เทศกาลสงกรานต์ทุกปี ชาวกรุงเทพมหานครมักจะเดินทางไปท้องสนามหลวงเพื่อสรงน้ำ “พระพุทธสิหิงค์” หนึ่งในพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง แม้ว่าโดยทั่วไปวัดอารามต่างๆ จะอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญมาให้ประชาชนได้สรงน้ำเพื่อเป็นสิริมงคล แต่ชาวกรุงหรืออาจจะรวมถึงชาวไทยภาคอื่นๆ ก็มักจะนึกถึงพระพุทธสิหิงค์เสียมากกว่า
พระพุทธสิหิงค์ กรุงเทพ (ภาพจาก matichon.co.th)
ประเพณีนี้มีมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ สมัย พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยทางการท่านได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาให้ประชาชนได้สักการะสรงน้ำเป็นสิริมงคลในวันสงกรานต์ซึ่งนับเป็นปีใหม่อย่างไทย เหตุที่อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์นั้น เพราะเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง อีกทั้งยังมีขนาดพอเหมาะ ไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป ประดิษฐานอยู่ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล ภายในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากท้องสนามหลวง สะดวกแก่การอัญเชิญเคลื่อนย้าย สมัยนั้นมีการสมโภชน์กันเอิกเกริก จึงนับเป็นพิธีใหญ่ ถึงวันนี้ก็ได้ ๘๒ ปีเข้าไปแล้ว จึงไม่น่าแปลกที่จะกลายเป็นธรรมเนียมสำหรับชาวกรุงไป
พระพุทธสิหิงค์ ในประเทศไทยนั้นมีอยู่ ๓ องค์ คือที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ กรุงเทพมหานครองค์หนึ่ง ที่วิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ องค์หนึ่ง และที่ หอพระสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช องค์หนึ่ง ซึ่งทั้งสามแห่งนั้น ผู้คนมีความเชื่อต่างกันไปว่าองค์ใดองค์หนึ่งคือพระพุทธสิหิงค์จริงตามตำนาน
ตำนานพระพุทธสิหิงค์มีการบันทึกไว้หลายตำรา แม้จะต่างกันในรายละเอียดแต่โดยรวมแล้วระบุว่าสร้างขึ้นที่นครลังกา ราว พ.ศ. ๗๐๐ มีความพยายามที่จะสร้างให้เหมือนองค์พระตถาคตให้มากที่สุด ต่อมาได้มีการอัญเชิญมายังแผ่นดินสุวรรณภูมิ ได้ประดิษฐานตามเมืองต่าง ๆ อาทิ นครศรีธรรมราช สุโขทัย เชียงใหม่ กำแพงเพชร ซึ่งตำนานท้องถิ่นต่างก็มีเรื่องเล่าถึงพระพุทธสิหิงค์ทั้งสิ้น จึงยากที่จะชี้ชัดว่าองค์ใดเป็นองค์จริง และที่สำคัญทั้งสามองค์ต่างมีพุทธลักษณะที่ต่างกัน
พระพุทธสิหิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ (ภาพจาก http://www.laksanathai.com)
พระพุทธสิหิงค์ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง คือเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับขัดสมาธิเพชร พระวรกายอวบ พระอุระนูน ชายสังฆาฏิสั้น พระพักตร์กลม ขมวดกระเกศาใหญ่ พระอุษณีษะเป็นตุ่มคล้ายลูกแก้ว พระพุทธรูปสิงห์หนึ่งนี้ได้รับอิทธิพลมาจากปาละของอินเดีย พบได้ในศิลปะแบบล้านนายุคต้น นักวิชาการจึงสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตามตำนานในสมัยล้านนา
พระพุทธสิหิงค์ ที่กรุงเทพ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ประทับขัดสมาธิราบ มีลักษณะแบบศิลปะสุโขทัยที่มีอิทธิพลจากลังกา ทรวดทรงโปร่งกว่าที่เชียงใหม่ พระวรกายสมส่วน ขมวดพระเกศาเล็กเป็นหนาม พระรัศมีเป็นเปลว
พระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช (ภาพจาก http://www.danpranipparn.com)
พระพุทธสิหิงค์ ที่นครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับขัดสมาธิเพชร แต่พระวรกายจะอ้วนและเตี้ยกว่าที่เชียงใหม่ เป็นสกุลช่างนครศรีธรรมราช
นักวิชาการยังไม่อาจสรุปได้ชัดเจนว่าองค์ใดคือองค์ที่อัญเชิญมาจากลังกาตามตำนาน เมื่อมีทฤษฎีหนึ่งอ้างขึ้นมาก็จะมีอีกทฤษฎีหนึ่งมาหักล้าง หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศสกุล ได้ให้ข้อสันนิษฐานไว้น่าสนใจว่า พระพุทธสิหิงค์องค์เดิมนั้นอาจสูญหายไปแล้วมีการหล่อขึ้นใหม่ตามคติความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น หรืออาจจะแต่งตำนานขึ้นเพื่อประกอบพระพุทธรูปให้มีความศักดิ์สิทธิ์โดยกล่าวว่ามาจากลังกาก็เป็นได้
ไม่ว่าพระพุทธสิหิงค์องค์ใดเป็นองค์ดั้งเดิมหรือหล่อขึ้นใหม่ ก็หาใช่ข้อสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายคาดคั้นเอาให้ได้ เพราะหัวใจของพระพุทธศาสนามิได้เจาะจงเฉพาะที่วัตถุ หากแต่เป็นหลักธรรมที่พระพุทธองค์ได้เผยแผ่ ซึ่งชาวพุทธควรยึดถือปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงหนทางของการดับทุกข์
เรียบเรียงจาก
๑. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. (๒๕๕๔). พุทธปฏิมา งานช่างพลังแห่งศรัทธา. กรุงเทพ : มติชน.
๒. สุภัทรดิศ ดิศกุล, ศ. ม.จ. (๒๕๓๔). ศิลปะในประเทศไทย. กรุงเทพ : อมรินทร์พริ้นติ้ง.
๓. สุภัทรดิศ ดิศกุล, ศ. ม.จ. (๒๕๔๙). ประวัติศาสตร์ศิลปะประเทศใกล้เคียง. กรุงเทพ : มติชน.
Pingback: เสริมดวงวันสงกรานต์ 5 เคล็ดลับ ทำแล้วชีวิตราบรื่น มีโชคลาภตลอดปี!