ถนน ทรงวาด ไม่ได้เริ่มจากคาเฟ่ มันเริ่มจากไฟไหม้สำเพ็ง รัชกาลที่ 5 และโกดังสินค้าริมเจ้าพระยาที่รอคนรุ่นใหม่มาเปิดประตูอีกครั้ง
มีถนนเส้นหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่รัชกาลที่ 5 ทรงวาดแนวเส้นทางลงบนแผนที่ด้วยพระองค์เอง หลังจากเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ถล่มย่านสำเพ็งในปี 2449 พระองค์ทรงมีพระราชดำริปรับผังเมืองใหม่ ตัดถนนลดความแออัด และชื่อของถนนเส้นนั้นก็มาจากพระราชกิจของพระองค์โดยตรงว่า “ทรงวาด”
กว่า 100 ปีผ่านไป ถนนทรงวาดสายยาว 1,196 เมตรที่เคยเป็นศูนย์กลางค้าส่งข้าว พริกไทย เครื่องเทศ และสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ กำลังเขียนบทใหม่ของตัวเองอีกครั้ง และคนที่กำลังจับปากกาอยู่ในวันนี้คือคนรุ่นใหม่
ถนน ทรงวาด ก่อนจะเป็นคาเฟ่ มันเป็นอะไร
ถนน ทรงวาด เป็นถนนเก่าแก่ยุครัชกาลที่ 5 ที่วางผังขึ้นใหม่หลังไฟไหม้สำเพ็ง เพื่อจัดระเบียบย่านการค้าริมน้ำ และเชื่อมการค้าทางเรือกับถนนบนบก ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางค้าส่ง โกดังสินค้าสำคัญริมเจ้าพระยา
ในยุครุ่งเรือง อาคารริมน้ำในย่านทรงวาดเป็นโกดังสำหรับเก็บสินค้าส่งออกอย่างข้าว พริกไทย น้ำตาล และน้ำมันมะพร้าว พ่อค้าชาวจีนโพ้นทะเลตั้งรกรากที่นี่ สร้างชุมชนที่หยั่งรากลึก เต็มไปด้วยวัดจีน ศาลเจ้า มัสยิด และวิถีชีวิตผสมผสานที่ยังหลงเหลือให้เห็นจนทุกวันนี้
แต่เมื่อการค้าทางน้ำเริ่มถูกแทนที่ด้วยถนนและรถยนต์ ทรงวาดก็ค่อยๆ เงียบลง โกดังเก่าปิดตาย ร้านค้าเริ่มลดลง และย่านนี้กลายเป็นสถานที่ที่คนผ่านไปโดยไม่หยุดมองเป็นเวลานาน
ทรงวาด งานศิลปะชิ้นหนึ่งที่เปลี่ยนทุกอย่าง

ทรงวาด กลับมาครึกครื้นและได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่อีกครั้งภายหลังจากการจัดเทศกาลเมืองศิลปะ “บุกรุก” (BUKRUK Urban Arts Festival) ครั้งที่ 2 ในย่านทรงวาด-เจริญกรุง เมื่อปี 2559 ผลงานกราฟฟิตี้บนผนังตึกเก่าที่ดูเหมือนจะเป็นแค่สีสัน กลับกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่พาผู้คนมาค้นพบว่าถนนเส้นนี้มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มีวิถีชีวิตที่น่าสนใจ และมีพื้นที่ว่างสำหรับความคิดสร้างสรรค์
คนรุ่นใหม่ที่มาดูงานศิลปะแล้วไม่ยอมกลับ กลับมาพร้อมกับแผนธุรกิจในมือแทน
ถนน ทรงวาด เมื่อโกดังเก่ากลายเป็นสเปซของคนรุ่นใหม่
ด้วยเสน่ห์เมืองเก่า ผสมผสานกับความสมัยใหม่ รวมไปถึงมีร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ จุดเช็กอินเก๋ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่เข้ามาเติมสีสัน ทำให้ถนนทรงวาดเส้นนี้กลายเป็นแลนด์มาร์กยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ไปโดยปริยาย
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคาเฟ่คือเรื่องราวของคนที่เลือกมาทำธุรกิจที่นี่
Koff and Bun at Song Wat คาเฟ่แห่งย่านทรงวาดที่เกิดจากการรีโนเวทตึกแถวเก่าสไตล์คลาสสิก ภายใต้แบรนด์ Koff and Bun โดยเจ้าของผู้เป็นถึงแชมป์นักคั่วกาแฟจากเวที Thailand National Roasting Championship 2018 และยังเป็นทายาทรุ่นที่สืบทอดตำนานความอร่อยจากร้านขนมจีบซาลาเปา “ไต้แป๊ะ” ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475
นี่คือสิ่งที่ทรงวาดมีในแบบที่ย่านคาเฟ่ทั่วไปไม่มี นั่นคือเจ้าของกิจการที่มีรากฝังอยู่กับย่านนี้ ที่ไม่ได้มาเพื่อแค่เปิดร้านสวย แต่มาเพื่อสานต่อบางสิ่งที่มีมาก่อนหน้า
กาแฟ ช็อกโกแลต และมัทฉะ ถนนแห่งรสชาติที่เลือกอย่างพิถีพิถัน
หากใครมาแถวถนน ทรงวาด คาเฟ่ช็อกโกแลต “Choch Songwat” ก็เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่คนรักช็อกโกแลตไม่ควรพลาด ที่นี่มีช็อกโกแลตหลากหลายสายพันธุ์ สามารถเลือกประเภทหรือความเข้มได้ตามชอบ
คาเฟ่ Matcha Specialty ที่คัดสรรและนำเข้ามัทฉะคุณภาพสูงจากประเทศญี่ปุ่น ทั้งเกรดพิธีการ เกรดคาเฟ่ และสำหรับทำเบเกอรี่ เพิ่งเปิดสาขาใหม่ในซอยโกดังเก่าบนถนนทรงวาด ตัวตึกเก่าถูกปรับโฉมให้เป็นคาเฟ่ที่ยังคงกลิ่นอายความดั้งเดิม
สิ่งที่ทำให้ร้านบนทรงวาดต่างจากร้านทั่วไปคือความตั้งใจในวัตถุดิบ หลายร้านที่นี่ไม่ได้เปิดมาเพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งของกระแส แต่เปิดมาเพราะอยากทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าดีจริงๆ และบังเอิญว่าทรงวาดคือพื้นที่ที่รับความตั้งใจแบบนั้นได้
ทรงวาด ของวินเทจ งานคราฟต์ และร้านที่มีชีวิต

ถนน ทรงวาด ไม่ได้เป็นเพียงแค่ถนนแห่งการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นถนนที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของงานศิลปะ ซึ่งรับทำสินค้าต่างๆ กันด้วยกรรมวิธีแบบดั้งเดิม เกิดเป็นงานผลิตสินค้าที่คนรุ่นใหม่เรียกกันว่างานคราฟต์ โดยมีร้านที่น่าสนใจ อาทิ ร้านถังไม้ซุ้ยล้ง ร้านถักเชือกก้วงเฮงเส็ง ร้านฉลุป้ายโลหะจิรวัฒน์ ร้านเครื่องปั้นเซรามิก Aoon Pottery และร้านล้างฟิล์ม Labyrinth Film
Oyster and Things เป็นร้านขายของวินเทจเปิดใหม่ในย่านทรงวาด ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ ช้อน จาน ชาม ตู้ โต๊ะ ตลอดจนเครื่องประดับ
นี่คือสิ่งที่ทรงวาดทำได้ในแบบที่โครงการพัฒนาพื้นที่ไหนไม่สามารถวางแผนได้ล่วงหน้า ทั้งร้านเก่าและใหม่อยู่ร่วมกันโดยไม่ฝืน และต่างฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์จากกันและกัน ร้านถักเชือกที่เปิดมาสามสิบปีกลายเป็น “content” ที่คนถ่ายรูปไปลง คนที่มาถ่ายรูปก็แวะซื้อเชือกกลับบ้านด้วย
ศิลปะบนกำแพง ถนนที่เดินเท่าไหร่ก็ไม่หมด
จากอดีตย่านการค้าคึกคักของชาวจีนโพ้นทะเลและพ่อค้าเรือสินค้า สู่วันนี้ที่กลายเป็นโลเคชันถ่ายรูป คาเฟ่ และจุดเช็กอินของคนรุ่นใหม่ กลิ่นอายของเมืองเก่ายังไม่หายไปไหน
Street Art บนผนังตึกถนนทรงวาดไม่ใช่แค่ลวดลายสวยงาม แต่เป็นบทสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ผนังบางแผ่นเล่าเรื่องชาวจีนโพ้นทะเล บางผนังเป็นงานนามธรรมที่ทิ้งให้คนดูตีความเอง และบางผนังเป็นแค่สีสดๆ ที่ทำให้ถนนเส้นนี้ดูมีชีวิต
แต่ที่น่าสนใจคือ ศิลปะเหล่านี้ไม่ได้แย่งพื้นที่จากตึกเก่า แต่กลับทำให้คนหยุดสังเกตสถาปัตยกรรมที่อยู่ข้างหลังมันมากขึ้น
อาหาร ระหว่างของเก่าที่ยังอยู่และของใหม่ที่เพิ่งเกิด
ร้านอาหารและคาเฟ่บนถนนทรงวาดสะท้อนอัตลักษณ์ของย่านเก่าได้อย่างมีชีวิตชีวา หลายร้านยังคงอยู่ในอาคารเก่าสไตล์ชิโน-โปรตุกีสหรือโกดังเก่าริมน้ำที่ได้รับการรีโนเวตใหม่ให้กลายเป็นพื้นที่ร่วมสมัย โดยที่ยังเก็บกลิ่นอายความดั้งเดิมไว้ครบถ้วน บางร้านเน้นเสิร์ฟอาหารจีนดั้งเดิมที่อยู่คู่ย่านนี้มานาน เช่น เป็ดย่าง หมูแดง หรือข้าวต้มรอบดึก
Song Viet at Song Wat ร้านอาหารทรงวาดสไตล์เวียดนามแบบสตรีทฟู้ด เสิร์ฟอาหารเวียดนาม เช่น เฝอ แหนมเนือง ส่วนภายนอกและภายในร้านตกแต่งด้วยสีสันสดใส พร้อมเฟอร์นิเจอร์ให้บรรยากาศราวกับว่านั่งกินที่เวียดนาม
อาหารในทรงวาดบอกอะไรเกี่ยวกับย่านนี้ได้ดีที่สุด มันผสมผสานวัฒนธรรมที่อยู่เคียงกันมาร้อยปีได้อย่างเป็นธรรมชาติ จีน เวียดนาม ไทย และฟิวชั่นร่วมสมัย ทั้งหมดนั้นกินได้บนถนนเส้นเดียวกัน
วิธีที่ดีที่สุดในการมา ทรงวาด
ถนนทรงวาดเป็นถนนที่ไม่ควรมาพร้อมกับแผนที่ชัดเจนเกินไป เพราะเสน่ห์ของมันอยู่ที่การหลงอยู่ในซอยเล็กๆ แล้วเจอกับสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจจะเจอ
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือบ่ายแก่ๆ ไปถึงเย็น เมื่ออากาศเย็นลงและแสงสีทองของตะวันตกทอลงบนผนังตึกเก่า รูปที่ถ่ายออกมาจะสวยโดยไม่ต้องพยายาม
การเดินทางที่สนุกที่สุดคือนั่งเรือมาที่ท่าราชวงศ์ แล้วเดินเข้าทรงวาด ทันทีที่ก้าวลงจากเรือและเห็นตึกเก่าเรียงรายริมน้ำ คุณจะรู้ว่าทำไมถนนเส้นนี้ถึงมีชีวิต
สิ่งที่ ทรงวาด พิสูจน์ให้เห็น
ถนน ทรงวาด อาจเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งคาเฟ่และร้านอาหารสุดฮิต แต่จริงๆ แล้วคือถนนสายที่บอกเล่าเรื่องราวกรุงเทพฯ ริมเจ้าพระยามากว่าร้อยปี ตั้งแต่ยุคคลังสินค้า โรงสี และชุมชนพ่อค้าเรือชาวจีน จนถึงวันนี้ที่ตึกเก่าโกดังเดิมถูกรีโนเวตให้กลายเป็นย่านสร้างสรรค์
ทรงวาดพิสูจน์ว่าพื้นที่ที่ดีไม่จำเป็นต้องถูกสร้างใหม่ทั้งหมด แต่แค่ต้องการคนที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่มีอยู่แล้ว และกล้าพอที่จะเข้ามาใช้มันในแบบที่ตัวเองเชื่อ
รัชกาลที่ 5 ทรงวาดถนนนี้ขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปหลังจากที่ไฟไหม้ครั้งใหญ่ทำลายสิ่งเก่าลง และในแต่ละยุคสมัย ถนนเส้นนี้ก็มีคนที่มาทำให้มันมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง
วันนี้ คนรุ่นใหม่กำลังทำสิ่งเดียวกัน
“เมื่อเดินจนทั่วทรงวาด คุณจะพบว่ามิติของทรงวาดไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นแหล่งค้าส่งเหมือนในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ทรงวาดยังประกอบไปด้วยชีวิตของผู้คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาสอดแทรกอยู่ระหว่างอาคารหลังเก่าอายุร่วมร้อยปี”
