูมิยูเครน
จำนวนขีปนาวุธปริซึมที่ลดน้อยลงไปได้สร้างปัญหาอย่างชัดเจนให้กับขีดความสามารถในการต่อสู้ของกองทัพบกสหรัฐฯ ในหลายสนามรบ
โดยขีปนาวุธเหล่านี้กำลังมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นสำหรับระบบยิงจรวดไฮมาร์ส โดยเฉพาะในภูมิภาคแปซิฟิก ที่ระบบยิงขีปนาวุธดังกล่าวถูกเตรียมพร้อมไว้ใช้ในการรับมือกับกองกำลังที่มีขีดความสามารถเหนือกว่า
เมื่อใช้งานกับระบบอะทัคซิม ขีปนาวุธปริซึมทำงานได้ดีขึ้นในระยะ 300 กิโลเมตร และมีระยะปะทะที่ 500 กิโลเมตร
นอกจากนี้ ขนาดที่กะทัดรัดยังทำให้แต่ละเครื่องยิงสามารถบรรจุขีปนาวุธปริซึมได้ครั้งละ 2 ลูก ช่วยเพิ่มอำนาจการยิงจากระยะไกลได้ถึง 2 เท่า
ขีปนาวุธปริซึม จึงมีความจำเป็นต่อการป้องกันพื้นที่ในแปซิฟิกและอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากทั้งสองภูมิภาคอยู่ห่างไกลจากสหรัฐฯ ทำให้ความสะดวกในการเคลื่อนย้ายและศักยภาพการทำลายเป้าหมายในระยะไกลมีความสำคัญมาก
อย่างไรก็ตาม ขีปนาวุธปริซึมเป็นหนึ่งในเครื่องกระสุนมูลค่าสูงที่ได้ลดลงไปอย่างเจนระหว่างการทำสงครามกับอิหร่าน
ขณะที่การจัดหาขีปนาวุธเหล่านี้ใหม่เพื่อทดแทนมีค่าใช้จ่ายสูงมากและอาจกระทบต่อความสามารถในการสู้รบของสหรัฐฯ เนื่องจากขั้นตอนการจัดซื้อใช้เวลานาน
เมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลต่อจำนวนขีปนาวุธโทมาฮอว์กของกองทัพเรือ โดยปัญหานี้กำลังเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับกระทรวงสงคราม
โดยในช่วง 4 สัปดาห์แรกของการทำสงครามกับอิหร่าน กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กเกือบ 1,000 ลูก แต่แผนการผลิตในปัจจุบันวางเป้าหมายว่าการผลิตขีปนาวุธโทมาฮอว์กจะมีจำนวนวันละเกือบ 150 ลูก เมื่อสิ้นสุดทศวรรษนี้ ทำให้กระบวนการจัดหาทดแทนต้องใช้เวลาหลายปี
ขณะที่นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งประเมินว่าในช่วง 10 วันแรกของสงคราม สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายของอิหร่านมากกว่า 6,000 จุด เกือบทั้งหมดใช้อาวุธที่มีพิสัยยิงนอกระยะสายตา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งต้องยิงขีปนาวุธอีกมากกว่า 2,000 ลูก เพื่อสกัดการโจมตีตอบโต้อิหร่าน
อีกหนึ่งตัวอย่างอาวุธที่กำลังร่อยหรอลงไปอย่างมากคือระเบิดวิถีทะลวงบังเกอร์ "GBU-57" ซึ่งคาดว่าถูกใช้ไปจนเกือบหมดแล้ว
ระเบิด GBU-57 แต่ละลูกมีราคามากกว่า 370 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 12,000 ล้านบาท แต่การผลิตอาวุธเหล่านี้ได้ยุติไปนานแล้ว
นอกจากนี้ ขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศอื่น ๆ ทั้ง THAAD, แพทริออต (Patriot) และเอจีส (AEGIS) ต่างถูกประเมินว่ากำลังขาดแคลนขีปนาวุธอย่างหนัก ทำให้สหรัฐฯ ต้องย้ายขีปนาวุธของตนเองจากภูมิภาคอื่นเข้ามาประจำการในตะวันออกกลาง