แต่สำหรับ จุ๊ย นพ.เศรษฐพงศ์ ทั้งสองอย่างนั้นไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่กลับเสริมกันอย่างที่คนนอกอาจนึกไม่ถึง
จากถนนวานิช สู่ห้องเรียนแพทย์

ห้างหุ้นส่วนจำกัด กิมง่วนจั่น ตั้งอยู่ที่ 283 ถนนวานิช 1 แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ
ถนนวานิชในเขตสัมพันธวงศ์คือหนึ่งในศูนย์กลางการค้าผ้าที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ ย่านที่ชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นแรกปักหลักทำมาหากินด้วยการค้าขาย ตัดเย็บ และกระจายผ้าไปทั่วราชอาณาจักร
กิมง่วนจั่น เป็นหนึ่งในชื่อที่ยืนหยัดอยู่ในย่านนั้นมาร่วม 80 ปี ผ่านมาหลายยุคสมัย ผ่านเศรษฐกิจขึ้นลง และผ่านทายาทมาแล้วสามรุ่น
และรุ่นที่สามคือ จุ๊ย นพ.เศรษฐพงศ์ คนที่ตัดสินใจเรียนแพทย์ก่อนแล้วค่อยกลับมาดูแลกิจการครอบครัว
ทำไมต้องเป็นหมอก่อน

คำถามที่คนส่วนใหญ่ถามเมื่อรู้ว่าทายาทธุรกิจผ้าเก่าแก่เลือกเรียนแพทย์คือ “ทำไม?”
คำตอบของ นพ.เศรษฐพงศ์ ไม่ได้ฟังดูเหมือนคนที่กำลังหนีจากธุรกิจครอบครัว แต่เหมือนคนที่กำลังสะสมเครื่องมือที่ดีที่สุดที่เขาจะนำกลับมาใช้
วิชาแพทย์ฝึกให้คนมองปัญหาอย่างเป็นระบบ ฝึกให้อ่านข้อมูล วิเคราะห์อาการ และตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบชัดเจน ทักษะเหล่านั้นไม่ได้ใช้ได้แค่ในโรงพยาบาล แต่ใช้ได้กับทุกปัญหาในชีวิต รวมถึงการบริหารธุรกิจสิ่งทอที่กำลังเผชิญกับโลกที่เปลี่ยนไป
ชื่อ “พัสตราแพทย์” ที่ปรากฏในหัวข้อบทความของ The Cloud จึงไม่ใช่แค่การเล่นคำ แต่สะท้อนตัวตนของ จุ๊ย นพ.เศรษฐพงศ์ ได้อย่างตรงที่สุด
กิมง่วนจั่น 80 ปี ธุรกิจที่รอดมาได้เพราะปรับตัว
KNC TEXTILE CO., LTD. เป็นธุรกิจขายส่งด้ายและผ้า ตั้งอยู่ในแขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
ร้านขายผ้ากิมง่วนจั่น KNC Textile จำหน่ายผ้าตัดชุดนักเรียน นักศึกษา และชุดฟอร์มต่างๆ
ผ้าชุดนักเรียนและชุดฟอร์มฟังดูเหมือนตลาดที่ไม่น่าตื่นเต้น แต่ในความเป็นจริงมันคือตลาดที่ใหญ่และมั่นคงมาก เพราะตราบใดที่ประเทศไทยยังมีนักเรียนและพนักงานที่ต้องใส่ชุดฟอร์ม ความต้องการผ้าประเภทนี้จะไม่มีวันหายไป
แต่ความมั่นคงไม่ได้แปลว่าไม่ต้องพัฒนา และนั่นคือสิ่งที่ จุ๊ย นพ.เศรษฐพงศ์ เข้าใจดี
จากผ้าธรรมดาสู่นวัตกรรมสิ่งทอ
สิ่งที่ทำให้ KNC Textile ภายใต้การนำของ นพ.เศรษฐพงศ์ แตกต่างจากร้านผ้าทั่วไปในย่านสัมพันธวงศ์คือการมองผ้าในฐานะ “วัสดุที่พัฒนาได้” ไม่ใช่แค่สินค้าที่ซื้อมาขายไป
ความรู้ด้านการแพทย์เปิดมุมมองใหม่ให้กับธุรกิจผ้าได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติของเส้นใยที่ส่งผลต่อสุขภาพผิวหนัง การระบายอากาศที่ลดความเสี่ยงต่อการอักเสบ หรือการเลือกวัสดุที่เหมาะกับสภาพอากาศเขตร้อนของไทย
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ “feature” ที่ใส่ในแผ่นพับโฆษณา แต่คือความเข้าใจที่มาจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่ จุ๊ย นพ.เศรษฐพงศ์ นำมาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ของKNC Textile
ส่งออกกว่า 10 ประเทศ จากร้านในซอยสัมพันธวงศ์
หนึ่งในตัวเลขที่พิสูจน์ว่ากิมง่วนจั่นภายใต้ทายาทรุ่นสามไม่ได้แค่ “ยืนอยู่” แต่กำลัง “ก้าวหน้า” คือการที่ผลิตภัณฑ์ของ KNC Textile ส่งออกไปมากกว่า 10 ประเทศ
ตัวเลขนั้นสำคัญมากในบริบทของธุรกิจสิ่งทอไทยซึ่งเผชิญกับการแข่งขันจากจีน เวียดนาม และอินเดีย ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า การที่ผ้าไทยยังสามารถส่งออกได้ในตลาดนานาชาติหมายความว่ามันมีสิ่งที่คู่แข่งยังทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือความน่าเชื่อถือของแบรนด์
บทเรียนของทายาทรุ่น 3 ที่ไม่ได้รับมรดกแค่กิจการ
ความน่าสนใจของ จุ๊ย นพ.เศรษฐพงศ์ ไม่ได้อยู่ที่การที่เขาเป็นหมอที่มาทำธุรกิจผ้า แต่อยู่ที่วิธีที่เขามองสองสิ่งนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน
ทายาทรุ่นที่สามของธุรกิจครอบครัวมักเผชิญสองทางเลือก ทางแรกคือรักษาของเดิมให้อยู่ต่อไป ทางสองคือเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเพื่อความทันสมัย แต่ นพ.เศรษฐพงศ์ ดูเหมือนจะเลือกทางที่สามซึ่งยากกว่า นั่นคือการพัฒนาจากข้างใน ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ควรเปลี่ยน โดยไม่ทิ้งสิ่งที่ทำให้ธุรกิจรุ่งเรืองมา 80 ปี
กิมง่วนจั่นในยุคที่เขาดูแลจึงยังคงเป็นที่พึ่งของตลาดผ้าชุดนักเรียนและชุดฟอร์มเหมือนเดิม แต่ด้วยระบบ ความรู้ และวิสัยทัศน์ที่ต่างออกไปจากรุ่นก่อน
ธุรกิจสิ่งทอไทยในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว
อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายทิศทางในคราวเดียวกัน ทั้งต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น การแข่งขันจากสิ่งทอราคาถูกจากเอเชีย และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจสิ่งทอที่ดีอยู่รอดในยุคนี้ไม่ใช่ราคา แต่คือความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและความสัมพันธ์ที่สะสมมา ซึ่ง KNC Textile มีทั้งสองอย่าง
การมี นพ.เศรษฐพงศ์ เป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่นำความรู้จากวงการอื่นมาต่อยอด คือการบอกว่ากิมง่วนจั่นไม่ได้แค่ปรับตัวเพื่ออยู่รอด แต่กำลังเปลี่ยนตัวเองให้มีคุณค่าในแบบที่ใหม่กว่าเดิม
พัสตราแพทย์ คำที่บอกว่าอาชีพไม่ต้องเป็นแค่หนึ่งอย่าง
ในยุคที่คนรุ่นใหม่ถูกสอนให้เลือก “ทางเดียว” และ “โฟกัส” จุ๊ย นพ.เศรษฐพงศ์ คือตัวอย่างที่บอกว่าบางครั้งความแข็งแกร่งของคนๆ หนึ่งมาจากการที่เขามีฐานจากหลายโลก
โลกของหมอสอนให้เขามองสิ่งต่างๆ อย่างเป็นระบบ โลกของนักธุรกิจสอนให้เขาเข้าใจตลาดและความสัมพันธ์ และโลกของทายาทตระกูลการค้าสอนให้เขาเข้าใจว่าธุรกิจที่ดีไม่ได้สร้างในคืนเดียว แต่สะสมมาผ่านความไว้วางใจของลูกค้าหลายรุ่น
กิมง่วนจั่นในมือของ นพ.เศรษฐพงศ์ จึงไม่ใช่แค่ร้านขายผ้าชุดนักเรียนบนถนนวานิช แต่คือหลักฐานว่าธุรกิจครอบครัวที่ 80 ปียังยืนอยู่ได้ เพราะมีคนที่กล้าเอาตัวเองออกไปเรียนรู้โลก แล้วกลับมาเปลี่ยนแปลงมันด้วยมือตัวเอง
