วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
การปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี นครราชสีมา และ สระแก้วโดยมติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ทำไมจึงถูกโจมตีว่าเป็นการ “เฉือนป่า” หรือ “บุกรุกทำลายป่า”
ทั้งๆ ที่ เป็นการแก้ปัญหาความทับซ้อน ระหว่างพื้นที่อนุรักษ์กับพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นปัญหาทับถมมานานหลายสิบปีแล้ว
1. บนพื้นฐานของความรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ ก่อนจะคล้อยตามไปกับวาทกรรมใดๆ ควรใส่ใจในประเด็นข้อมูลความจริงในพื้นที่ก่อน
เพจ เรารักวังน้ำเขียว สะท้อนความในใจของคนในพื้นที่
“เราเข้าใจดีว่าการอนุรักษ์ป่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่การกล่าวหาว่าพวกเราเป็นผู้บุกรุกโดยไม่ฟังความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่สร้างบาดแผลให้กับคนในพื้นที่อย่างมาก
พวกเราไม่ได้ต้องการทำลายป่า แต่เราต้องการเรียกร้อง “ความยุติธรรม” และ “ข้อเท็จจริง”ว่าชุมชนของเราตั้งถิ่นฐานและทำกินมานานก่อนที่เขตอุทยานจะถูกประกาศทับซ้อนลงมาเสียอีกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภาพถ่ายทางอากาศ และการมีอยู่จริงของชุมชนคือสิ่งยืนยันว่าเราคือ “ผู้รักษาป่า” ไม่ใช่ “ผู้ทำลาย”
เราเปิดกว้างที่จะนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา อยากขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมองพวกเราด้วยสายตาที่เป็นธรรมและฟังเสียงของคนในพื้นที่บ้าง เพราะความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเพียงอย่างเดียว อาจทำลายวิถีชีวิตของคนนับพันครอบครัวได้”
2. สาระสำคัญของการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกแถลงการณ์ เรื่อง การปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามที่มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 แจกแจงข้อมูลความจริงอันเป็นหัวใจของการดำเนินการดังกล่าว
ระบุว่า การปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อแก้ไขปัญหาการทับซ้อนของพื้นที่ระหว่างเขตอุทยานแห่งชาติทับลานกับพื้นที่ที่หน่วยงานของรัฐจัดให้เป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินของราษฎรมาก่อนนั้น
ในการประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569ได้พิจารณาแนวทางการดำเนินงานด้วยความรอบคอบ โดยยึดหลักการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่กับคุณภาพชีวิตและความเป็นธรรมต่อประชาชน
โดยมีข้อสรุปที่สำคัญ ดังนี้
“1. พื้นที่ 155,865.47 ไร่ ที่คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาเห็นชอบให้เพิกถอนพื้นที่ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ทั้งหมดเป็นพื้นที่ที่หน่วยงานของรัฐได้จัดสรรให้เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินแก่ประชาชนมาก่อนประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มพื้นที่เป้าหมาย 4 ประเภท ได้แก่
• พื้นที่ 53,416.47 ไร่ ทับซ้อนเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เดิม (ประกาศเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2521) (อุทยานแห่งชาติทับลาน ประกาศเมื่อ 23 ธันวาคม2524) :ส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยเขตปฏิรูปที่ดิน
