Showing posts with label พุดเดิ้ล (Poodle). Show all posts
Showing posts with label พุดเดิ้ล (Poodle). Show all posts

Friday, May 17, 2013

พุดเดิ้ล สุนัขแสนฉลาด






         สุนัข พุดเดิ้ล ได้ชื่อว่าเป็น สุนัข ที่มีความนิยมอันดับหนึ่งของโลก และขึ้นชื่อว่าฉลาด ฝึกง่าย สอนง่าย ขี้อ้อน และประจบเก่งเป็นที่สุด แถมยังอดทนไม่ขี้แย เลี้ยงง่าย แม้จะปากเปราะไปบ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นหมาที่เห่าไม่รู้เรื่อง ยิ่งในบ้านเรา พุดเดิ้ล สายพันธุ์นิยมเลี้ยงกันคือ พุดเดิ้ลทอย มันกลายเป็นหวานใจตัวจ้อยของหลายๆ ครอบครัว เพราะขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แถมยังมีลักษณะเป็นเหมือนเหมือนตุ๊กตาที่มีชีวิต สดใสมีชีวิตชีวา มีนิสัยรักสวยรักงาม ชอบเสริมสวย ชอบเที่ยว และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้เร็ว

          พุดเดิ้ล (Poodle) มีถิ่นกำเนิดในประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 แต่ไม่สามารถสรุปแน่ชัดว่าต้นกำเนิดจริงๆ เป็นประเทศเยอรมนีหรือประเทศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ประเทศต่างนิยมเลี้ยง พุดเดิ้ล ไว้เพื่อใช้งาน "เก็บของในน้ำ" เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็คือ "นกเป็ดน้ำ" ที่ชาวไร่ชาวนายิงได้

          ในประเทศเยอรมนี พุดเดิ้ล ถูกเรียกว่า "Pudel" หรือ "Pudelin" ซึ่งแปลว่า "กระโดดน้ำ" (สันนิษฐานกันว่าชื่อ Poodle ในภาษาอังกฤษที่เราเรียกกันนั้นก็น่าจะมีรากศัพท์มาจากคำว่า Pudel หรือ Pudelin ส่วนในประเทศฝรั่งเศส พุดเดิ้ลเป็นที่นิยมอย่างสูงมากจนได้การยกย่องให้เป็นสุนัขประจำชาติ ที่นี่...พวกมันมีฉายาว่า "Caniche" ซึ่งมีรากศัพท์มาจาก "chien canard" แปลว่า "สุนัขล่าเป็ด"

          และเนื่องจากถูกเลี้ยงไว้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้งาน การตัดขนของ พุดเดิ้ล ในสมัยแรกๆ จึงถูกออกแบบให้เหมาะสมกับการว่ายน้ำเป็นหลัก ไม่เน้นไปที่ความสวยงาม แต่อย่างที่รู้ๆ กันว่าฝรั่งเศสนั้นเป็นศูนย์กลางแห่งแฟชั่นและศิลปะนานาชนิด ในเวลาต่อมาการตัดแต่งทรงขนของ พุดเดิ้ล จึงได้เกิดการพัฒนาเป็นทรงต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้ สุนัข พุดเดิ้ล น่าหลงใหลมากขึ้นเป็นทวีคูณ

 
        ลักษณะสายพันธุ์ สุนัข พุดเดิ้ล

          พุดเดิ้ล ถูกจัดอยู่กลุ่ม สุนัข ที่ไม่ใช้ในเกมกีฬา (Non sporting Group) เป็นสุนัขประเภทสวยงาม ปากเรียวยาว ดวงตากลมโต หูห้อยลงมาปิดแก้ม ขนดกและหยิกชนิดติดหนัง ขนสั้นและเงางาม ขนค่อนข้างละเอียด เรียบ หยาบเล็กน้อยและไม่มีขนปุกปุย สีขนมีตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลแก่ มีขนสีขาวแต้มบริเวณหน้าอกเรียกว่า สตาร์ ข้อเท้า และปลายหาง อาจจะมีจุดสีขาวเล็กน้อยบริเวณใบหน้า จมูกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อมันตกใจ

          สุนัข พุดเดิ้ล แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

          1. พุดเดิ้ลทอย (Toy Poodle) เป็นพุดเดิ้ลขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 12 นิ้ว หนักประมาณ 6 กิโลกรัม

          2. พุดเดิ้ล มินิเจอร์ (Miniture Poodle) เป็นพุดเดิ้ลขนาดกลาง สูงประมาณ 11-15 นิ้ว หนักประมาณ 11 กิโลกรัม

          3. พุดเดิ้ล สแตนดาร์ด (Standard Poodle) เป็นพุดเดิ้ลขนาดใหญ่ สูงประมาณ 18-22 นิ้ว หนักประมาณ 20 กิโลกรัม

          แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์ของ พุดเดิ้ล ให้เล็กลงไปอีก จนได้ขนาด พุดเดิ้ล น้องใหม่ที่มีชื่อว่า พุดเดิ้ลทีคัพ (Tea-Cup Poodle) เป็นขนาดเล็กที่สุดในตระกูล พุดเดิ้ล จะมีส่วนสูงไม่เกิน 8 นิ้ว และน้ำหนักจะอยู่ที่ประมาณ 2.5-3.5 กิโลกรัมเมื่อโตเต็มที่ พุดเดิ้ลทีคัพ นี้แม้ยังไม่ได้รับการรับรองจากสถาบันสุนัขใดๆ แต่สำหรับกลุ่มผู้เลี้ยง พุดเดิ้ล แล้วกลับตรงกันข้าม เพราะ พุดเดิ้ลทีคัพ กลายเป็นที่นิยมไปทั่วและเป็นที่ต้องการอย่างสูง แม้ว่าจะมีราคาค่าตัวที่แพงลิบลิ่ว

