Showing posts with label การดูแลน้องหมา. Show all posts
Showing posts with label การดูแลน้องหมา. Show all posts

Tuesday, April 12, 2016

โรคลมชัก


การชักในแต่ละวงรอบจะประกอบด้วยอาการที่แสดงก่อนการชัก(Preictus)สัตว์ มักจะแสดงพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น กระวนกระวาย ร้องโหยหวน เห่ามากกว่าปกติ ปัสสาวะเรี่ยราด น้ำลายไหล หลบในที่มืดซึ่งมักพบมากในแมวโดยจะใช้เวลาเป็นวินาทีหรือนาทีถึงชั่วโมงก่อน ที่เข้าสู่การชัก(Ictus)ไม่มีสติ ไม่สามารถควบคุมการทรงตัวหรือกล้ามเนื้อได้ เหยียดเกร็ง ขากระตุก ถีบเท้าเหมือนถีบจักรยาน เคี้ยวปาก ซึ่งการชักจะกินเวลาเป็นวินาทีจนถึงเป็นนาทีซึ่งไม่ควรที่จะปล่อยให้ชักเป็น เวลานานเพราะจะทำให้เซลล์สมองถูกทำลายมากขึ้น ต่อมาเมื่อระยะเวลาของการชักสิ้นสุดลงก็เข้าสู่ระยะหลังชัก (Postictus) เป็นช่วงที่สมองล้าจากการชักสัตว์มักจะแสดงอาการเดินเซเดินวน ตาบอดชั่วขณะ นอนหลับเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน กินเก่ง เป็นต้น ช่วงเวลาที่เหมาะในการตรวจระบบประสาทจะเป็นช่วงเวลาในการพักก่อนที่จะเข้า สู่การชักในวงรอบต่อไป(Interictus)

สาเหตุของการชัก
แบ่งเป็น 3 สาเหตุหลักใหญ่ ได้แก่ การชักโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic epilepsy/Primary seizure) การชักที่เกิดจากรอยโรคในสมอง(Secondary seizure/Intracranial disorders) และการชักที่ไม่ได้เกิดจากรอยโรคในสมอง(Reactive seizure/Extracranial disorders)

การชักโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในสุนัขแต่พบได้น้อยในแมวมักจะสรุปว่าเกิดจากพันธุ กรรมหรือสายพันธุ์ซึ่งมักจะเกิดได้บ่อยในพันธุ์แท้ เช่น เยอรมันเชฟเฟิร์ด โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ลาบาดอร์รีทรีฟเวอร์ บีเกิ้ล ดัชชุน พุดเดิ้ล ชิห์สุ เป็นต้น พบมากในช่วงอายุ 6 เดือนถึง 6 ปี พันธุ์ใหญ่มักจะมีอาการชักที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าพันธุ์เล็กโดยชักเกร็งทั้ง ตัว ไม่รู้สึกตัว ส่วนพันธุ์เล็กมักจะรู้สึกตัวแต่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ มีอาการเบลอ สั่น เกร็ง การชักแบบนี้การตรวจระบบประสาทในช่วงการพักของการชักจะไม่พบความผิดปกติใดๆ

การชักที่เกิดจากรอยโรคในสมอง เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โครงสร้างที่ผิดรูป : โรคหัวบาตร (hydrocephalus), สมองไม่พัฒนามักพบในลูกสุนัข  ความบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือน  เนื้องอกโดยเฉพาะในแมวมักพบเนื้องอกที่เยื่อหุ้มสมอง(menigioma)  การอักเสบและการติดเชื้อ ได้แก่ ไวรัส เช่น ไข้หัดสุนัข พิษสุนัขบ้า  ช่องอกและช่องท้องอักเสบในแมว เอดส์แมว, แบคทีเรีย(พบน้อย เจอในกรณีที่ภูมิคุ้มกันต่ำ)สร้างเป็นฝีกดเบียดเนื้อสมอง, เชื้อราพบในกรณีที่มีเชื้อราในโพรงจมูก เช่น Cryptococcosisในแมว Aspergillosis, โปรโตซัว, ริกเก็ตเซีย เช่น พยาธิเม็ดเลือด เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังอักเสบที่เกิดจากการภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง เช่น โรคgranulomatous menigioencephalitis, necrotizing menigioencephalitis ในพันธุ์ปั๊ก ยอร์กเชียร์เทอร์เรีย   และสารพิษ  การชักแบบนี้พบได้ทุกช่วงอายุและพบความผิดปกติทางระบบประสาทในช่วงการพัก ของการชัก เช่น เดินวน หัวเอียง ทรงตัวไม่ได้ การชักบางส่วน เช่น เคี้ยวปาก ทำท่าไล่งับแมลง

การชักที่ไม่ได้เกิดจากรอยโรคในสมอง เกิดจากความผิดปกติในระบบอื่น ๆที่ไม่ใช่ระบบประสาท เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น น้ำตาลในกระแสเลือดต่ำกว่าระดับปกติ ได้แก่ ในลูกสุนัขเกิดจากการอดอาหารเป็นเวลานานส่วนในสุนัขแก่มักจะพบเนื้องอกของ เซลล์ที่มีหน้าที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน(Insulinoma)
โรคตับที่ทำให้ตับวายไม่สามารถทำหน้าที่เปลี่ยนของเสียแอมมโมเนียเป็นยู เรียได้(Hepatic encephalopathy) แอมโมเนียจะย้อนเข้าสู่กระแสเลือดผ่านเข้าสู่สมองทำให้ชัก หรือการเจริญของเส้นเลือดที่ผิดปกติไม่ผ่านตับ(Congenital portosystemic shunts)ทำให้ของเสียในกระแสเลือดสูงมักพบในลูกสุนัข
โรคไตเรื้อรังมีความดันโลหิตสูงทำให้สมองขาดเลือด มีภาวะปัสสาวะในกระแสเลือด(Uremia) ทำให้เลือดมีความเป็นกรด  แร่ธาตุในร่างกายที่ผิดปกติ  เช่น แคลเซียมในเลือดต่ำ โปแตสเซียมในเลือดสูง นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น สารพิษได้แก่ สารตะกั่ว ออแกโนฟอสเฟต สารให้ความหวานไซลิทอล คาเฟอีน ชอคโกแลต เอธิลลีนไกลคอล เป็นต้น สมองขาดออกซิเจนมักมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจและหลอดเลือด อุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าปกติ เช่น เป็นไข้ heat stroke  การชักแบบนี้จะมีอาการของสาเหตุที่ทำให้เกิดการชักในช่วงการพักของการชัก

การวินิจฉัย
การวินิจฉัยหาสาเหตุของการชักต้องอาศัยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
1. อายุ เพศ พันธุ์ ตัวอย่างเช่น ลูกสุนัขมักเกิดจากโครงสร้างที่ผิดปกติ การติดเชื้อ เช่น ไข้หัดสุนัข หรือน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ ส่วนสุนัขแก่มักเป็นพวกเนื้องอก   สุนัขเพศเมียเป็นมะเร็งเต้านมและมีการแพร่กระจายไปที่สมอง
2. การซักประวัติ ทำให้ทราบรูปแบบการชัก สิ่งกระตุ้นที่ทำให้ชัก เช่น อาหาร สิ่งแวดล้อม สารพิษ ยา โรคประจำตัว โรคบางอย่างที่มีผลมาจากพันธุกรรม
3.การตรวจร่างกายทั่วไปเพื่อตรวจการทำงานของระบบอื่นๆและการตรวจระบบประสาท
4.การตรวจทางห้องปฏิบัติการ : การตรวจเม็ดเลือดเพื่อดูว่ามีการติดเชื้อ การอักเสบ ค่าเอนไซม์ตับและไต น้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด ค่าอิเล็กโตรไลท์  การตรวจวิเคราะห์น้ำในสมองแลไขสันหลัง
5.การถ่ายภาพรังสีที่เห็นโครงสร้างของสมอง ได้แก่ CT scan และ MRI

การรักษา
สิ่งที่สำคัญในการรักษาคือต้องหาสาเหตุที่แท้จริงของการชักว่าเกิดจาก ความผิดปกติที่ระบบประสาทหรือฟความผิดปกติในระบบอื่นๆของร่างกาย ยาที่สำคัญที่มักใช้ระงับอาการชักคือฟีโนบาร์บิทอล(Phenobarbital) ซึ่งอาจมีการใช้ร่วมกับโปแตสเซียมโบรไมด์ในกรณีที่การใช้คือฟีโนบาร์บิทอ ลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถคุมอาการชักได้ แต่จะต้องมีการตรวจเลือดหลังจากที่กินคือฟีโนบาร์บิทอลไป 2 อาทิตย์เพื่อดูว่าระดับยาในกระแสเลือดอยู่ในระดับที่สามารถคุมการชักได้หรือ ไม่ นอกจากนียังมีไดอะซีแพม (Diazepam) ซึ่งมักใช้ในกรณีฉุกเฉินมักให้เข้าเส้นเลือดจะให้ผลได้ดีกว่าการกิน แต่บางครั้งเจ้าของจะได้รับการจ่ายยาชนิดนี้กลับไปที่บ้านเพื่อไว้ใช้สวนก้น กรณีที่สุนัขและแมวมีอาการชักที่บ้าน

สิ่งที่อยากจะบอกกับเจ้าของในการดูแลปฏิบัติสุนัขและแมวที่เป็น โรคลมชัก คืออย่าปล่อยให้สุนัขและแมวชักเป็นเวลานานเนื่องจากว่าเซลล์สมองจะถูกทำลาย มากขึ้น จะทำให้ครั้งต่อไปสุนัขและแมวจะมีอาการชักบ่อยขึ้นหรือถ้าชักนานกว่า 20 นาทีก็มีโอกาสทำให้สมองตายได้ ควรรีบนำสัตว์มาโรงพยาบาลทันทีที่มีอาการชักหรือถ้าสวนก้นด้วยไดอะซีแพม 2 ครั้ง แล้วยังไม่หยุดชัก  ให้เจ้าของคอยสังเกตอาการก่อนชัก ระหว่างชักและหลังชัก แล้วจดบันทึกความถี่ของการชักในแต่ละวันรวมถึงระยะเวลาห่างของการชักในแต่ละ วงรอบ ที่เรียกว่าปฏิทินการชักเพื่อที่จะได้รับมือสำหรับการชัก  และในระหว่างชักสิ่งสำคัญที่ต้องระวังคืออย่าให้หัวสัตว์กระแทกกับพื้นให้หา เบาะหรือผ้านิ่มปูรองและพยายามเรียกเพื่อให้สุนัขและแมวรู้สึกตัว

เรียบเรียงโดย  สัตวแพทย์หญิงนันทพร บัวแย้ม
http://www.vs.mahidol.ac.th/hospital/index.php?option=com_content&view=article&id=134:seizure&catid=35:article1&Itemid=73
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/46161964907047680/

Saturday, February 20, 2016

วิธีดูแลสุนัขในหน้าร้อน เซฟเจ้าตูบให้ไกลจากภัยอากาศร้อน


         อากาศร้อนไม่เพียงแต่จะสร้างความทรมานให้คนเท่านั้น สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน มาดูวิธีป้องกันและดูแลสุนัขหน้าร้อนกันค่ะ

          อากาศร้อนของเมืองไทยนี่มันช่างร้อนและทรมานจริง ๆ ขนาดตัวเราเองยังร้อนจนต้องอาบน้ำวันละหลายรอบ แล้วเจ้าตูบที่มีขนปกคลุมทั้งตัวจะทรมานขนาดไหน ? แล้วไม่ใช่แค่แสงแดดอันเจิดจ้าและอากาศอบอ้าวที่เจ้าตูบจะต้องเผชิญ แต่ยังมีโรคอันตรายมากมายที่มาพร้อมกับความร้อนที่สามารถทำให้เจ้าตูบช็อกจน เสียชีวิตได้ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำวิธีดูแลสุนัขในช่วงหน้าร้อน รวมถึงโรคสุนัขที่ต้องระวังในหน้าร้อนมาบอกให้รู้ จะได้นำไปใช้ดูแลเจ้าตูบได้ถูกวิธีเพื่อเตรียมรับมือกับหน้าร้อนที่กำลังจะมาถึงนี้


โรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อน 

1. ฮีทสโตรก

          โรคฮีทสโตรก หรือ โรคลมแดด เป็นอาการที่อุณหภูมิร่างกายของสุนัขสูงผิดปกติ มักจะเกิดตอนที่สุนัขออกกำลังกาย วิ่งเล่นกลางแดด ช่วงกลางวันที่มีอุณหภูมิสูง หรือถูกปล่อยไว้ในรถนาน ๆ ฉะนั้นหากพาสุนัขออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เจ้าของควรดูแลอย่างใกล้ชิด

2. ผิวหนังไหม้แดด

          ผิวของสุนัขก็สามารถโดดแดดเผาได้เหมือนกันกับคน โดยเฉพาะสุนัขที่มีขนสีขาวและบาง ซึ่งโรคนี้มักจะทำให้เกิดอาการคัน ผิวหนังลอก ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการทาครีมกันแดดสำหรับเด็กหรือสุนัขโดยเฉพาะ โดยทาบริเวณหาง หู จมูก และหลัง

3. เท้าไหม้

          ทางเดิน ถนน หาดทราย สามารถแผดเผาเท้าของเจ้าตูบให้ไหม้ได้ ถ้าจะพาพวกมันไปเดินเล่นควรพาไปตอนเช้าหรือตอนเย็นที่มีแดดอ่อน ๆ หลีกเลี่ยงช่วงที่มีแดดจัด นอกจากนี้ก่อนที่จะพาออกไปข้างนอกควรจะวัดอุณหภูมิเสียก่อน โดยใช้มือวางลงบนพื้นถนนหรือทางเดิน 30 วินาที ถ้าแสบมือแสดงว่ายังพาออกไปไม่ได้ ควรรอให้อากาศเย็นกว่านี้อีกหน่อย

4. ภาวะร่างกายขาดน้ำ

          เมื่อมีอุณหภูมิร่างกายสูง สุนัขจะระบายความร้อนด้วยการหอบหายใจ และนั่นก็อาจจะทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำได้ ซึ่งสังเกตอาการได้จากจมูกและเหงือกจะแห้ง กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีวิธีป้องกันก็คือนำน้ำใส่ถ้วยวางไว้บริเวณที่สุนัขสามารถดื่มได้สะดวก ส่วนการให้อาหารเหลวแทนอาหารเม็ดก็ช่วยได้เช่นกัน

5. แมลงและเห็บหมัด

          ช่วงหน้าร้อนจำนวนของเห็บ หมัด ยุงและแมลงต่าง ๆ จะพุ่งสูงเป็นพิเศษ สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดสเปรย์กันแมลง รวมถึงการรักษาความสะอาดและอาบน้ำให้สุนัขอย่างสม่ำเสมอ

6. โรคภูมิแพ้

          หมัด เชื้อรา เกสรดอกไม้ รวมถึงสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ มักจะมากับอากาศร้อน โรคภูมิแพ้จะทำให้สุนัขเกิดอาการคันตามผิวหนังอย่างรุนแรง ทั้งยังมีอาการไอ จาม และรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงด้วยการไม่พาพวกมันเข้าใกล้พื้นที่ที่มีโอกาสได้รับ เชื้อเหล่านี้


วิธีป้องกันและดูแล 

        1. ห้ามปล่อยสุนัขไว้ในรถตามลำพัง ถึงแม้ว่าจะเปิดกระจกไว้ก็ตาม เพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะฮีทสโตรกได้
       
        2. นำน้ำใส่ชามหรือถ้วยเอาไว้ให้เจ้าตูบ ตั้งไว้ในร่ม หมั่นคอยเติมน้ำบ่อย ๆ อย่าให้ขาด ที่สำคัญต้องเป็นน้ำดื่มที่สะอาดและเย็น

        3. สุนัขที่มีอายุเยอะจะอ่อนไหวและเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ที่มากับอากาศร้อนเป็นพิเศษ จึงควรระมัดระวังและคอยสังเกตอาการของสุนัขอยู่เสมอ

        4. ทำสระน้ำให้แช่น้ำเล่น โดยนำน้ำใส่สระยางพลาสติก ระดับน้ำไม่ต้องสูงสัก 2–3 นิ้วก็พอ นำไปไว้ในที่ร่มพร้อมเติมน้ำแข็งก้อนทำให้น้ำเย็น เพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกายของสุนัขให้ลดลง

        5. ถ้าเจ้าตูบไม่สามารถอยู่ในห้องแอร์ได้ให้เปิดพัดลมแทน

        6. พาไปออกกำลังกายในตอนเช้าและตอนเย็นที่อากาศไม่ร้อนเท่านั้น

        7. ไม่ควรตัดขนสุนัขในหน้าร้อน เพราะขนของสุนัขจะช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ถ้าตัดหรือโกนจนสั้นผิวหนังของสุนัขจะโดนแดดเผาได้ง่ายขึ้น

          ถึงแม้เจ้าตูบจะมีกลไกรักษาอุณหภูมิร่างกาย แต่ในบางกรณีแล้วเจ้าตูบก็ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และเมื่อเกิดโรคหรือภาวะที่เป็นอันตรายพวกมันก็ไม่สามารถบอกเราได้อีกเช่น กัน ฉะนั้นเราซึ่งเป็นเจ้าของจึงต้องคอยสังเกตอาการ ถ้าพบอาการเหล่านี้ควรทำการรักษาเบื้องต้นและพาไปหาสัตวแพทย์ทันที


ขอขอบคุณข้อมูลจาก Cesar’s way, Love that pet, Pet MD และ  Web MD

http://pet.kapook.com/view141814.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/220676450463123133/

Tuesday, January 26, 2016

นายจ๋าหมาหนาว ! 5 วิธีดูแลหมายามหน้าหนาวมาเยือน


            แม้หมาจะมีขนไว้ให้ความอบอุ่น แต่ลมหนาวขนาดนี้ก็อาจช่วยไม่ได้นัก มาดูพร้อม ๆ กันค่ะว่าเราจะให้ความอบอุ่นยามหมาหนาวได้อย่างไรบ้าง

             ในช่วงสิ้นปีที่มีอากาศเย็นจับใจแบบนี้สุนัขของเราคงจะรู้สึกหนาวไม่แพ้กัน โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์เล็กหรือขนสั้น อย่างเช่น แจ็ค รัสเซลล์ ชิวาวา บีเกิล ดังนั้นเจ้าของส่วนมากมักจะหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ให้กับสุนัขของตัวเอง เพื่อบรรเทาความหนาวเหน็บเหล่านั้น และป้องกันโรคต่าง ๆ ที่จะตามมา ได้แก่ โรคปอดบวม โรคไข้หวัด หรือโรคผิวหนังอักเสบ ถ้าเช่นนั้น เรามาดูวิธีดูแลและรักษาสุขภาพของสุนัขให้แข็งแรงตลอดหน้าหนาวกันดีกว่า

1. เสื้อผ้าและวิธีสวมใส่ที่ถูกต้อง

             ทั้งนี้เสื้อผ้าที่คุณนำมาสวมใส่กันหนาวให้กับสุนัข ไม่ควรจะดูที่สีสันหรือความสวยงามภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะพิจารณาลักษณะและความหนาของเนื้อผ้าด้วย เสื้อผ้าของสุนัขที่เหมาะสมที่สุดสำหรับหน้าหนาวแบบนี้ก็คือ เสื้อที่มีคอทรงสูง อย่างเช่น เสื้อคอเต่า หรือเสื้อที่สามารถคลุมตั้งแต่โคนหางจนถึงลำคอของสุนัข นอกจากนี้แล้วควรสวมถุงเท้าให้กับเจ้าสี่ขาของคุณด้วยนะคะ เพราะพื้นภายในบ้านของคุณก็คงจะเย็นไม่น้อยเหมือนกัน อีกทั้งถุงเท้ายังช่วยปกป้องเท้าของสุนัขจาก จากสิ่งสกปรก ของมีคม สารเคมีต่าง ๆ รวมไปถึงโรคเท้าอักเสบ

 2. พาสุนัขไปออกกำลังกาย

             นอกจากนี้ การสวมเสื้อผ้าให้กับสุนัขเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ ดังนั้น ในเวลาที่มีอากาศหนาวแบบนี้ควรจะพาสุนัขของคุณไปออกกำลังกายด้วยน่าจะดีกว่า โดยการพาออกไปวิ่งเล่นบ้าง ในระหว่างนั้นหากิจกรรมเสริมให้กับสุนัขด้วยเพื่อความสนุกสนาน อย่างเช่น การโยนลูกบอลหรือจานร่อนแล้วให้สุนัขคาบกลับมาคืน เป็นต้น ทั้งนี้ควรให้สุนัขควรให้สุนัขทานน้ำสักเล็กน้อยก่อนออกกำลังกายด้วย และเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและสุนัขควรจะใส่สายจูงเอาไว้จะดีกว่า

 3. ลดความถี่ในการอาบน้ำให้สุนัขลง

             ในกรณีที่คุณต้องการทำความสะอาดร่างกายให้กับสุนัข ควรใช้น้ำอุ่นและเช็ดให้แห้งทันทีหลังการอาบน้ำ ความถี่ของการอาบน้ำให้กับสุนัขไม่ควรเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะหากอาบน้ำให้กับสุนัขมากเกินไปจะลดปริมาณน้ำมันบนผิวหนัง ทำให้ผิวหนังและเส้นขนแห้ง และเกิดอาการคันสาเหตุหลักของโรคผิวหนังอักเสบ หากคุณจำเป็นต้องทำความสะอาดสุนัขบ่อยครั้งควรเปลี่ยนเป็นใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น บิดหมาด ๆ เช็ดตัวจะดีกว่า

 4. เน้นให้อาหารที่มีโปรตีนสูง

             เรื่องการให้อาหารของสุนัขสำคัญไม่แพ้กันเลย เพราะในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นแบบนี้ควรเน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง เพื่อช่วยเสริมสร้างความอบอุ่นและช่วยเสริมสร้างพลังงานให้กับร่างกาย ไม่เพียงเท่านั้นยังเป็นประโยชน์ต่อการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กับสุนัขอีก ด้วย

 5. เช็คประวัติสุขภาพของสุนัข

             ที่สำคัญอย่าลืมตรวจเช็กประวัติการฉีดวัคซีน และพาสุนัขของคุณไปตรวจสุขภาพประจำปีด้วย เพื่อเช็กความแข็งแรงทั้งร่างกายภายนอกและระบบภายในร่างกายของสุนัข โดยเฉพาะไวรัสที่มาของโรคต่าง ๆ อย่างเช่น โรคไข้หวัด โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ โรคไข้หัดสุนัข เพราะไวรัสเหล่านี้อาจะเป็นอันตรายถึงชีวิต อีกทั้งการฉีดวัคซีนยังช่วยลดอัตราการเป็นโรคแทรกแซงอื่น ๆ อีกด้วย


http://pet.kapook.com/view53002.html


Friday, August 21, 2015

เมื่อน้องหมาเป็นโรคพยาธิเม็ดเลือด!



        เชื่อว่าในหมู่คนเลี้ยงน้องหมาคงเคยได้ยินเรื่องโรคพยาธิเม็ดเลือดมาพอสมควร พยาธิเม็ดเลือจัดเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ซึ่งในสุนัขมีทั้งหมด 3 ชนิด โดยแต่ละชนิดจะอาศัยอยู่ในเม็ดเลือดแตกต่างกันไป แต่ วันนี้จะขอกล่าวถึงพยาธิเม็ดเลือดที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย ซึ่งนั่นคือ ชนิด Ehrlichia canis หรือเรียกกันย่อๆ ว่า E. Canis พยาธิเม็ดเลือดชนิดนี้พบได้ในสุนัขทุกเพศ ทุกพันธุ์ ทุกอายุ โดยมีพาหะนำโรคคือ เห็บ นั่นเอง

          ทั้งนี้ หลายท่านก็แอบสงสัยว่าน้องหมาของตัวเองไม่มีเห็บเลย แต่ทำไมถึงเป็นโรคนี้ได้ อาจเพราะมีจำนวนไม่มากพอ เราจึงไม่เห็นมากกว่า หรืออาจจะเป็นช่วงที่เห็บลงจากตัวน้องหมาไปลอกคราบ หรือลงไปวางไข่พอดี ทำให้เราไม่เจอเห็บบนตัวสุนัขก็เป็นได้ และการเป็นโรคพยาธิในเม็ดเลือดนั้น ไม่จำเป็นต้องมีเห็บเยอะหรือหลายๆ ตัว แม้มีแค่ตัวเดียว แต่ถ้าตัวที่มากัดมีพยาธิเม็ดเลือดอยู่ ก็สามารถเป็นโรคได้แล้ว

          เมื่อเห็บดูดเลือดจากสุนัขที่มีเชื้อ E. Canis เข้าไป เชื้อจะเข้ามาอยู่ในตัวเห็บ จากนั้นถูกปล่อยออกไปกับน้ำลายของเห็บขณะที่กินเลือดสุนัขอีกตัว เมื่อเข้าร่างกายสุนัขแล้ว พยาธิจะอาศัยอยู่ในเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์ และลิมโฟไซต์ และมีระยะฟักตัว 8-20 วัน ก่อนจะปรากฎอาการ

อาการ

          สำหรับอาการที่พบทั่วไปมี 2 ระยะ คือ แบบเฉียบพลัน (1-4 สัปดาห์) สุนัขจะมีไข้ขึ้นๆ ลงๆ ซึม เบื่ออาหาร ต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโต บางตัวพบว่าเลือดกำเดาไหลข้างเดียว จุดเลือดออกตามตัว จากนั้นสุนัขที่มีภูมิคุ้มกันดีจะสามารถพัฒนาภูมิคุ้มกันมาทำลายเชื้อได้

          แต่ถ้าภูมิคุ้มกันไม่ดีพอ เชื้อพยาธิเม็ดเลือดจะพัฒนาเข้าสู่อาการในแบบเรื้อรัง (40-120 วัน) ซึ่งจะมีอาการตั้งแต่ ซึม อ่อนแรง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เยื่อเมือกซีด มีไข้สูง เลือดกำเดาไหลมาก ปัสสาวะเป็นเลือด หายใจลำบาก จนถึงไขกระดูกทำงานบกพร่อง ภูมิคุ้มกันทำลายกันเอง ทำให้โลหิตจาง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำ ไตวาย ตับอักเสบ ข้ออักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และนำไปสู่การเสียชีวิตได้

การรักษาและวิธีการป้องกัน

          วิธีการรักษาส่วนใหญ่คือ การให้ยาฆ่าพยาธิเม็ดเลือดและการรักษาตามอาการ โดยจะต้องรักษาต่อเนื่อง อย่างน้อย 3-4 สัปดาห์ ร่วมกับตรงจเลือดเพื่อประเมิณค่าเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดเป็นระยะ และต้องติดตามผลต่ออีก 6 เดือน ถึง 1 ปี

          การป้องกันพยาธิเม็ดเลือดนั้นจะต้องอาศัยการเอาใจใส่ดูแลจากเจ้าของ โดยการป้องกันการติดเห็บ ปัจจุบันมีหลายวิธีและหลายผลิตภัณฑ์มาให้เลือกตามความเหมาะสม เช่น ตามลักษณะพื้นที่อยู่อาศัยและลักษณะการเลี้ยง เป็นต้น นอกจากนี้ควรตรวจเลือดน้องหมาอย่างน้อยปีละครั้งด้วยค่ะ


แหล่งที่มา   โลกสัตว์เลี้ยง, http://pet.kapook.com/view1453.html

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/218354281907196808/

Thursday, July 16, 2015

รู้จักโรค และป้องกัน วีธีดูแลสุนัขตัวโปรด


          ยังคงเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง สำหรับปัญหาเกี่ยวกับ "สุนัข" บ้างกัดคนตาย บ้างถูกจับขายเพื่อเป็นอาหาร และส่วนใหญ่ก็คือ การนำไปปล่อยในที่สาธารณะ สัตว์เลี้ยงยอดฮิตจึงถูกนำเสนอในแง่ของปัญหาสุนัขจรจัด ที่สร้างภาระหนักให้กับมูลนิธิสงเคราะห์สัตว์ต่าง ๆ มากมาย

          แต่ละข่าว พานทำให้หัวใจคนนำเสนอข้อมูลให้ผู้อ่านรักสัตว์ เลี้ยงสัตว์ ห่อเหี่ยวตามไปด้วย และยิ่งน่าห่วงไปอีก เมื่อสอบถามไปยังผู้รับเลี้ยงแล้วทราบว่า สาเหตุแห่งการพรากจากเจ้าของไม่ใช่แค่รูปร่างที่ผิดเพี้ยนไป ไม่น่ารักสดใสเหมือนตอนยังเป็นสุนัขวัยเด็ก หรือกลายเป็นสุนัขพิการจากอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ปัญหาการดูแล สุขภาพของสุนัขที่เกิดจากการละเลยของผู้เลี้ยง กลายเป็นจุดเล็ก ๆ ที่สร้างปัญหาสังคมที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเกิดจากการขาดความรู้เรื่องการดูแลสุนัขที่เหมาะสม

          สำหรับผู้เลี้ยงมือใหม่ เมื่อตัดสินใจเลือกหาสัตว์มาเลี้ยงแล้ว สิ่งที่วนเวียนอยู่ในความคิดอาจมีเพียง ต้องให้อาหารอย่างไรดี หรือถ้าเป็นยุคนี้หลายคนคิดเลยไปถึงการหาเสื้อผ้ากิ๊บเก๋ให้สุนัขน่ารัก น่าอุ้มที่สุด แต่สุขภาพที่ดีภายนอกไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ก็ย่อมเกิดจากภายใน ดังนั้น นอกจากการให้อาหารที่ดี มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมกับวัยของสัตว์แล้ว การป้องกันโรคเบื้องต้น ยังนับเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เลี้ยงควรคำนึงถึงอย่างยิ่ง โดยโรคที่เกิดขึ้นมากและจำเป็นต้องให้สุนัขได้รับการฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวสัตว์ ได้แก่

 โรคพิษสุนัขบ้า

          โรคนี้คงไม่ต้องให้สาธยายถึงความร้ายกาจ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า มีอันตรายถึงชีวิตทั้งคนและสัตว์ ติดต่อผ่านการสัมผัสน้ำลายของสัตว์ป่วย เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า "เรบีส์ ไวรัส" ก่อให้เกิดอาการต่างๆ ที่เป็นผลจากการอักเสบของเนื้อเยื่อประสาทและสมอง แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาสัตว์ที่ติดเชื้อแล้วให้หายได้ แต่การป้องกันมิให้สุนัขเป็นบ้า สามารถทำได้โดยง่ายด้วยการฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี เข็มแรกให้ฉีดเมื่อสุนัขมีอายุ 12 สัปดาห์ แมวก็เช่นเดียวกัน จากนั้นควรฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันเมื่ออายุ 16 สัปดาห์ และฉีดวัคซีนป้องกันเป็นประจำทุกปี

 โรคลำไส้อักเสบในสุนัข

          เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในสุนัขจากเชื้อที่มีชื่อว่า "พาร์โวไวรัส" มักเกิดขึ้นมากในลูกสุนัข ทั้งในสุนัขพันธุ์เล็กจนถึงพันธุ์ใหญ่ เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นง่ายในภาวะแวดล้อมที่มีการรวมกลุ่มของสุนัข จำนวนมาก เบื้องต้นสุนัขติดเชื้อจะมีอาการท้องเสียหลังติดเชื้อประมาณ 1-2 สัปดาห์ อาจกลายเป็นหมาซึม เบื่ออาหาร อาเจียน หากถึงขั้นรุนแรงก็อาจมีเลือดปนและเสียชีวิต เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบภายในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์

          ชื่อโรคอาจดูไม่รุนแรง แต่ผลของมันอันตรายถึงชีวิต ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรง ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบ เข็มแรกฉีดตอนสุนัขอายุ 6 สัปดาห์ อีก 2 สัปดาห์ ฉีดกระตุ้นอีกครั้ง มีสัตวแพทย์แนะนำอีกว่าเมื่อถึงวัย 10 สัปดาห์ และ 16 สัปดาห์ ก็ควรฉีดซ้ำเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เพราะเป็นโรคติดเชื้อที่สำคัญ

 โรคไข้หัดสุนัข

          เป็นโรคที่เกิดจากสุนัขติดเชื้อไวรัส "ดิสเทมเปอร์ ไวรัส" แสดงอาการมีไข้ น้ำมูก น้ำตาซึม เบื่ออาหาร ท้องเสีย กล้ามเนื้อกระตุก เดินเซ อาจถึงขั้นเป็นอัมพาต และมักเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ถึงขั้นรุนแรง แต่เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หัดสุนัขมีหลายสายพันธุ์ มีทั้งไม่แสดงอาการ และทำให้เกิดโรคอย่างฉับพลัน และบางสายพันธุ์ทำให้สุนัขผอมแห้ง ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ หากสุนัขมีอาการผิดปกติ จึงควรนำส่งสัตวแพทย์เพื่อตรวจรักษา รวมถึงจัดการสถานที่เลี้ยงให้สะอาด แยกสุนัขป่วยออกจากสุนัขปกติ เพราะติดเชื้อได้ทั้งทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ

          โรคนี้พบมากในลูกสุนัขช่วงอายุระหว่าง 3-6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่ลดลง ควรให้วัคซีนป้องกันโรคเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสุนัขอายุ 6 สัปดาห์ ฉีดอีกครั้งเมื่อถึงวัย 8 สัปดาห์ หรือตามสัตวแพทย์กำหนด และควรฉีดซ้ำเป็นประจำทุกปี

 โรคหวัดและหลอดลมอักเสบติดต่อ

          ถ้าเปรียบเทียบกับคน โรคนี้ก็อาจไม่น้อยหน้าโรคหวัด 2009 เพราะเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายมาก แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว เพียงสัมผัส หรือหายใจเอาละอองเชื้อโรคที่สัตว์ป่วยไอออกมา อาการแรกเริ่มเหมือนสุนัขเป็นหวัด มีน้ำมูกใส ขี้ตาแฉะ แต่ต่อมาน้ำมูกจะเริ่มข้นขึ้นมีสีเหลืองปนเขียว และมีอาการไอเสียงแหบเป็นพักๆ และจะไอถี่ขึ้น สุนัขบางตัวอาจจะมีไข้สูง เบื่ออาหาร โดยมากสุนัขที่ติดเชื้อแล้วไม่ตาย เพราะติดเชื้อนี้จะตายเพราะเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรง เนื่องจากภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง เช่น โรคปอดบวม เป็นต้น

          โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อทั้งจากไวรัสและเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด หากติดเชื้อต้องรีบรักษา แต่วิธีที่ดีก็คือการป้องกันโดยการฉีดวัคซีนให้สุนัข ตั้งแต่อายุ 4 สัปดาห์ ฉีดซ้ำอีกครั้งใน 2 สัปดาห์ ถัดมา

 โรคตับอักเสบติดต่อในสุนัข

          เกิดจากไวรัสชนิดที่เกิดเฉพาะในสุนัข จึงไม่ติดต่อถึงคนและสัตว์อื่น (นอกจากหมี) หากสุนัขติดเชื้อจะมีอาการไข้สูง กระหายน้ำมาก ตาเหลือง เหงือกซีด แสดงอาการเจ็บเมื่อสัมผัสท้อง อาเจียน ท้องเสีย บางครั้งอาจจะมีเลือดปน เพราะถูกไวรัสไปโจมตีโดยตรงที่ตับและผิวด้านในของหลอดเลือด ทำให้ตับอักเสบจนกระทั่งถึงตับวายได้ในที่สุด โรคนี้เกิดกับสุนัข ได้ทุกอายุ ตั้งแต่แรกเกิด ในสุนัขโตส่วนมากจะมีอาการไม่รุนแรง มีไข้ต่ำ เบื่ออาหาร อาเจียน ตาไม่สู้แสงก็อาจเกิดผลรุนแรงได้เช่นกัน

          โรคตับอักเสบนี้สุนัขสามารถติดได้โดยตรงจากสุนัขที่ติดเชื้อ หรือจากสารคัดหลั่งของสุนัขตัวที่ติดเชื้อ มีผู้เลี้ยงมือใหม่หลายรายต้องเสียลูกสุนัขที่เพิ่งซื้อจากแหล่งแออัด เพราะติดโรคไวรัสตับอักเสบ ดังนั้น ลูกสุนัขจึงควรมีชีวิตอยู่ในสถานที่ที่สะอาดปลอดโปร่ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และควรมีภูมิคุ้มกันโดยได้รับวัคซีนตั้งแต่อายุ 8 สัปดาห์ และกระตุ้นอีกครั้ง เมื่ออายุ 10 สัปดาห์


 โรคเลปโตสไปโรซีส

          โรคนี้คุ้นหูกันมากในชื่อของ "โรคฉี่หนู" แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าโรคนี้สามารถแพร่เชื้อสู่คนและสัตว์ชนิดอื่น ๆ ได้

          โดยติดเชื้อจากการปนเปื้อนกับปัสสาวะของสัตว์ป่วยผ่านพาหะนำโรคอย่างหนู หากสุนัขติดเชื้อจะแสดงอาการมีไข้สูง อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด กระหายน้ำมาก ดีซ่าน เจ็บปวดในช่องท้อง บางรายอาการหนักอาจถึงชีวิต ซึ่งดูไม่แตกต่างกับอาการของคนที่ติดโรคฉี่หนู แต่สุนัขไม่สามารถบอกผู้เลี้ยงได้เอง ต้องอาศัยความใส่ใจและการสังเกตจากผู้เลี้ยงเป็นหลัก

          ปัจจุบัน มีรายงานพบว่า โรคนี้ติดต่อมาสู่คนได้โดยมีสุนัขเป็นพาหะนำโรคเสียเอง ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงไม่ควรละเลยโรคนี้ สุนัขทุกตัวภายในความดูแลควรได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันก่อนเกิดโรค โดยฉีดเข็มแรกให้กับสุนัขอายุ 8 สัปดาห์ และกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 10 สัปดาห์ หรือตามสัตวแพทย์กำหนด

 โรคพยาธิ

          พยาธิสารพัดชนิดอาจอยู่ในตัวสุนัขแสนรักชนิดที่ไม่สามารถคาดเดาที่มาและ ปริมาณที่มันกระดึ๊บๆ อยู่ในตัวสุนัขได้ อันตรายจากพยาธิโดยมากคือ "พยาธิภายใน" ส่งผลตรงต่อระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นพยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย รวมถึงพยาธิตัวตืด มักจะทำให้สุนัขท้องเสีย ส่งผลต่อถึงสุขภาพที่อ่อนแอ ไม่แข็งแรง ลูกสุนัขที่ติดพยาธิมักพบว่าท้องป่อง กรณีที่ติดพยาธิมากๆ ก็มักพบพยาธิดังกล่าวออกมากับอุจจาระ และเสี่ยงมากที่จะแพร่กระจายพยาธิไปสู่สิ่งแวดล้อมและติดต่อมายังคนได้ หรือสัตว์ตัวอื่น ดังนั้น สุนัขจึงควรได้รับการถ่ายพยาธิอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ หรืออย่างน้อยทุกๆ 6 เดือน

          แต่พยาธิอีก 2 ชนิด ที่ผู้เลี้ยงต้องพึงระวังย่างยิ่งก็คือ "พยาธิหนอนหัวใจ" และ "พยาธิเม็ดเลือด" ที่มี "ยุง" และ "เห็บ" เป็นพาหะนำโรค ซึ่งสุนัขในเมืองไทยนับว่าเป็นสัตว์ที่สุ่มเสี่ยงต่อโรคนี้เป็นอย่างมาก เพราะมีพาหะนำโรคกระจายอยู่ทั่วทุกแห่ง ดังนั้น สุนัขจึงควรได้รับยาป้องกัน ซึ่งปัจจุบันมีเวชภัณฑ์ที่ผู้เลี้ยงสามารถเลือกใช้ได้ มีทั้งยาฉีด ยากิน หรือยาหยดผ่านผิวหนัง แต่ควรได้รับคำปรึกษาจากสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นการดีที่สุด

          ทุกโรคที่กล่าวมา สามารถป้องกันได้ตามที่กล่าวทั้งสิ้น แต่ผู้เลี้ยงจำนวนมากมองโรคและการป้องกันโรคเหล่านี้ว่าเป็น "ภาระ" เนื่องจากวัคซีนแต่ละเข็มมีค่าใช้จ่าย แต่อาจลืมคิดไปว่าเมื่อถึงคราวสุนัขป่วย ค่ารักษาพยาบาลกลับทวีค่ามากกว่าราคาวัคซีนหลายเท่าตัว ทางออกที่หลายคนปฏิบัติก็คือ ปล่อยให้สุนัขอ่อนแอ พิการ และทนทรมานกับโรคต่อไป หากวันใดที่ตนเองทนดูไม่ไหวก็ปล่อยให้สุนัขเป็นภาระผู้อื่นไป หรือไม่ก็ปล่อยให้มัน "ตายคาตา"... 


          โปรแกรมวัคซีนสุนัข มาตรฐานกลางจาก สมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย

 อายุสุนัข /4 สัปดาห์

          วัคซีนป้องกันโรคหลอดลมอักเสบติดต่อ (หากสัตวแพทย์พิจารณาว่าสัตว์มีความเสี่ยงต่อโรค)

 อายุสุนัข/6 สัปดาห์

          วัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัขและวัคซีนลำไส้อักเสบติดต่อ

 อายุสุนัข / 8 สัปดาห์

          วัคซีนรวมป้องกันโรคลำไส้อักเสบ ไข้หัดสุนัข ตับอักเสบ เลปโตสไปโรซีส ครั้งที่ 1

 อายุสุนัข / 10 สัปดาห์

          วัคซีนรวมป้องกันโรคลำไส้อักเสบ ไข้หัดสุนัข ตับอักเสบ เลปโตสไปโรซีส ครั้งที่ 2

 อายุสุนัข / 12 สัปดาห์

          วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ครั้งที่ 1 (หากสัตว์ที่มีความเสี่ยงสูง อาจทำก่อนเวลาและทำซ้ำเมื่ออายุครบ12 สัปดาห์)

 อายุสุนัข / 16 สัปดาห์

          วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ครั้งที่ 2

 อายุสุนัข / 24 สัปดาห์

          ฉีดวัคซีนกระตุ้นป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

 อายุสุนัข / ทุก 1 ปี

          ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกโรค ปีละ 1 ครั้ง (วัคซีนรวม 1 เข็ม)

          ใน การพาสุนัขไปฉีดวัคซีนแต่ละครั้ง ผู้เลี้ยงควรสังเกตอาการต่างๆ ทั้งก่อนและหลังฉีดวัคซีน เพื่อให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีหากสุนัขมีการอาการแพ้ โดยส่วนมากสุนัขที่เพิ่งได้รับวัคซีนอาจมีไข้อ่อนๆ ผู้เลี้ยงจึงควรงดการอาบน้ำ 7 วัน และดูแลไม่ให้สุนัขไปเล่นน้ำหรือตากฝน หลีกเลี่ยงการนำสุนัขไปยังพื้นที่เสี่ยง และควรนำลูกสุนัขไปรับวัคซีนกระตุ้นให้ครบและตรงตามโปรแกรมที่สัตวแพทย์แนะ นำอย่างเคร่งครัด เพื่อสุขภาพที่ดีของสัตว์แสนรักของผู้เลี้ยงเอง



คอลัมน์ เทคโนฯ สัตว์เลี้ยง
โดย อุราณี ทับทอง
แหล่งที่มา เทคโนโลยีชาวบ้าน, http://pet.kapook.com/view5408.html
เครดิตภาพ  http://www.englishlabpuppy.com/blacklabenglishpups.htm