ใบโคคา พืชศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินคาที่อยู่กับมนุษย์มาสามพันปี กลายเป็นส่วนผสมแรกของโคคา-โคลา และยังคงเป็นปมถกเถียงระหว่างวัฒนธรรมและกฎหมายนานาชาติมาจนถึงวันนี้
ชาวอัยมาราในโบลิเวียเล่าตำนานว่า ครั้งหนึ่งเทพแห่งวายุโกรธเกรี้ยวจนไฟลุกท่วมผืนดินเกษตรทั้งหมด พืชทุกชนิดไหม้เป็นเถ้าถ่าน — ยกเว้นต้นไม้ชนิดเดียวที่รอดมาได้
ต้นนั้นคือ ใบโคคา
ชาวบ้านที่อดอยากเก็บใบนั้นมาเคี้ยว แล้วค้นพบว่ากินแล้วทำให้มีเรี่ยวแรง ทนหิว ทนหนาว และไม่รู้สึกอ่อนเปลี้ยแม้ในอากาศหนาวของเทือกเขาแอนดีสที่ความสูงระดับ 4,000 เมตร
นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ ใบโคคา ที่ยาวนานกว่า 3,000 ปี

ใบโคคาคืออะไร
ใบโคคา มาจากต้นโคคา (Erythroxylum coca) เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 3-5 เมตร มีถิ่นกำเนิดในแถบทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ เปรู โบลิเวีย โคลัมเบีย บราซิล ชิลี และเอกวาดอร์
ใบโคคาเป็นใบเดี่ยว สีเขียว ลักษณะเป็นรูปไข่หรือแกมรูปขอบขนาน มีเส้นใบเด่นชัดสองเส้นขนานกับเส้นกลางใบจากโคนจรดปลาย ซึ่งเป็นลักษณะที่ทำให้แยกต้นโคคาจากพืชชนิดอื่นได้ทันที
สิ่งที่ทำให้ ใบโคคา พิเศษคือสารอัลคาลอยด์กว่า 14 ชนิดในใบ ที่สำคัญที่สุดคือ Cocaine ซึ่งในรูปแบบใบดิบมีปริมาณน้อยมาก (ประมาณ 0.5-1%) ไม่เพียงพอที่จะทำให้เสพติดได้เมื่อบริโภคในรูปแบบดั้งเดิม แต่เมื่อสกัดและกลั่นอย่างเข้มข้นจึงกลายเป็นโคเคนที่รู้จักกันในปัจจุบัน
ชาวอินคาและใบโคคา สามพันปีก่อนโคเคน
หลักฐานทางโบราณคดีพบร่องรอยการใช้ ใบโคคา ในมัมมี่อายุกว่า 3,000 ปีในชิลีตอนเหนือ นักประวัติศาสตร์เห็นพ้องกันว่า ใบโคคา มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของชาวอินคาและชนพื้นเมืองแอนดีส
การใช้ ใบโคคา ในวิถีชีวิตดั้งเดิมมีหลายรูปแบบ
การเคี้ยว — วิธีที่คลาสสิกที่สุด ชาวพื้นเมืองเอาใบโคคาหลายใบมาเคี้ยวพร้อมกับ “ลิปตา” สารด่างที่ทำจากเถ้าต้นไม้หรือหินปูน ซึ่งช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอัลคาลอยด์ได้ดีขึ้น ทำให้ทนหิว ทนหนาว และมีแรงทำงาน
ชาโคคา — ต้มใบโคคาเป็นชาดื่ม เป็นวิธีที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่ไปเปรูและโบลิเวียในปัจจุบัน เพราะช่วยบรรเทาอาการแพ้ความสูง (Altitude Sickness) ได้ดีมาก
พิธีกรรม — ใบโคคาใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ต่อดวงอาทิตย์ (อินติ) และโลก (ปาชามาม่า) มีการอ่าน ใบโคคา เพื่อทำนายโชคชะตาคล้ายกับการอ่านใบชาในวัฒนธรรมอื่น และยังใช้ในพิธีกรรมการเกิด การแต่งงาน และการตาย
ใบโคคา กับโคเคน ต่างกันอย่างไร
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับ ใบโคคา คือการเหมารวมว่ามันเหมือนกับโคเคน
ความจริงคือ ใบโคคา ในรูปแบบดิบที่เคี้ยวหรือดื่มเป็นชาให้ผลต่อร่างกายต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจากโคเคนที่สกัดและกลั่น
โคเคนเป็นสารที่ผ่านกระบวนการเคมีหลายขั้นตอนเพื่อสกัดเอาสารอัลคาลอยด์ออกมาแล้วทำให้เข้มข้นขึ้นหลายร้อยเท่า ใบโคคาดิบๆ หนึ่งกิโลกรัมให้โคเคนบริสุทธิ์ประมาณ 1-2 กรัมเท่านั้น กระบวนการสกัดนั้นต้องใช้สารเคมี หลายขั้นตอน และเป็นกระบวนการที่ผิดกฎหมายในเกือบทุกประเทศ
ใบโคคาดิบที่เคี้ยวหรือดื่มเป็นชามีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นโคคามีแร่ธาตุที่จำเป็น (แคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส) วิตามิน B1 B2 C และ E รวมถึงโปรตีนและไฟเบอร์

ใบโคคาในประวัติศาสตร์ พืชที่ทำให้โลกเปลี่ยน
ใบโคคา ไม่ได้อยู่แค่ในวัฒนธรรมอเมริกาใต้ แต่มีผลกระทบต่อโลกอย่างน้อยสองครั้งใหญ่
การเดินทางของโคเคน
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นักวิทยาศาสตร์ยุโรปค้นพบวิธีสกัดโคเคนจากใบโคคา และในตอนแรกมองว่ามันเป็นยาวิเศษ — ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิเคราะห์ชื่อดังเคยเขียนสรรเสริญโคเคนในฐานะยารักษาโรคซึมเศร้า และนักกีฬาหลายคนใช้มันเป็นสารเพิ่มประสิทธิภาพก่อนที่จะรู้ถึงผลเสียและการเสพติด
โคคา-โคลา
แพมเบอร์ตัน ในช่วงอายุ 50 ปี เริ่มให้ความสนใจกับต้นโคคา พืชพื้นเมืองของเปรูที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี ชาวพื้นเมืองเอาใบโคคามาเคี้ยวกินสดๆ หรือไม่ก็สกัดเป็นเครื่องดื่ม เพราะมีฤทธิ์เป็นยากระตุ้น เขาจึงนำมาเป็นส่วนผสมหลักของเครื่องดื่มที่เขาคิดค้น — โคคา-โคลา ซึ่งเปิดตัวในปี 1886
ปัจจุบันโคคา-โคลายังคงใช้ ใบโคคา เป็นส่วนผสม แต่ผ่านกระบวนการที่ถอดสารอัลคาลอยด์ออกหมดแล้ว เหลือเพียงกลิ่นและรสชาติ โดยมีบริษัทในสหรัฐอเมริกาได้รับสิทธิ์พิเศษนำเข้า ใบโคคา จากเปรูอย่างถูกกฎหมายเพื่อผลิตสินค้าชนิดนี้
ปมกฎหมาย ระหว่างสิทธิวัฒนธรรมและยาเสพติด
ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสารเสพติดประกาศให้ใบโคคา โคเคน เฮโรอีน ฝิ่น และมอร์ฟีนเป็นสารเสพติดต้องห้ามในปี พ.ศ. 2504 การจัดประเภท ใบโคคา อยู่ในกลุ่มเดียวกับโคเคนนั้นถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากนักวิชาการและตัวแทนชนพื้นเมือง
โบลิเวียเป็นประเทศที่ต่อสู้เรื่องนี้ชัดเจนที่สุด ประธานาธิบดี อีโว โมราเลส ก่อนจะเป็นผู้นำสูงสุดของโบลิเวียเคยเป็นเกษตรกรปลูกต้นโคคามาก่อน และยังดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแรงงานเกษตรผู้ปลูกต้นโคคา เขาปรากฏตัวในการประชุมสหประชาชาติพร้อมถือ ใบโคคา ในมือ เพื่อยืนยันว่ามันคือพืชวัฒนธรรม ไม่ใช่ยาเสพติด
ปี 2009 โบลิเวียบรรจุสิทธิ์ในการบริโภค ใบโคคา ลงในรัฐธรรมนูญ และต่อมาในปี 2013 ก็ถอนตัวออกจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติด เพื่อรักษาสิทธิ์ของชาวโบลิเวียในการใช้ ใบโคคา ตามประเพณีดั้งเดิม
ปัจจุบัน ใบโคคา ในรูปแบบดิบถูกกฎหมายในเปรู โบลิเวีย และบางส่วนของโคลัมเบีย แต่ผิดกฎหมายในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศไทย
ประสบการณ์ดื่มชาใบโคคาในเปรู
นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเปรูหรือโบลิเวีย โดยเฉพาะที่มาชู ปิกชู หรือเมืองกุสโกในระดับความสูงกว่า 3,000 เมตร มักได้รับการแนะนำให้ดื่มชาใบโคคาเพื่อบรรเทาอาการแพ้ความสูง
ชาใบโคคามีสีเหลืองอ่อน กลิ่นคล้ายชาเขียวแต่มีกลิ่นดินและสมุนไพรผสม รสชาติเขียวนิดๆ ฝาดนิดๆ และอุ่นในลำคอ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รายงานว่าช่วยบรรเทาอาการปวดหัวและวิงเวียนได้จริง แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึก “เคลิบเคลิ้ม” หรือ “ลอย” แต่อย่างใด
โรงแรมในคุสโกและเมืองระดับความสูงทุกแห่งมักวางชาใบโคคาไว้ให้แขกชงดื่มฟรีเมื่อเช็คอิน เป็นของต้อนรับที่ปฏิบัติกันมาหลายสิบปี
สุขภาพและโภชนาการ
นอกจากฤทธิ์กระตุ้นจากสารอัลคาลอยด์ ใบโคคา ยังมีคุณค่าทางโภชนาการที่น่าสนใจ
แคลเซียมใน ใบโคคา 100 กรัมมีปริมาณมากกว่านมวัว มีโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน B1 B2 C และ E รวมถึงโปรตีนและไฟเบอร์ ทำให้ ใบโคคา มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าที่หลายคนนึกถึง
ชาวอินคาที่ทำงานหนักในเหมืองหรือไร่นาบนที่สูงพึ่งพา ใบโคคา เป็นส่วนหนึ่งของโภชนาการประจำวัน ช่วยชดเชยสารอาหารในสภาพแวดล้อมที่อาหารหายาก
ใบโคคา ในไทย กฎหมายและความเข้าใจ
ในประเทศไทย ใบโคคา และต้นโคคาถูกจัดเป็นพืชควบคุมภายใต้กฎหมายยาเสพติด ห้ามปลูก ครอบครอง และจำหน่ายทุกรูปแบบ
สิ่งที่น่าสนใจคือความเข้าใจของคนไทยส่วนใหญ่เกี่ยวกับ ใบโคคา มักจำกัดอยู่แค่ว่ามันคือแหล่งกำเนิดของโคเคน โดยไม่รู้บริบทวัฒนธรรมที่ลึกกว่านั้น ซึ่งต่างจากกัญชาหรือกระท่อมที่คนไทยรู้จักประวัติและการใช้งานแบบพื้นบ้านมาก่อน
ความเข้าใจนี้สะท้อนให้เห็นว่าพืชชนิดเดียวกันสามารถมีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในวัฒนธรรมที่ต่างกัน
พืชที่ซับซ้อนกว่าที่คิด
ใบโคคา เป็นพืชที่ประวัติศาสตร์ของมันบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ระหว่างวัฒนธรรมพื้นเมืองกับกฎหมายสากล และระหว่างการใช้สิ่งหนึ่งตามธรรมชาติกับการสกัดออกมาทำให้รุนแรงขึ้นหลายร้อยเท่า
พืชที่รอดจากไฟในตำนานอัยมาราและช่วยให้คนงานอินคาทำงานบนเทือกเขาสูง กลายมาเป็นส่วนผสมในน้ำอัดลมยอดนิยมของโลก และยังคงเป็นปมถกเถียงเรื่องสิทธิมนุษยชนและนโยบายยาเสพติดมาจนถึงวันนี้
ทั้งหมดนั้นอยู่ในใบไม้สีเขียวเล็กๆ จากเทือกเขาแอนดีส