          อย่างไรก็ตาม พุดเดิ้ล ทั้งหลายที่กล่าวมาจะมีมาตรฐานสายพันธุ์ที่เหมือนกันหมด ทั้งสภาพขน สี นิสัยใจคอ และอื่นๆ จะต่างกันตรงที่ "น้ำหนัก" และ "ความสูง" เท่านั้น

          ถ้าพูดถึงเรื่องนิสัยใจคอของเจ้า พุดเดิ้ล ทุกขนาด จะเป็น สุนัข ที่น่าหยิกน่าหมั่นไส้ แสนประจบ ซน และขี้เล่น พุดเดิ้ล พันธุ์เล็กกับ พุดเดิ้ลทอย จะไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้า และมีความอดทนกับเด็กน้อยกว่าพันธุ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม พุดเดิ้ล เป็นสุนัขที่ฝึกง่าย สั่งให้ทำอะไรก็ทำ ซึ่งคุณก็ควรฝึกสอนตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วคุณจะเห็นว่ามันมีความสามารถในการทำตามคำสั่งที่ยอดเยี่ยมทีเดียว ข้อเสียของมันก็คือมันมีนิสัยชอบเห่า แต่คงเพราะตัวเล็กไปหน่อยจึงได้แต่เห่าอย่างเดียว ทำอะไรใครไม่ได้

 
        อาหารและการดูแล สุนัข พุดเดิ้ล

          อาหารการกินของ สุนัข พุดเดิ้ล ควรให้เป็นอาหารสำเร็จรูปจะดีที่สุด อาหารสำเร็จรูปนั้นมีอยู่หลายสูตรด้วยกัน ได้แก่ อาหารสูตรลูกสุนัข อาหารสูตรสุนัขโต และอาหารสูตรสุนัขแก่ การให้อาหารก็ควรให้ตรงตามอายุและสูตร เนื่องจากสุนัขในแต่ละวัยนั้นมีความต้องการอาหารที่แตกต่างกัน อย่างเช่น ลูกสุนัข จำเป็นต้องได้รับสารอาหารจำพวกโปรตีนสูงกว่าสุนัขโต ในขณะที่ร่างกายของสุนัขโตจะต้องการอาหารประเภทพลังงานมากกว่าโปรตีน อย่างนี้เป็นต้น และปริมาณการให้อาหารก็ไม่ควรมากจนเกินไป เพราะ พุดเดิ้ล จัดเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่กินไม่มาก

          นอกจากเรื่องของโภชนาการแล้ว การให้ อาหารสุนัข ยังควรคำนึงถึงความสะอาดเป็นสำคัญ เจ้าของต้องคอยหมั่นดูแลภาชนะใส่อาหารและสถานที่กินให้สะอาดเรียบร้อยอยู่ เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคต่างๆ ที่พร้อมจะทำร้ายสุนัขของเรา ส่วนในด้านการดูแลความสะอาดของ พุดเดิ้ล จะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องหู เพราะ พุดเดิ้ล มีใบหูที่ใหญ่ หนา ห้อยปรกลงมา จึงต้องหมั่นสำรวจดูใบหูบ่อยๆ แล้วใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดให้หมดจด ซึ่งจะดีมากหากจะหยอดน้ำยาเช็ดหูเข้าไปก่อนประมาณ 5 นาทีเพื่อทำให้สิ่งสกปรกอ่อนตัว และง่ายในการเช็ดออกมา แต่ระวังอย่าแหย่สำลีลึกจนเกินไป เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อหูชั้นในได้

          นอกจากนี้ ตาก็เป็นอวัยวะสำคัญที่พบปัญหา พูเดิ้ล ส่วนใหญ่จะมีร่องน้ำตาที่เห็นได้ค่อนข้างชัด ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คราบน้ำตาหรือสิ่งสกปรกไปหมักหมมได้ง่าย เจ้าของจึงควรคอยเช็ดทำความสะอาดให้ทุกวัน เพราะหากทิ้งไว้นานๆ คราบนั้นจะฝังแน่นอย่างถาวร เช็ดไม่ออก นอกจากนั้น ยังควรหมั่นตรวจดูดวงตาของ สุนัข พูเดิ้ล ด้วยว่ามีฝ้าขาวๆ หรือรอยขีดข่วน รอยแผลบ้างหรือไม่

 
          โรคและวิธีการป้องกัน

          โรคที่มักพบใน พุดเดิ้ล จะคล้ายๆ กับชิสุ คือเรื่องตา เนื่องจากเป็นน้องหมาตาโตแบ๊ว เหมือนๆ กันจึงทำให้มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดการระคายเคืองและเป็นโรคตาได้ง่าย แต่สำหรับ พูเดิ้ล แล้วสายพันธุ์ของเขามีที่มีปัจจัยโน้มนำที่ทำให้เกิดโรคต้อกระจกได้มากกว่า สุนัขพันธุ์อื่นๆ เจ้าของสามารถสังเกตอาการป่วยของพูเดิ้ลเมื่อป่วยด้วยโรคตา สังเกตได้จากเริ่มตาแดง ตาฝ้า บางครั้งจะมีน้ำตาเอ่อ มีขี้ตามากผิดปกติ ชอบเกาตาหรือไถตากับพื้นหรือฝาผนัง ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดสุด คือ การเดินชนของ เดินขึ้นบันไดลงบันไดไม่ค่อยถนัด หาชามข้าวไม่พบ เป็นต้น ซึ่งหากพบมีอาการเหล่านี้ควรนำมาพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคและได้รับการ รักษาอย่างตรงจุด

          นอกจากโรคเกี่ยวกับตาแล้ว พุดเดิ้ล ยังมักจะมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจเป็นโรคประจำกายอีกหนึ่งโรค โรคหัวใจ มีสาเหตุมาจากความผิดปกติในโครงสร้างและหน้าที่ของหัวใจ หรือความผิดปกติของหัวใจตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งอาการของ สุนัข ที่มีปัญหา โรคหัวใจ จะมีอาการซึมเศร้า  น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือกินอาหารได้น้อยลง ท้องกาง ไอแห้งๆ และมักไอเวลากลางคืน มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนแรง หายใจลำบาก เหงือกซีด  เป็นลมหมดสติ

          ทั้งนี้ สุนัข พุดเดิ้ล ที่เป็นโรคหัวใจ สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ แต่จะต้องดูแลเรื่องการให้ยาอย่างใกล้ชิด ควรงดการออกกำลังกายหรือกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้สัตว์เหนื่อย เนื่องจากหัวใจต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น และสิ่งสำคัญคือ ระวังในเรื่องการให้อาหารและน้ำที่มีส่วนผสมของเกลือ ต้องมีปริมาณเกลือต่ำ

          นอก จากโรคที่กล่าวมานี้ ยังมีโรคอื่นๆ ที่สามารถคุกคาม พุดเดิ้ล ตัวโปรดของคุณได้ การได้รับวัคซีนต่อเนื่องอย่างที่ควรจะเป็นถือเป็นเรื่องสำคัญของ สุนัข ทุกพันธุ์ รวมทั้งอาหาร การเลี้ยงดู ความเอาใจใส่ รวมถึงสุขภาพจิต เหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้ พูเดิ้ล ของคุณเป็นสุนัขที่ดีพร้อมทั้งร่างกายและอารมณ์


แหล่งที่มา  https://sites.google.com/site/swinemaejo61/family-profiles

Saturday, March 2, 2013

8 เหตุผลที่ พุดเดิ้ล เป็นน้องหมาสุดฮิตตลอดกาล



    ถ้าพูดถึงน้องหมาพันธุ์เล็กขนหยิก น่ารัก ฉลาด ขี้ประจบ หลายคนคงรู้ว่าหมายถึง "น้องหมาพุดเดิ้ล" นั่นเอง ... ถึงแม้ตอนนี้พุดเดิ้ลจะไม่ได้เป็นน้องหมาในกระแสฮอตฮิตอย่าง ชิวาวา ยอร์คเชียร์ หรือ ปอมเมอเรเนียน แต่ก็ยังมีหลายคนทั้งรัก ทั้งเลี้ยงมายาวนาน ถึงขนาดครองอันดับน้องหมาที่น่าเลี้ยงมากที่สุดในปี ค.ศ. 1960 – 1982 ในสหรัฐอเมริกา ตั้ง 22 ปีที่ไม่สามารถมีพันธุ์ไหนล้มสถิติได้ และยังคงฮอตฮิตอยู่มาจนปัจจุบัน  รวมกว่า 50 ปี และในเมืองไทยก็มีหลายครอบครัวเลี้ยงพุดเดิ้ลจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งเนิ่น นานไม่แตกต่างกัน เป็นเพราะอะไรน่ะหรือค่ะ.....ถ้าเพื่อนๆ อยากรู้แล้ว เราไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ 8 เหตุผลที่ว่าทำไมพุดเดิ้ลถึงฮิตตลอดกาล

1.  สวย ใส สมองก็ไบรท์สุดๆ
อาจเพราะคาแรคเตอร์เลิศ เชิด แบ๊ว เหมือนตุ๊กตา ลั้นลาไม่อยู่นิ่ง ทำให้หลายคนนึกไม่ถึงว่าน้องพุดเดิ้ลจะได้การรับรองจาก American Kennel Club and Canadian Kennel Club  ว่าเป็นสุนัขที่ฉลาดที่สุดในโลก เป็นอันดับ 2 รองจาก บอร์เดอร์ คอลลี (Border Collie)  โดยใช้เกณฑ์วัดจากความเฉลียวฉลาดทั้งในการทำงานและการเชื่อฟังคำสั่ง  ยิ่งเป็นพุดเดิ้ลสแตนดาร์ด ยิ่งฉลาดสุดๆ พวกเขาสามารถรับรู้ความต้องการของเจ้าของได้ ถึงได้ขึ้นชื่อว่าน้องหมาขี้ประจบ ช่างเอาใจนั่นเอง แถมยังมีไหวพริบปฏิภาณเป็นเลิศ จนบางทีก็ฉลาดรู้มากจนเจ้าของปวดหัว เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะเลี้ยงพุดเดิ้ล ควรฝึกวินัยให้เขา ควบคู่กับการฝึกความสามารถเฉพาะด้าน อย่างเทคนิคการเล่นเกมต่างๆ หรือเกมมายากล ให้สมกับความฉลาดที่เขามีอยู่ค่ะ

2. น่ารัก  ว่าง่ายสั่งให้ทำอะไรก็ทำ
จากผลพวงของความฉลาดสุดๆ ของน้องพุดเดิ้ลนี่เองทำให้พวกเขากลายเป็นน้องหมาที่นอกจากจะครองตำแหน่ง อันดับ 2 น้องหมาที่ฉลาดที่สุดในโลกแล้ว ยังครองตำแหน่ง 1 ใน 10 น้องหมาที่ฝึกง่ายที่สุดอีกด้วย และ เพราะความว่านอนสอนง่าย ดูแลตัวเองได้ ตอบสนองต่อคำสั่งได้ฉับไว และตอบรับคำสั่งได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่มีอิดออดนี้เอง พุดเดิ้ลจึงถูกนำมาโชว์ความสามารถพิเศษ การแสดงต่างๆ เช่น เล่นมายากล กระโดดลอดห่วง หรือแต่เดินบนลูกบอล  ว้าวววว มหัศจรรย์มากๆ   แล้วยิ่งบวกรวมไปกับความน่ารัก คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พุดเดิ้ลเป็นน้องหมาที่เพอร์เฟคสุดๆ ไปเลยล่ะค่ะ 

3. น้องหมานักเอ็นเตอร์เทน 
แรกเริ่มเดิมทีพูเดิลถูกนำมาเลี้ยงและฝึกเพื่อเป็นสุนัขที่ทำงานในน้ำ ใช้ล่าเป็ดที่เจ้านายยิงได้ในน้ำ จึงเรียกกันว่า หมาล่าเป็ด แต่ด้วยบุคลิกร่าเริง ฉลาด มีไหวพริบ ไอคิวเป็นเลิศ  และฝึกสอนง่าย พวกเขาจึงถูกนำมาฝึกเป็นสุนัขที่ใช้ในการแสดงของคณะละครสัตว์ เรียกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเสียงปรบมือของผู้ชม แล้วตั้งแต่คริสตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา พุดเดิ้ลก็กลายเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง และชนชั้นกลาง นำมาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน สร้างความบันเทิงในครอบครัว มาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะสั่งให้ทำอะไรเขาก็ทำ จะให้กระโดดสูงๆ หรือให้เดิน 2 ขาก็เดิน ซ้ำยังไม่แสดงอาการก้าวร้าวไม่พอใจใส่เจ้าของอีกด้วย เห็นไหมล่ะคะว่าพุดเดิ้ลเกิดมาเพื่อมอบรอยยิ้มและความสุขอย่างเต็มหัวใจ ไม่ให้รักได้ยังไงเนี่ย  ^___^ 

4. ตัวเล็กแต่ใจใหญ่
ตามลักษณะนิสัยของพุดดิ้ลมีข้อเสียในเรื่องชอบเห่า ปากเปราะ จนน่ารำคาญ นั่นก็เป็นเพราะเขาอ่อนไหวง่าย รับรู้ง่าย ช่างสังเกต  หู ตา จมูกว่องไว สมกับเป็นหมาล่าเป็ด  แต่ข้อเสียของพุดเดิ้ลก็กลายเป็นข้อดีสำหรับการเฝ้าบ้าน ถึงขนาดติดอันดับ 1 ใน 10 สุนัขที่ขึ้นชื่อเรื่องการเห่าเฝ้าบ้านได้อย่างดี (Watchdog Barking) ยิ่งถ้าเป็นตัวเมียจะมีสัญชาตญาณการปกป้องครอบครัวสูงกว่าตัวผู้  ดัง นั้นถ้าใครอยากได้น้องหมาตัวเล็ก น่ารัก ไว้เห่าเตือนภัย  แถมยังช่วยจับหนูได้ไม่ต่างจากแมว พุดเดิ้ลยังเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ดีเสมอค่ะ 

5. ไม่ว่าเพศไหนก็ดูสาวเสมอ
ถึงแม้พุดเดิ้ลจะเก่งรอบด้าน ปกป้องระวังได้ไม่หวั่นกลัว แต่ด้วยรูปร่างที่ ได้สัดส่วน หุ่นดี แบบบาง สะโอดสะอง หน้า แหลมดูเริด เชิด หยิ่ง เป็นผู้ดีมีสกุล ขนหยิกจัดเป็นทรงหลากหลาย จึงทำให้ภาพลักษณ์พุดเดิ้ล ดูเป็นหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ไปหมดทุกตัว แล้วเพราะรูปร่างที่มีความเป็นเฟมีนีน หรือดูเป็นผู้หญิงนี้เอง ถึงทำให้คนเข้าใจพุดเดิ้ลตัวผู้ว่าเป็นตัวเมียอยู่เสมอ ดังนั้นถ้าใครมีลูกชาย แต่วันดีคืนดีเกิดอยากได้ลูกสาวแล้วไม่ดูผิดเพศ พุดเดิ้ลจัดให้ค่ะ ^0^ 

6. เป็นผู้นำแฟชั่นล้ำสมัย    
อย่างที่บอกไปแล้วค่ะว่า พุดเดิ้ลให้แมนขนาดไหนก็ยังดูเป็นสาวสะพรั่งอยู่ดี ส่วนหนึ่งก็เพราะภาพตัดแต่งทรงขนเป็นพุ่มกลมๆ รอบอก รอบข้อเท้า หรือที่เรียกว่า ปอม ปอม ที่ทำให้พุดเดิ้ลดูเป็นสาวสวย เซ็กซี่ แต่เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่า จริงๆ แล้ว คนที่คิดริเริ่มตัดแต่งทรงขนแบบนั้นเป็นนายพรานล่าเป็ด ไม่ใช่สไตลิสต์ที่ไหน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้พุดเดิ้ลเคลื่อนไหวในน้ำได้อย่างคล่องตัว ซึ่งกลุ่มก้อนขนฟูๆ จะช่วยปกป้องอวัยวะสำคัญจากความหนาวเย็นค่ะ แล้ว ด้วยพุดเดิ้ลเป็นที่นิยมมากในฝรั่งเศส เมืองแฟชั่น จึงมีการดีไซน์ขนทรงต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นทรงม้วนเป็นเกรียว ทรงดัทช์ ทรงอิงลิส แซดเดิล และอื่นๆ อีกมากมาย แถมด้วยงานดีไซน์เสื้อผ้าเครื่องประดับ ยิ่งทำให้พุดเดิ้ลดูกิ๊บเก๋สุดๆ รับตำแหน่งต้นฉบับแฟชั่นนิสต้าน้องหมาไปเลย >//< 

7. สายพันธุ์ที่มักนำไปผสมข้ามสายพันธุ์เป็นพันธุ์ใหม่
 อีกเหตุผลหนึ่งที่พุดเดิ้ลยังเป็นที่ต้องการ และน่าเลี้ยงตลอดกาลก็คือ พวกเขาเป็นน้องหมาที่สามารถผสมข้ามสายพันธุ์ เพื่อให้เกิดน้องหมาสายพันธุ์ใหม่ๆ หน้าตาน่ารัก ไม่น่าชัง แถมยังแข็งแรง ลดข้อด้อยของน้องหมาสายพันธุ์อื่นๆ ที่นำมาผสมได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการลดอาการแพ้ผิวหนัง หรือลดการผลัดขนค่ะ ซึ่ง น้องหมาที่ได้มาจากการผสมกับพุดเดิ้ลมีอยู่หลายพันธุ์ เช่น สปูเดิล (พุดเดิ้ล ผสมคอกเกอร์ สเปเนียล), มาทิพู (พุดเดิ้ล ผสมมอลทิส),  ลาบราดูเดิล (พุดเดิ้ล ผสมลาบราดอร์) และอีกมากมายค่ะ แล้วแต่ละพันธุ์ที่เกิดจากการผสมกับพุดเดิ้ล หน้าตาก็จะออกมาคล้ายเทอร์เรีย หรือไม่ก็มอลทิส น่ารัก น่าฟัดมากๆ ค่ะ ยิ่งพันธุ์ บางกูเดิ้ล พุดเดิ้ลผสมบางแก้ว (ฮ่าๆ) ยิ่งใจละลายไปเลยล่ะ

8. มีอายุยืน อยู่เป็นเพื่อนได้เนิ่นนาน
โดยทั่วไปช่วงอายุของพุดเดิ้ล จะอยู่ได้ประมาณ  13-15 ปี บางตัวก็สามารถอยู่ได้ถึง 16-18 ปีค่ะ ซึ่งพุดเดิ้ลที่มีอายุยืนที่สุดสามารถอยู่ได้ถึงเกือบ 29 ปีเชียวค่ะ นั่นก็เพราะว่าพุดเดิ้ลมีปัญหาสุขภาพไม่มากนัก นอกจากโรคเกี่ยวกับดวงตา และโรคหัวใจซึ่งเป็นโรคประจำสายพันธุ์ แต่ ทั้งนี้ทั้งนั้นจากสถิติงานวิจัยกล่าวไว้ว่าเหตุผลที่ทำให้พุดเดิ้ลโดยเฉพาะ พันธุ์เล็กอายุยืนก็เพราะ พุดเดิ้ลเป็นน้องหมาสายพันธุ์เล็ก และมีรูปหน้าแหลม ซึ่งน้องหมาที่มีคุณสมบัติดังกล่าวจะมีโอกาสอายุยืนกว่าน้องหมาพันธุ์ใหญ่ และหน้าสั้นค่ะ ด้วยเหตุนี้เอง พุดเดิ้ลที่ป่วยเป็นโรคหัวใจก็ยัง สามารถอยู่ได้นานอีก 3-4 ปี แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดค่ะ อย่างไรก็ตาม ถึงพุดเดิ้ลจะเป็นสายพันธุ์ที่อายุยืน ก็ควรได้รับการดูแลที่ดี ออกกำลังกายเป็นประจำ พาไปตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอค่ะ

และนี่คือ 8 เหตุผลที่ทำให้พุดเพิ่งยังน่ารัก น่าเลี้ยงจนถึงปัจจุบัน มี ทั้งคุณสมบัติครบถ้วนไม่ว่าจะไว้ใช้งานหรือเป็นเพื่อนแก้เหงา เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิต แม้จะไม่อยู่ในกระแส แต่ก็ยังเหมาะเลี้ยงไว้ในครอบครัว....จริงๆ แล้วแต่ก่อนพริกก็ไม่ได้ชื่นชอบพุดเดิ้ลเท่าไหร่นัก แต่พอได้รู้ความน่าอัศจรรย์ของพวกเขาแล้ว  พุดเดิ้ลก็กลายเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ในดวงใจไปอย่างรวดเร็ว แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะ มีใครเป็นพุดเดิ้ลเลิฟเวอร์บ้างเอ่ยส่งเสียงหน่อยเร็ว (เย้ๆๆๆๆๆ)


บทความโดย : Dogilike.com, http://board.postjung.com

ข้อมูลอ้างอิง :
http://www.moderndogmagazine.com/breeds/poodle

Monday, April 30, 2012

พุดเดิ้ล (Poodle)


พุดเดิ้ล ได้ชื่อว่าเป็น สุนัข ที่มีความนิยมอันดับหนึ่งของโลก และขึ้นชื่อว่าฉลาด ฝึกง่าย สอนง่าย ขี้อ้อน และประจบเก่งเป็นที่สุด แถมยังอดทนไม่ขี้แย เลี้ยงง่าย แม้จะปากเปราะไปบ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นหมาที่เห่าไม่รู้เรื่อง ยิ่งในบ้านเรา พุดเดิ้ล สายพันธุ์นิยมเลี้ยงกันคือ พุดเดิ้ลทอย มันกลายเป็นหวานใจตัวจ้อยของหลายๆ ครอบครัว เพราะขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แถมยังมีลักษณะเป็นเหมือนเหมือนตุ๊กตาที่มีชีวิต สดใสมีชีวิตชีวา มีนิสัยรักสวยรักงาม ชอบเสริมสวย ชอบเที่ยว และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้เร็ว

อาหารและการดูแล สุนัข พุดเดิ้ล
         อาหารการกินของ สุนัข พุดเดิ้ล ควรให้เป็นอาหารสำเร็จรูปจะดีที่สุด อาหารสำเร็จรูปนั้นมีอยู่หลายสูตรด้วยกัน ได้แก่ อาหารสูตรลูกสุนัข อาหารสูตรสุนัขโต และอาหารสูตรสุนัขแก่ การให้อาหารก็ควรให้ตรงตามอายุและสูตร เนื่องจากสุนัขในแต่ละวัยนั้นมีความต้องการอาหารที่แตกต่างกัน อย่างเช่น ลูกสุนัข จำเป็นต้องได้รับสารอาหารจำพวกโปรตีนสูงกว่าสุนัขโต ในขณะที่ร่างกายของสุนัขโตจะต้องการอาหารประเภทพลังงานมากกว่าโปรตีน อย่างนี้เป็นต้น และปริมาณการให้อาหารก็ไม่ควรมากจนเกินไป เพราะ พุดเดิ้ล จัดเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่กินไม่มาก

         นอกจากเรื่องของโภชนาการแล้ว การให้ อาหารสุนัข ยังควรคำนึงถึงความสะอาดเป็นสำคัญ เจ้าของต้องคอยหมั่นดูแลภาชนะใส่อาหารและสถานที่กินให้สะอาดเรียบร้อยอยู่ เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคต่างๆ ที่พร้อมจะทำร้ายสุนัขของเรา ส่วนในด้านการดูแลความสะอาดของ พุดเดิ้ล จะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องหู เพราะ พุดเดิ้ล มีใบหูที่ใหญ่ หนา ห้อยปรกลงมา จึงต้องหมั่นสำรวจดูใบหูบ่อยๆ แล้วใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดให้หมดจด ซึ่งจะดีมากหากจะหยอดน้ำยาเช็ดหูเข้าไปก่อนประมาณ 5 นาทีเพื่อทำให้สิ่งสกปรกอ่อนตัว และง่ายในการเช็ดออกมา แต่ระวังอย่าแหย่สำลีลึกจนเกินไป เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อหูชั้นในได้

         นอกจากนี้ ตาก็เป็นอวัยวะสำคัญที่พบปัญหา พูเดิ้ล ส่วนใหญ่จะมีร่องน้ำตาที่เห็นได้ค่อนข้างชัด ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คราบน้ำตาหรือสิ่งสกปรกไปหมักหมมได้ง่าย เจ้าของจึงควรคอยเช็ดทำความสะอาดให้ทุกวัน เพราะหากทิ้งไว้นานๆ คราบนั้นจะฝังแน่นอย่างถาวร เช็ดไม่ออก นอกจากนั้น ยังควรหมั่นตรวจดูดวงตาของ สุนัข พูเดิ้ล ด้วยว่ามีฝ้าขาวๆ หรือรอยขีดข่วน รอยแผลบ้างหรือไม่

พัฒนาการของสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ล
พัฒนาการของสุนัข
ผู้ ที่เลี้ยงสุนัขตั้งแต่ตัวเล็กมักจะแปลกใจว่าเผลอเพียงแป๊ปเดียว สุนัข ของคุณก็เป็นหนุ่มเป็นสาวพร้อมที่จะผสมพันธุ์ให้กำเนิดลูกหลานกันแล้ว สุนัขแต่ละพันธุ์มีเวลาในการเป็นหนุ่มเป็นสาวไม่เท่ากัน บางพันธุ์ใช้ เวลาเพียง 6-8 เดือน บางพันธุ์ใช้เวลาปีหนึ่ง สุนัขพันธุ์ยักษ์อย่างเกรดเดน เซสต์เบอร์นาร์ดอาจต้องใช้เวลานานถึง 2 ปีกว่าที่จะถึงวัยเจริญพันธุ์ เราจะสังเกตความเป็นหนุ่มเป็นสาวของสุนัขเราได้จากตัวผู้จะมีลูกอัณฑะ 2 ลูก ส่วนตัวเมียจะมีอาการเป็นสัด(heat) มีเลือดออกมาจากอวัยวะเพศ พร้อมที่จะผสมพันธุ์กัน และให้กำเนิดลูกสุนัขตัวน้อยๆ ต่อไป

ช่วงระยะที่สุนัขเพศเมียเป็นสัด
ช่วง นี้สามารถสังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงในตัวสุนัขมากที่สุด อวัยวะเพศของสุนัขจะบวม และมีเลือดสีแดงเหมือนประจำเดือนของ ผู้หญิงไหลออกมาจากช่องคลอด เจ้าของสุนัขต้องทำใจเป็นอย่างมาก หากได้เลี้ยงสุนัขเพศเมียในตอนนี้ เพราะจะมีบรรดาสุนัขตัวผู้ หนุ่มใหญ่ หนุ่มเล็ก มาป้วนเปี้ยนพร้อมส่งเสียงเห่าหอนไม่ขาด ที่เป็นเช่นนี้ เพราะนอกจากมันจะมีเลือดไหลออกมาแล้ว ยังจะปล่อยสารพีโรโมน ออกมา เพื่อล่อให้ตัวผู้รู้ว่ามันกำลังใกล้จะถึงเวลาผสมพันธุ์แล้ว

ระยะเวลาที่ควรผสมพันธุ์
หาก ปล่อยให้สุนัขเดินเพ่นพ่านเมื่อเป็นสัดครั้งแรกก็มักจะถูกตัวผู้ต้อนและ ผสมพันธุ์ทันที แต่หากเราควบคุมได้ขอแนะนำว่าไม่ควรปล่อยให้ ผสมพันธุ์กันตอนเป็นสัดครั้งแรก เพราะร่างกายของสุนัขยังไม่เติบโต เต็มที่ ควรรอให้เป็นสัดครั้งที่ 2 ร่างกายของสุนัขมีความพร้อมมากกว่า เดิมจะดีกว่า สุนัขตัวผู้นั้นจะผสมพันธุ์ได้ตลอดเวลา อยู่ที่ว่าตัวเมียของ เรา จะพร้อมตอนไหนเท่านั้น

ขั้นตอนการอุ้มท้องของสุนัข
หลังจาก ที่สุนัขตัวเมียและตัวผู้ได้ผสมพันธุ์กันแล้ว ส่วนใหญ่จะทำให้ ตัวเมียตั้งท้อง อาการภายนอกที่เห็นก็คือท้องของสุนัขตัวเมียเริ่มใหญ่ขึ้น ทุกวันจนดูอุ้ยอ้าย นมทุกเต้าตั้งชันขึ้นจนถึงวันใกล้คลอดจะใหญ่คล้อย ลงมา สุนัขที่กำลังจะเป็นแม่มันจะรู้ตัวดีว่ามันควรปฏิบัติตัวอย่างไร เป็นต้นว่า กินมาก นอนบ่อย เราควรบำรุงครรภ์ของมันด้วยการให้อาหาร เป็นพิเศษ เสริมด้วยวิตามินบำรุงลูกของมัน ทั้งนี้ต้องได้รับคำปรึกษา จากสัตวแพทย์ใกล้บ้าน

สถานที่คลอดของสุนัข
พฤติกรรมของสุนัข ที่สำคัญในขณะ ที่กำลังใกล้ จะถึงวันคลอด แม่สุนัข จะพยายามเตรียมหาสถานที่ที่จะคลอดลูก ของมันไว้ล่วงหน้า ถ้าเราไม่ได้เตรียมที่ คลอดให้กับมัน มันจะเสาะหาเองโดยใช บริเวณที่ลับตาคน และสัตว์อื่น ทั่วไป เช่น ในโรงรถ โคนต้นไม้ใหญ่ ใต้ถุนบ้าน เพื่อเป็นการถูก สุขลักษณะ และป้องกันไม่ให้ลูกสุนัขได้รับอันตราย ควรเตรียมบ้าน ไว้ให้มัน โดยดัดแปลงจากกรงที่ใช้ขัง เสริมด้วยพื้นที่อ่อนนุ่ม และทำความ สะอาดง่าย เช่น ผ้ายาง เมื่อสังเกตเห็นว่าใกล้เวลาคลอดเต็มที่แล้วจึงนำ สุนัขท้องแก่ของเราไปขังไว้รอจนกว่ามันจะคลอดเสร็จ และเข้าที่เรียบร้อย จะให้มันออกได้
เมื่อสุนัขคลอดลูกออกมาแล้ว 
สุนัขโดยทั่วไปจะ คลอดลูก และจัดการทุกอย่างภายหลังจากการคลอด สำเร็จ ได้ด้วยตัวเอง แม้กระทั่งการทำความสะอาดลูกของมันทุกๆตัว จะมีปัญหาบ้างก็ตรงสุนัขเพิ่งท้องเป็นครั้งแรก ที่อาจจะไม่ชำนาญในการ ดูแลลูกอ่อน เราซึ่งเป็นเจ้าของมัน ต้องคอยหมั่นสังเกต และคอยช่วยดูแล อย่างห่าง ๆ มีไม่น้อยเหมือนกันที่สุนัขที่ท้องครั้งแรก มักจะช่วยชีวิต ลูกของมันไม่ได้ โดยทำไม่เป็นแม้กระทั่งการกัดรกให้ขาดหลังการคลอด สิ่งเหล่านี้ต้องอยู่ในความช่วยเหลือของเรา

ผ่าตัดช่วยเหลือสุนัขคลอดลูก

กรณี เช่นนี้เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับคน สุนัขท้องแก่บางตัวมีปัญหาที่ คลอดด้วยวิธีธรรมชาติไม่ได้ หากเจ้าของได้หมั่นเอาใจใส่ และนับวันเวลา ตั้งท้องของ มัน และสังเกตว่าเวลาที่มันจะคลอดเจ้าตัวเล็กๆออกมาแล้ว อย่านิ่งนอนใจ ควรนำสุนัขของเราไปให้สัตวแพทย์ตรวจ อาจจะมีปัญหาเกี่ยว กับลูกอ่อนที่อยู่ข้างในท้อง ถ้าเป็นไปได้ หมออาจจะตัดสินใจผ่าตัดเอาลูกในท้องออก ช่วยให้ปลอดภัย ทั้งแม่ และลูกได้

การฉีดวัคซีนให้ลูกสุนัข

ลูก สุนัขต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามระยะเวลาที่สัตวแพทย์กำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคร้ายแรงและสร้งภูมิคุ้มกันให้กับลูกสุนัข เรามักจะเริ่มฉีควัคซีนเมื่อลูกสุนัขอายุได้ 6-8 เดือน ป้องกันโรคไข้หวัด อายุ 10 สัปดาห์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสลำไส้ อายุ 12 สัปดาห์ ฉีดวัคซีน ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า อายุ 14 สัปดาห์ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หัดอีกครั้ง อายุ 16 และ 24 สัปดาห์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสลำไส้ และโรคพิษสุนัขบ้า อีกครั้ง เช่นเดียวกัน

อุปกรณ์เสริมสำหรับให้ยาและให้อาหารลูกสุนัข

ลูก สุนัขก็เหมือนทารกที่จะรอแต่ดื่มนมจากอกแม่ ของมัน ย่อมไม่เพียงพอแน่ เราควรจัดหาอุปกรณ์ สำหรับเลี้ยงดูลูกสุนัขที่ยังพึ่งตัวเองไม่ได้ เช่น กรวยยาสำหรับป้อนอาหารเหลว ขนมนมสำหรับ ป้อนนม สลิงฉีดยาสำหรับป้อนยา เป็นต้น
วิธีป้อนนมให้ลูกสุนัข

ลูกสุนัขที่ยังอ่อนมากๆลืมตายัง ไม่ได้ จำเป็นที่จะ ต้องได้รับอาหารที่เพียงพอ กรณีที่แม่ของมันคลอดลูกออกมามาก ทำให้มีน้ำนมที่จะเลี้ยงลูกไม่เพียงพอ เราต้องช่วยจัดหาน้ำนมเพิ่มให้มัน โดยใช้ขวดนมเด็กใส่น้ำนมเลี้ยงเด็กทารก ป้อนให้มันดูดกิน หากเป็นเด็กทารกการป้อนนมจากขวดต้องให้เด็กนอน หงาย แต่ลูกสุนัขควรให้มันอยู่ในท่ายืนหรือนอนคว่ำปกติ แล้วจึงป้อนนม จากขวดให้มันดื่มกินก็ได้

อาหารเสริมกับน้ำนมแม่
น้ำนมที่ใช้ เลี้ยงลูกสุนัขทั่วไปมีขายตามท้องตลาด ไม่ควรให้นมข้มหวาน เช่นเดียวกับที่ห้ามใช้ในเด็กทารก ถ้าเป็นไปได้การผสมนมให้ลูกสุนัขควร บีบน้ำนมจากแม่ของมันผสมกับนมกระป๋องสำหรับเลี้ยงลูกสุนัข เพื่อที่มัน จะได้คุ้นเคย และดื่มกินได้มากกว่าปกติ

อาหารสำหรับลูกสุนัข
ดัง ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สุนัขก็ต้องการอาหารเช่นเดียวกับคน ยิ่งเป็นลูก สุนัขด้วยแล้วอาหารที่ให้มันต้องประกอบไปด้วยสารอาหารอย่างครบถ้วนเท่า ที่มันต้องการ เพื่อเสริมสร้างให้ร่างกายของมันได้เติบโตขึ้นมาเป็นสุนัขใหญ่ ที่สมบูรณ์อย่างเต็มที่

สุนัขที่สมบูรณ์จะซนเหมือนเด็ก
พฤติกรรมของ สุนัขเมื่อเติบโตมาได้ประมาณ 7-8 เดือน จะมีนิสัยซนมาก เหมือนกับเด็ก ยิ่งถ้าหากคลอกเดียวกับมัน มีพี่น้องที่โตไล่ๆกันมากกว่า1 ตัว ด้วยแล้วมันจะรวมกลุ่มกันทั้งกัด ทั้งวิ่งขับกันจนดูน่าเวียนหัวไปหมด พฤติกรรมที่มักเกิดขึ้นกับลูกสุนัขวัยนี้ก็คือ การชอบกัดแทะสิ่งต่างๆ ควรจัด หากระดูกที่ทำจากหนังอัดเพื่อให้พวกมันแทะโดยเฉพาะ ดีกว่าที่จะปล่อยให้ มันไปแทะขาโต๊ะ รองเท้า จนเสียหายไปหมด
แหล่งที่มา   กูเกิ้ลกูรู