dont tell me how to dress คือแคมเปญที่เกิดจากคำถามง่ายๆ ว่าชุดที่ผู้หญิงใส่ในวันที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ มีผลต่อการถูกกระทำหรือไม่ — คำตอบคือไม่ และนิทรรศการชุดเสื้อผ้าจริงของผู้ถูกกระทำจริงคือหลักฐาน
มีคำพูดหนึ่งที่ผู้หญิงได้ยินซ้ำๆ เวลาเกิดเรื่องคุกคามทางเพศ
“แต่งตัวแบบนั้นก็ต้องโดนแบบนี้แหละ”
dont tell me how to dress คือคำตอบต่อประโยคนั้น เป็นแคมเปญที่เริ่มจากคนไม่กี่คนที่เบื่อกับการโยนความผิดกลับมาที่เหยื่อ และกลายเป็นขบวนการที่ทำให้คนทั้งประเทศต้องหยุดคิดว่าเราเชื่ออะไรกันอยู่จริงๆ
จุดเริ่มต้นของ dont tell me how to dress
แคมเปญ dont tell me how to dress เกิดขึ้นจากกรณี ซินดี้ สิริยา บิชอพ นางแบบและนักแสดงชื่อดัง ออกมาโพสต์คลิปผ่าน Instagram ส่วนตัว แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำของเจ้าหน้าที่รัฐ กทม. ที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าผู้หญิงควรแต่งตัวให้มิดชิดก่อนไปเที่ยวงานสงกรานต์ เพื่อป้องกันการถูกผู้ชายลวนลาม เพราะตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยถูกผู้ชายลวนลาม
นั่นคือชนวน ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะปัญหามีมาก่อนนานแล้ว แต่การที่เจ้าหน้าที่รัฐออกมาบอกว่าให้ผู้หญิงแต่งตัวให้มิดชิดเพื่อป้องกันตัวเอง คือการบอกโดยนัยว่าการที่ผู้ชายลวนลามเป็นความผิดที่ผู้หญิงป้องกันได้โดยเลือกชุดให้ถูก
ซินดี้ไม่เห็นด้วย และเธอพูดออกมา
นิทรรศการชุดเสื้อผ้า หลักฐานที่เห็นด้วยตา

สิ่งที่ทำให้แคมเปญ dont tell me how to dress มีน้ำหนักมากกว่าการโพสต์ประท้วงทั่วไปคือนิทรรศการที่ตามมา
ในเวทีเสวนา ทีมงานได้นำชุดที่ใส่ในวันถูกข่มขืนที่ขอมาจากเคสจริงมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการเล็กๆ ชื่อว่า “ชุดที่ใส่…ในวันที่ถูกลวนลามคุกคามทางเพศ” เพื่อสื่อให้เห็นว่าแต่ละชุดที่ผู้ถูกกระทำสวมใส่ก็เป็นชุดธรรมดาทั่วไป ฉะนั้นใส่ชุดแบบไหนก็ตกเป็นเหยื่อได้เหมือนกัน
ชุดเหล่านั้นไม่ใช่ชุดสั้น ชุดรัดรูป หรือชุดที่ใครจะมองแล้วบอกว่า “โดนแบบนี้ก็ควรแล้ว” มันเป็นชุดนักเรียน ชุดทำงาน เสื้อยืดกางเกงธรรมดา ชุดนอน
ชุดที่ทุกคนใส่ทุกวัน
Victim Blaming คืออะไร และทำไมถึงเป็นปัญหา

แนวคิดที่ dont tell me how to dress ต่อสู้อยู่มีชื่อว่า Victim Blaming — การโยนความรับผิดชอบไปที่ผู้ถูกกระทำแทนที่จะเป็นผู้กระทำ
Victim Blaming ไม่ได้เกิดแค่จากคนที่พูดตรงๆ ว่า “แต่งตัวแบบนั้นก็ต้องโดนแบบนั้น” แต่เกิดจากคำถามที่ดูเหมือนห่วงใย เช่น “คืนนั้นทำไมถึงอยู่ที่นั่น?” “ดื่มไปด้วยไหม?” “รู้จักเขานานแค่ไหน?” — คำถามที่นัยยะซ่อนอยู่คือ “เธอทำอะไรผิดถึงโดนแบบนี้”
และในกรณีเรื่องการแต่งกาย คำแนะนำที่บอกให้ผู้หญิง “แต่งตัวให้มิดชิดเพื่อความปลอดภัย” มีเหตุผลอยู่เพียงข้อเดียวคือยอมรับโดยปริยายว่าผู้ชายไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เมื่อเห็นผู้หญิงแต่งตัวในแบบที่ตนเองมองว่า “ยั่วยวน”
และนั่นคือปัญหา ไม่ใช่เรื่องชุดเลย
แคมเปญ dont tell me how to dress ในระดับสากล

dont tell me how to dress ไม่ใช่แนวคิดที่เกิดขึ้นครั้งแรกในไทย มันเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสากลที่ตั้งคำถามเดียวกันในหลายประเทศ
นิทรรศการในลักษณะเดียวกันปรากฏในหลายประเทศยุโรปและอเมริกา ภายใต้ชื่อต่างๆ เช่น “What I Was Wearing” ซึ่งผู้รอดชีวิตจากการล่วงละเมิดทางเพศอธิบายชุดที่ตัวเองใส่ในวันนั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่ามันไม่มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น
ผลของนิทรรศการเหล่านั้นทุกครั้งเหมือนกัน — คนดูรู้สึกว่าตัวเองมีความเชื่อที่ไม่ยุติธรรมซ่อนอยู่และยังไม่เคยตรวจสอบ
ในไทย dont tell me how to dress เกิดขึ้นในบริบทที่ขบวนการ MeToo กำลังแพร่กระจายทั่วโลก และทำให้การสนทนาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ และความยินยอม (consent) เริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้นในสังคมไทย
ทำไมแฟชั่นถึงไม่ใช่สาเหตุ
มีการศึกษาจำนวนมากที่ยืนยันว่าการแต่งกายไม่มีความสัมพันธ์กับโอกาสถูกล่วงละเมิดทางเพศ
สถิติจากกระบวนการยุติธรรมในหลายประเทศแสดงให้เห็นว่าการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นกับทุกคนโดยไม่เลือกเพศ อายุ การแต่งกาย สถานที่ หรือเวลา เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนที่แต่งตัวมิดชิดในพื้นที่ที่ “ปลอดภัย” ล้วนเคยเป็นเหยื่อทั้งสิ้น
นั่นชี้ให้เห็นว่าสาเหตุของการล่วงละเมิดทางเพศไม่ได้อยู่ที่ผู้ถูกกระทำ แต่อยู่ที่ผู้กระทำ
การบอกให้ผู้หญิงแต่งตัวให้มิดชิดเพื่อป้องกันตัวเองจึงไม่ได้แก้ปัญหา แต่แค่โยนภาระความรับผิดชอบไปในทิศทางที่ผิด
สิ่งที่ dont tell me how to dress เรียกร้อง
dont tell me how to dress ไม่ได้เรียกร้องให้คนแต่งตัวอย่างไรเป็นพิเศษ ตรงกันข้าม มันเรียกร้องว่าอย่าพูดเรื่องการแต่งตัวของผู้หญิงในบริบทของการล่วงละเมิดทางเพศเลย
แทนที่จะบอกว่า “แต่งตัวให้มิดชิดเพื่อป้องกันตัวเอง” สิ่งที่ควรพูดคือ “อย่าล่วงละเมิดผู้อื่น”
ความแตกต่างระหว่างสองประโยคนี้เป็นทั้งหมดของแคมเปญ — ว่าเราจะวางความรับผิดชอบไว้ที่ใคร
ผลกระทบของแคมเปญในไทย
แคมเปญ dont tell me how to dress ในไทยทำให้เกิดการสนทนาในวงกว้างเกี่ยวกับสิทธิในร่างกาย (bodily autonomy) การล่วงละเมิดทางเพศ และบทบาทของสังคมในการป้องกันหรือเอื้อให้เกิดการล่วงละเมิด
นิทรรศการชุดเสื้อผ้าถูกพูดถึงและแชร์ออกไปในวงกว้าง ทำให้คนจำนวนมากที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีความเชื่อแบบ Victim Blaming ได้ตรวจสอบตัวเองใหม่
และในระดับนโยบาย การที่เจ้าหน้าที่รัฐออกมาพูดแบบนั้นแล้วถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวาง ก็เป็นสัญญาณว่าสังคมไทยกำลังเปลี่ยนในทิศทางที่รับผิดชอบมากขึ้น
เสื้อผ้าไม่เคยเป็นสาเหตุ
dont tell me how to dress สอนสิ่งเดียว
ว่าการที่ใครถูกล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ใช่ความผิดของชุดที่เขาหรือเธอใส่ ไม่ใช่ความผิดของเวลาที่เดินทาง ไม่ใช่ความผิดของสถานที่ที่อยู่
มันเป็นความผิดของคนที่เลือกกระทำ
และการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อสังคมหยุดถามว่า “เหยื่อทำอะไรถึงโดนแบบนี้” แล้วเริ่มถามว่า “ผู้กระทำมีความรับผิดชอบอะไรบ้าง”
แคมเปญ dont tell me how to dress | ริเริ่มโดย ซินดี้ สิริยา บิชอพ | เกิดจากกรณีเจ้าหน้าที่รัฐแนะนำให้ผู้หญิงแต่งตัวมิดชิดในงานสงกรานต์เพื่อป้องกันการถูกลวนลาม | นิทรรศการชุด “ชุดที่ใส่…ในวันที่ถูกลวนลามคุกคามทางเพศ” ใช้ชุดเสื้อผ้าจริงจากเคสจริง