• พื้นที่ 8,328 ไร่ ตามโครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี (อยู่ตามนโยบายของรัฐบาลตามมติ ครม.25 พฤษภาคม 2520) :ส่งมอบ ส.ป.ก.ดำเนินการ
• พื้นที่ 87,500 ไร่ ตามโครงการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ (พมพ.) และโครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) ตามมติ ครม.28 กรกฎาคม 2535 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐในการจัดสรรที่ดิน : ส่งมอบ ส.ป.ก.ดำเนินการสำหรับพื้นที่ที่ยังไม่ออก ส.ป.ก.4-01 ให้ออกเป็น ส.ป.ก.แปลงรวม ตามแบบ คทช. โดย
ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ต้องมีคุณสมบัติภายใต้กฎหมายที่กำหนด
• พื้นที่ราชพัสดุ 6,621 ไร่ เพื่อเป็นสนามฝึกซ้อมรบในราชการทหาร มีมาก่อนการประกาศอุทยานแห่งชาติทับลานเช่นกัน : ให้กรมธนารักษ์เพื่อเป็นที่ราชพัสดุใช้ในราชการทหารต่อไป
2. พื้นที่ 109,420.99 ไร่ นอกเขตโครงการจัดสรรของรัฐเดิม คณะกรรมการฯ มีมติให้“คงสถานะเป็นอุทยานแห่งชาติทับลานต่อไป” เพื่อรักษาพื้นที่ป่าไม้ที่สำคัญ
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว คณะกรรมการฯกำหนดให้ดำเนินตามกระบวนพิสูจน์สิทธิ์การครอบครองที่ดินตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและดำเนินการตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 โดยจะเข้าสู่กระบวนการสำรวจและพิสูจน์สิทธิ์ เพื่อให้ผู้ที่อยู่อาศัยและทำกินอยู่เดิมสามารถอยู่อาศัยและทำกินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับการดำเนินคดี 450 คดี ในพื้นที่นี้ จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
3. พื้นที่ 86,966.29 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ คณะกรรมการฯ ได้มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมป่าไม้ ดำเนินการสำรวจความเหมาะสม
ของพื้นที่อย่างละเอียดรอบคอบอีกครั้ง เพื่อพิจารณาเสนอขยายพื้นที่เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานต่อไป
4. สำหรับข้อกังวลในเรื่องการคุ้มครองพนักงานเจ้าหน้าที่ จากการปฏิบัติหน้าที่จับกุมดำเนินคดีตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ได้มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นไว้แล้วว่า การกระทำดังกล่าวไม่ถือเป็นการละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่
.png)
.png)
กรมอุทยานแห่งชาติฯขอยืนยันว่า การดำเนินการทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยยึดหลักกฎหมายและผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ”
3. “ทับลาน ไม่ใช่การเฉือนป่า แต่คือการคืนความเป็นธรรมแก่สังคม”
เพจ Land Watch THAI จับตาปัญหาที่ดิน (ซึ่งมักนำเสนอประเด็นโจมตีภาครัฐเป็นประจำ) แต่เรื่องนี้ ได้ชี้ว่า “ทับลาน ไม่ใช่การ เฉือนป่า แต่คือการคืนความเป็นธรรมแก่สังคม”
ระบุว่า หลายคนเลยตั้งคำถามว่า ทำไมจู่ ๆ ถึงต้องมีการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานกว่า 1.5 แสนไร่? นี่คือการ “เฉือนป่า” หรือไม่?
“...ถ้าหากเราย้อนดูไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ จะพบว่าแท้จริงแล้วปัญหาไม่ได้เกิดจากชาวบ้านบุกรุกป่า แต่เกิดจากการ “ขีดเส้นแผนที่ทับซ้อนกัน” ของหน่วยงานรัฐในอดีตต่างหาก (แล้วจะเรียกว่าเฉือนได้ยังไง?) เพราะเมื่อมาย้อนดูกันจะพบว่า ปัญหามันซับซ้อนมาก...
...การปรับแนวเขตทับลาน ไม่ใช่การยกป่าสมบูรณ์ให้เอกชน แต่คือการ “แก้ความผิดพลาดของรัฐ” ที่ดันไปขีดเส้นอุทยานฯ ทับที่ดินที่รัฐเคยจัดสรรให้ชาวบ้านอยู่มาก่อน เพื่อคืนความ
ถูกต้องและยุติปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 40 ปี
ความจริงในทับลาน
1. พื้นที่ที่ถูกปรับลดแนวเขต (ประมาณ 1.5 แสนไร่) ไม่ใช่ป่าสมบูรณ์ แต่เป็นพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และพื้นที่เกษตรกรรม ที่รัฐบาลในอดีตจัดสรรให้ประชาชนเข้ามาอยู่อาศัยเพื่อความมั่นคง (เช่น โครงการหมู่บ้านไทยสามัคคี หรือ ส.ป.ก.) ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2518 – 2520 ปัญหาคือ รัฐมาขีดเส้นประกาศตั้ง “อุทยานแห่งชาติทับลาน” ในปี พ.ศ. 2524 ซึ่งไป “ทับ” ที่ทำกินของชาวบ้านที่รัฐจัดสรรให้ไปก่อนหน้านี้แล้ว
2. การตีเส้นใหม่ คือการ “คืนความถูกต้อง” ไม่ใช่การแจกป่า การปรับปรุงแนวเขตในแผนที่ เป็นการ “กัน” พื้นที่ชุมชนเดิมออกจากเขตอุทยานฯ เพื่อแก้ความผิดพลาดของรัฐในอดีตทำให้ชาวบ้านที่อยู่มาก่อนอย่างถูกต้อง ไม่ต้องกลายเป็น “อาชญากรบุกรุกป่า” และสามารถเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์รับเอกสารทำกิน (ส.ป.ก.) ได้ตามกฎหมาย การปรับแผนที่ครั้งนี้
คณะกรรมการอุทยานฯ ยืนยันแล้วว่า ไม่กระทบต่อสถานะมรดกโลก (กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่)ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ยังคงได้รับการปกป้องดูแลอย่างเข้มงวดเช่นเดิม
หลายคนกังวลว่า แก้แผนที่แล้วนายทุนรีสอร์ตจะได้ประโยชน์? ข้อมูลระบุชัดเจนว่า การปรับแนวเขตนี้ให้สิทธิเฉพาะราษฎรในพื้นที่เป้าหมายเดิมเท่านั้น กลุ่มทุน เอกชน หรือผู้ที่บุกรุกป่าใหม่ จะไม่ได้รับสิทธิใดๆ ทั้งสิ้น และยังคงถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
กรณีการปรับแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ไม่ใช่การ “เฉือนป่าสมบูรณ์ไปแจกนายทุน” อย่างที่หลายคนกังวล แต่คือการ “สางปมความผิดพลาดในอดีต” ที่รัฐขีดเส้นแผนที่ไปทับซ้อนที่ทำกินของประชาชนที่รัฐเองเป็นผู้จัดสรรให้อยู่มาก่อน คืนสิทธิและความเป็นธรรมให้ชาวบ้านดั้งเดิม ไม่ต้องเป็นอาชญากรบุกรุกป่าโดยไม่ตั้งใจ ดักทางกลุ่มทุนและผู้บุกรุกรายใหม่ เพราะรัฐยืนยันชัดเจนว่าผู้กระทำผิดจะยังคงถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น
ยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกว่า 40 ปี ทำให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่ต้องเสียเวลากับข้อพิพาทเรื่องแนวเขตอีกต่อไป และสามารถทุ่มเทสรรพกำลังไปกับการปกป้อง “ป่าทับลานของจริง” ให้เป็นมรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์ต่อไปได้อย่างเต็มที่”
4. ปัญหาการทับซ้อนของพื้นที่ ระหว่างเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน กับพื้นที่ที่หน่วยงานของรัฐจัดให้เป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินของราษฎรมาก่อนนั้น เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบ
ต่อชาวบ้านมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี
มีความพยายามแก้ปัญหาต่อเนื่องมาหลายยุครัฐบาล
นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่า เรื่องนี้ เป็นการแก้ไขปัญหาที่ตกค้างมาเกือบ 50 ปี เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้ยากไร้ 2-3 หมื่นครอบครัว ที่อยู่อาศัยมาก่อนประกาศเขตอุทยานฯ
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่า การปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่
14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โดยที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ มีมติเห็นควรให้เสนอทบทวนมติ ครม. ดังกล่าว เพื่อจัดระเบียบและจำแนกพื้นที่ให้ชัดเจน (จำแนกเป็น 5 กลุ่ม)
.png)
ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้เดินหน้าเพิกถอนพื้นที่ในกลุ่มที่ 1, 2, 3 และ 5 ส่งมอบให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปบริหารจัดการต่อ และมีมติให้ชะลอการเพิกถอนในกลุ่มที่ 4 ไว้ก่อน
รายละเอียดของแต่ละกลุ่ม มีดังนี้
กลุ่มที่ 4 พื้นที่ราษฎรนอกเขต ส.ป.ก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง (พื้นที่สีชมพู) : เนื้อที่ประมาณ 109,420 ไร่ ที่ประชุมมีมติให้ชะลอการเพิกถอนไว้ก่อน โดยให้คงสถานะเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเอาไว้ และบังคับใช้มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ในการลงพื้นที่เพื่อ “สอบสวนสิทธิ์” ของประชาชนที่ครอบครองที่ดินมาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ ซึ่งปัจจุบันมีฐานข้อมูลที่สำรวจไว้แล้วประมาณ 5,200 ราย โดยตั้งเป้าเร่งรัดกระบวนการตรวจสอบสิทธิ์นี้ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมสูงสุดและไม่ลิดรอนสิทธิ์ของประชาชนรายอื่นที่ประสงค์จะขอพิสูจน์สิทธิ์เพิ่มเติม
ส่วนกลุ่มที่เหลือ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 พื้นที่ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) : เนื้อที่ประมาณ 53,416 ไร่ เห็นควรเพิกถอน เพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการต่อ เนื่องจากประชาชนได้รับสิทธิตามกฎหมายอยู่แล้ว
กลุ่มที่ 2 พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี : ตามมติ ครม. ปี 2520 เนื้อที่ประมาณ 8,328 ไร่ เห็นควรเพิกถอน เพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. นำไปบริหารจัดการ
กลุ่มที่ 3 พื้นที่โครงการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคง เฉพาะพื้นที่ (พมพ. และ คจก.) : ตามมติ ครม. ปี 2535 เนื้อที่ประมาณ 87,500 ไร่ เห็นควรเพิกถอน เพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการ โดยในส่วนของพื้นที่ที่ยังไม่ได้ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ให้พิจารณาจัดสรรเป็น ส.ป.ก. แปลงรวมตามแนวทางคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)
กลุ่มที่ 5 พื้นที่ราชพัสดุสนามฝึกซ้อมรบ : เนื้อที่ประมาณ 6,621 ไร่ เห็นควรเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ ออก เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และการใช้ประโยชน์ในราชการทหารจริง
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมกับกรมป่าไม้ เร่งสำรวจและพิจารณาความเหมาะสมในการประกาศผนวกพื้นที่ป่าที่ยังคงมีความสมบูรณ์เพิ่มเติมเข้าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 86,966.29 ไร่ เพื่อเป็นการชดเชยและรักษาผืนป่าอนามัยของประเทศเอาไว้
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “พื้นที่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีบุกรุกป่าและอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาล จะไม่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการปรับปรุงแนวเขตนี้ และยังคงต้องดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมเช่นเดิม ยืนยันว่าคดีทั้งหมดต้องเดินหน้าอย่างเด็ดขาด ไม่มีการรับรองสิทธิ์หรือนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำความผิด และพื้นที่ที่เตรียมเพิกถอนในกลุ่มที่ 1-3 จะไม่รับรองสิทธิ์แก่ผู้ที่อยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด”
นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ได้รายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการมรดกโลกทราบเป็นระยะ โดยรัฐบาลได้กำหนดแนวกันชน (Buffer Zone) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรอบ มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะการเป็นมรดกโลกอย่างแน่นอน
อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวสรุปว่า ภารกิจเร่งด่วนหลังจากนี้ คือ การส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จริงเพื่อเปลี่ยน “เส้นในแผนที่” ให้เป็น “เส้นแนวเขตจริงในภูมิประเทศ” ให้ชัดเจน พร้อมทั้งเร่งรัดสอบสวนสิทธิ์กลุ่มที่ 4 ภายใน 6 เดือน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองสิทธิ์ของชุมชนดั้งเดิม และการป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากผืนป่าไทยอย่างสูงสุดต่อไป
สารส้ม

เปิดวินาทีประวัติศาสตร์ โดนัลด์ ทรัมป์ เซ็นลงนาม MOU ยุติสงคราม ที่พระราชวังแวร์ซายส์
‘ภาวุธ’ สส.พรรประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง Forex ยังไม่ให้ความเห็น รอดูหมายก่อน
มหาดไทย ลุยภูเก็ต ทวงคืน หาดฟรีด้อม จี้เช็กบิลปม แอบอ้างสิทธิ์-เก็บส่วย
อัษฎางค์ ผ่ากลยุทธ์ ศุภจี พลิกเกมพาณิชย์ เลิกเล่นประชานิยม หันคุมความเสี่ยงแทนคุมราคา
อิหร่าน ยืนยัน MOU เสร็จสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ หลังทั้ง 2 ฝ่ายลงนามผ่านระบบดิจิทัล

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี