เจาะดีลซื้อไก่ทอดบอนชอน ของไมเนอร์ (MINT) ตัดสินใจทุ่ม 1,650 ล้านบาท
เจาะดีลซื้อไก่ทอดบอนชอน ของไมเนอร์ (MINT) ตัดสินใจทุ่ม 1,650 ล้านบาท ถือหุ้น 100% กวาด 500 สาขาทั่วโลกไว้ในมือ
เวลาเดินเข้าไปซื้อไก่ทอดสักกล่อง สิ่งที่อยู่ในการตัดสินใจอาจมีแค่รสชาติ ราคา หรือโปรโมชัน แต่สำหรับกลุ่มธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่ที่สุดของเอเชีย อย่าง บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด จำกัด (MF) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) สิ่งที่อยู่เบื้องหลังไก่ทอดหนึ่งกล่องอาจมีมูลค่ามากกว่านั้น
เห็นได้จากการตัดสินใจดีลล่าสุดของ ไมเนอร์ ฟู้ด เข้าซื้อ บอนชอน ร้านไก่ทอดสัญชาติเกาหลีใต้ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากร้านอาหารแห่งเดียวในเมืองปูซาน เมื่อปี 2545
และมีจุดเด่นคือกระบวนการทอดสองครั้ง หรือ Double-Fried พร้อมซอสสูตรเฉพาะของตัวเอง เป็นดีลที่น่าสนใจว่า เบื้องหลังร้านอาหารหนึ่งแบรนด์สามารถมี “เครื่องจักรทำเงิน” ได้มากกว่าที่ผู้บริโภคมองเห็น
โดยไมเนอร์ ฟู้ด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมกับ Serruya Private Equity (SPE) ลงนามข้อตกลงเพื่อเข้าซื้อกิจการ บอนชอน International จากผู้ถือหุ้นเดิม โดยคาดว่าธุรกรรมจะเสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม 2569 โดยไมเนอร์ ฟู้ด ทุ่ม 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,650 ล้านบาทเพื่อการลงทุนครั้งนี้
1,650 ล้านบาทนี้ ไมเนอร์กำลังซื้ออะไรจากบอนชอน ?
เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยนมือไม่ใช่แค่ร้านอาหารหรือสูตรไก่ทอดเกาหลี แต่คือ “แบรนด์และระบบธุรกิจ” ที่สามารถขยายตัวไปได้อีกหลายประเทศ และคาดว่าจะช่วยเพิ่มกำไรแก่ไมเนอร์ ฟู้ด ได้ทันทีภายหลังเข้าซื้อกิจการ กลับไปที่โจทย์ที่ตั้งไว้ครั้งแรก จากไก่ทอด 1 กล่อง ตอนนี้กำลังนำไปสู่รายได้จากแฟรนไชส์
อย่างที่บอกไปว่า บอนชอน เริ่มต้นจากร้านอาหารเพียงแห่งเดียวในเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2545 ก่อนขยายเข้าสู่สหรัฐฯ ในปี 2549
ปัจจุบัน บอนชอน เติบโตเป็นแฟรนไชส์ระดับโลก มีร้านประมาณ 500 สาขา ใน 9 ตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เมียนมา ไต้หวัน ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย โดยโมเดลแฟรนไชส์นี้เป็นกลไกหลักในการขยายธุรกิจ
นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการแฟรนไชส์เป็นผู้ลงทุนและดำเนินร้าน ขณะที่เจ้าของแบรนด์สามารถสร้างรายได้จากการให้สิทธิในการใช้แบรนด์ ระบบธุรกิจ องค์ความรู้สูตรต่าง ๆ และอีกหนึ่งรายได้สำคัญคือ Royalty Fee หรือค่าธรรมเนียมสิทธิ
ดังนั้น เมื่อ บอนชอน มีสาขาเพิ่มขึ้น ยอดขายรวมทั้งระบบเติบโตขึ้น และมีผู้ประกอบการเข้ามาร่วมแฟรนไชส์มากขึ้น เจ้าของแบรนด์ก็มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
1,650 ล้านบาท ไมเนอร์ ฟู้ด ซื้ออะไร?
มองผ่านโมเดลธุรกิจ จึงจะเห็นว่าดีลนี้ไมเนอร์ต้องการมากกว่าร้านอาหาร เพราะสิ่งที่กำลังเข้ามาอยู่ในมือของไมเนอร์ ฟู้ด คือ
- แบรนด์ บอนชอน
- เครือข่ายแฟรนไชส์
- สิทธิในการขยายธุรกิจ
- รายได้จาก Royalty Fee
- ธุรกิจการจำหน่ายซอสสูตรเฉพาะของแบรนด์
หลังดีลเสร็จสมบูรณ์ ไมเนอร์ ฟู้ด จะเป็นเจ้าของธุรกิจ บอนชอน ในทุกภูมิภาคทั่วโลก นอกทวีปอเมริกา ขณะที่ Serruya Private Equity (SPE) จะเป็นเจ้าของธุรกิจในทวีปอเมริกา
ดังนั้น หากมองในเชิงธุรกิจ 1,650 ล้านบาทที่ทุ่มลงไปจึงไม่ได้เพื่อเข้าซื้อกิจการร้านไก่ทอด แต่เป็นการลงทุนเพื่อเข้าไปเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างรายได้จากการขยายตัวของแบรนด์
นอกจากนี้การลงทุนครั้งนี้ยังเป็นการเสริมกลยุทธ์ Asset-Light เพราะมีแพลตฟอร์มแฟรนไชส์เข้ามาเสริมพอร์ตอาหารและเครื่องดื่มของไมเนอร์ ฟู้ด
ธุรกิจอาหารที่ไม่จำเป็นต้องสร้างร้านเองทุกแห่ง
คือความหมายของคำว่า Asset-Light หรือเรียกกันว่า กลยุทธ์ตัวเบา เป็นการขยายธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนและสินทรัพย์ทั้งหมดด้วยตัวเอง
ในกรณีของธุรกิจร้านอาหาร การมีร้านจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าบริษัทต้องเป็นผู้ลงทุนสร้างร้านเหล่านั้นทั้งหมด หากแบรนด์แข็งแรงและระบบแฟรนไชส์มีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการรายอื่นสามารถเข้ามาลงทุนและเปิดร้านภายใต้แบรนด์ได้ ส่วนเจ้าของแบรนด์ยังสามารถสร้างรายได้จากระบบดังกล่าว เท่ากับว่า ร้านอาจเป็นของแฟรนไชส์ซีแต่แบรนด์ยังเป็นของเจ้าของแบรนด์
นายเดลเลน โซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความเข้าใจในแบรนด์นี้เป็นอย่างดีจากประสบการณ์ในการบริหาร บอนชอนในประเทศไทย และกำลังก้าวขึ้นเป็นเจ้าของแบรนด์และธุรกิจบอนชอนทั่วโลกนอกทวีปอเมริกา พร้อมกับการร่วมมือกับ SPE ซึ่งจะเป็นเจ้าของและดำเนินธุรกิจในทวีปอเมริกา
อีกทั้ง สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราคือแบรนด์และบุคลากรที่มีส่วนร่วมในการสร้าง บอนชอน ให้เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ บริษัทจะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการแฟรนไชส์และพันธมิตรของ บอนชอน รักษาเอกลักษณ์และจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์มีความพิเศษ พร้อมลงทุนเพื่อผลักดันการเติบโตทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่
สรุปคือ ไมเนอร์ กำลังใช้เงิน 1,650 ล้านบาท เพื่อเข้าถือครอง แบรนด์ เครือข่ายแฟรนไชส์ สิทธิในการขยายตลาด และระบบสร้างรายได้ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ เพราะในธุรกิจอาหารยุคใหม่ สิ่งที่ทำเงินอาจไม่ใช่แค่จำนวนจานที่ขายได้แต่คือความสามารถในการทำให้ แบรนด์เดียวกันถูกขายซ้ำในร้านจำนวนมาก ในหลายเมือง และหลายประเทศ
ส่วนธุรกิจของ ไมเนอร์ ฟู้ด ปัจจุบันมีร้านอาหารกว่า 2,843 สาขาใน 24 ประเทศ ทั้ง The Pizza Company, Swensen’s, Dairy Queen, Burger King, Bonchon, Sizzler, Benihana, The Coffee Club, Sanook Kitchen, Riverside Grilled Fish และ GAGA
นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายร้านอาหารอีกกว่า 1,000 สาขาผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) และ BreadTalk Group
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB