วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
สส.บ้านเรานั้น ปากอ้างประชาชน แต่เอาเข้าจริงกลับคิดแต่เรื่องผลประโยชน์ของตนเอง นั่นก็เพื่ออำนาจและความมั่งคั่งจากการกอบโกยโกงกิน
จึงพูดได้ว่า สส.เป็นอาชีพของ“ชนชั้นนักการเมือง”ที่ยิ่งเล่นก็ยิ่งรวย ยืนยันได้จากรายการบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ถามว่ามีใครเคยเห็นบ้างว่า สส.มีหนี้มีสิน และยากจนข้นแค้นเหมือนประชาชนส่วนใหญ่ในระดับฐานล่าง ที่เป็นผู้ออกเสียงลงคะแนนให้คนพวกนี้ตีตั๋วเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร และกัดกันเยี่ยง“สุนัข”แย่งยามชามข้าวเพื่อจะเป็นฝ่ายรัฐบาล
เมื่อมีอำนาจเป็นฝ่ายบริหารก็สามารถกอบโกยโกงกินได้มาก ถึงกับพูดกันว่าราคาตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น เงินร้อยล้านก็ยังกล้าลงทุนซื้อกัน เพราะสามารถถอนทุนคืนได้ไม่ยาก
ยิ่งได้เป็น“รัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอ” ที่มีวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีสูง ก็ยิ่งถอนทุนได้เร็ว แค่นั่งรับเงินทอนใต้โต๊ะจากโครงการต่างๆ อย่างเดียว แบบกินตามน้ำที่ข้าราชการประจำชงให้ แค่นี้ก็คุ้มทุนและมีกำไรเหลือเฟือ
กรณีตัวอย่างในลักษณะดังกล่าว เมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะเป็นข่าวที่กระทรวงใหญ่กระทรวงหนึ่ง เรียกว่ายังไม่ทันเข้าไปนั่งเก้าอี้ มือก็สาวเข้าไปล้วงแล้ว เผอิญว่า“ไก่ตื่น”เสียก่อน เพราะไก่ตัวนั้นอยู่คนละเล้า สุดท้ายก็เกี้ยเซียะสมยอมกัน ซึ่งก็เดาไม่ยาก น่าจะแบ่งผลประโยชน์กันลงตัว โดยที่เล่นใหญ่ถึงขนาด“แกล้งวูบ”หัวใจจะวายแล้วก็ฟื้นอย่างมีปาฏิหาริย์ในวันรุ่งขึ้น
และในอดีตที่ผ่านๆ มา พอถูกยึดอำนาจ เพราะโกงกินกันจนปากมันพุงกางอันเป็นชนวนเหตุสำคัญให้ทหารต้องทำรัฐประหาร และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งพร้อมกันไปด้วย เพื่อลบล้างความผิดฐานเป็น“กบฏ” และทำให้คณะรัฐประหารเป็น“รัฏฐาธิปัตย์”มีอำนาจเบ็ดเสร็จนั้น แทนที่นักการเมืองจะโทษตนเอง กลับส่งเสียงร้องเหมือน“สุนัขขี้เรื้อน”ถูกน้ำร้อนลวก แล้วก็ปลุกผี“เผด็จการ”ขึ้นมายุแยงและเสี้ยมประชาชนให้ลุกขึ้นต่อต้าน
อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า เอาเข้าจริงแล้วพวก“สส.500”ประดานี้ พอจบพิธีกรรมการหย่อนบัตรในหีบลงคะแนนเสร็จสรรพ หลังจากชาวบ้านเลือกเข้าไปเป็น สส.ในสภาผู้แทนราษฎร ลำดับแรกก็คิดแต่เรื่องผลประโยชน์ของตนเองก่อนเป็นสำคัญ มิหนำซ้ำยังอ้างประชาชนอีกด้วย ว่าทำเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้อง และเพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยเหมือนนานาอารยะประเทศ
“รัฐธรรมนูญ”จึงเป็นสิ่งแรกที่ สส.และพรรคการเมือง จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อบัญญัติกฎกติกาให้เป็นประโยชน์แก่ตน โดยอ้างเหตุผลว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้มาจากประชาชนแต่เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะรัฐประหาร เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับนี้ ที่บรรดา“สส.500” โดยเฉพาะจากพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยอ้างว่า “ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน” เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญของ คสช. และ“ต่อท่อ”ให้ คสช.สืบทอดอำนาจเผด็จการ
นอกจากการอ้างที่มาและกลไกการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารแล้ว ฝ่ายที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันเท่ากับเป็นการ“ฉีกทิ้ง”รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็ยังมีการอ้างถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขึ้นมาโดยไม่คำนึงถึงประชาชน อีกทั้งยังวางกลไกให้แก้ไขได้ยาก เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มา
โดยที่กฎกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระหนึ่งขั้นรับหลักการ จะต้องได้เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสองสภา คือ สส.บวกกับ สว. โดยต้องได้ 350 เสียง นอกจากต้องได้เสียงตามจำนวนนี้แล้ว เสียงของ สว.ก็ต้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน สว.ทั้งหมด ซึ่งในปัจุบันก็คือ 67 เสียงของ สว.ชุดนี้ที่มาจากระบบเลือกกันเอง ดังนั้นตัวแปรสำคัญคือ “สว.” และที่บางพรรคการเมืองกลัวที่สุดเวลานี้ก็คือ “สว.สีน้ำเงิน”จะไม่เอาด้วย
แต่จะอะไรก็ตามที สิ่งที่ สส.และพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยต้องการจะฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็เพราะ“กฎเหล็ก”เรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ที่อดีตนายกรัฐมนตรี 2 คนของพรรคเพื่อไทย คือ นายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร โดน“ประหารทางการเมือง”จนต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว
นอกจากนั้น ก็ต้องการจะรื้ออำนาจขององค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือ ป.ป.ช. รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญนั้น พรรคประชาชนหรือพรรคส้ม โดนยุบพรรคมาแล้ว 2 ครั้ง คือพรรคอนาคตใหม่ กับพรรคก้าวไกล และเวลานี้ก็มีคดีที่“อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล”ร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ ป.ป.ช.เป็นต้นเรื่องเสนอให้ศาลฎีกาลงดาบใช้เครื่องประหาร“กิโยติน” เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดไป
ความจริงแล้ว ถ้าบรรรดา“สส.500”ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนแฝง หากเห็นว่ารัฐธรรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนก็ย่อมสามารถแก้เป็นรายมาตราได้ ซึ่งนอกจากจะไม่ยุ่งยากแล้ว ก็ยังไม่ต้องเสียเงินงบประมาณแผ่นดินอีกเป็นหมื่นล้าน สำหรับขั้นตอนต่างๆ ทั้งการเลือกตั้ง“สสร.”โดยอ้อมและการลงประชามติ
บรรทัดนี้ก็ต้องถามว่า เงินหมื่นล้านของแผ่นดินที่จะต้องถูกนำมาล้างผลาญเพื่อการจัดทำรัฐธรรรมนูญฉบับใหม่สำหรับสนองประโยชน์นักการเมืองและพรรคการเมืองนั้น เป็นเงิน“บิดา-มารดา”ของพวกท่านหรืออย่างไร
ถ้าภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า “เงินโคตรพ่อโคตรแม่พวกมรึงรึไง” ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

'โพยไม่ผิด'แล้วจบจริงหรือ? อดีตผู้พิพากษา ชำแหละปม ฮั้ว สว. ชี้กฎหมายกับพฤติกรรมศาสตร์สวนทาง
ของจริงมาแล้ว สหรัฐเปิด 14 เงื่อนไข MOU ร่วมกับอิหร่าน ก่อนพิธีลงนาม 19 มิ.ย.นี้ที่เจนิวา
เจ้าของรถ BYD เปิดใจหลังเกิดเหตุไฟไหม้ ยันไม่ใช่ความผิดจากตัวรถ
กรมอุตุฯ เตือน มรสุมถล่มทั่วไทย ฝนตกหนัก ระวัง น้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก
นายกฯ-ภริยา ร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี