สืบประวัติปราสาทนครหลวง ปราสาทหินที่ถอดโมเดลจากขอม แปลงเป็นวัดในสมัย ร.4 และกลายเป็นที่ตั้ง ‘พระจันทร์’ จากท่าพระจันทร์
มีสถานที่ในอยุธยาแห่งหนึ่ง ที่ไม่ค่อยปรากฏในโปสเตอร์ท่องเที่ยว ไม่มีรถตุ๊กตุ๊กพาไป และถ้าไม่ได้ตั้งใจหาข้อมูล ก็แทบจะไม่รู้ว่ามีอยู่บนโลก
แต่ถ้าวันไหนคุณขับรถออกจากตัวเมืองอยุธยาไปทางทิศเหนือตามถนนสาย 33 ข้ามสะพานป่าสักไปยังอำเภอนครหลวง แล้วเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ริมน้ำ — คุณจะพบกับโครงสร้างอิฐขนาดมหึมาที่นอนเงียบอยู่ท่ามกลางสนามหญ้าสีเขียวเข้ม ล้อมรอบด้วยต้นไทรรากย้อย และอากาศที่เย็นกว่าข้างนอกผิดปกติ
นั่นคือ ปราสาทนครหลวง
เรื่องที่ยังไม่มีใครเล่าให้ครบ

ส่วนใหญ่เวลาพูดถึงอยุธยา เราจะนึกถึงวัดพระศรีสรรเพชญ์ วิหารพระมงคลบพิตร หรือโบสถ์เก่าที่ถูกพม่าเผาจนหัวพระพุทธรูปหลุดไปติดอยู่กับรากโพธิ์ ทั้งหมดนั้นเป็นภาพจำที่ผูกกับ “อยุธยาในฐานะมรดกโลก” ที่เราเรียนมาตั้งแต่เด็ก
แต่ปราสาทนครหลวงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2174 ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งเป็นหนึ่งปีหลังจากที่พระองค์สร้างวัดไชยวัฒนาราม วัดที่ทุกวันนี้กลายเป็นโลเคชันยอดนิยมของนักถ่ายภาพทั่วโลก แต่ปราสาทที่สร้างหลังจากนั้นกลับถูกลืมไปอย่างเงียบเชียบ
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
คำตอบอยู่ในรายละเอียดที่น่าสนใจมาก เพราะปราสาทนครหลวงสร้างไม่แล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก ศูนย์กลางอำนาจย้ายลงมายังกรุงเทพมหานคร ความทรงจำและความสำคัญของปราสาทนครหลวงก็ค่อยๆ ลดน้อยถอยลง จากปราสาทของพระมหากษัตริย์ กลายเป็นวัดขึ้นใน พ.ศ. 2352 ปราสาทที่สร้างไม่เสร็จ กลายเป็นวัด แล้วก็เงียบหายไปในหน้าประวัติศาสตร์กระแสหลัก
ก่อนจะมีปราสาท มีแค่ศาลาโถง

เรื่องราวของนครหลวงไม่ได้เริ่มต้นพร้อมกับปราสาท แต่เริ่มต้นจากการเดินทาง
ปราสาทนครหลวงนี้ นอกจากใช้เป็นสถานที่ประทับในระหว่างเสด็จขึ้นไปนมสการรอยพระพุทธบาทแล้ว ยังมีหลักฐานอีกว่า สถานที่แห่งนี้ใช้สำหรับประกอบพระราชพิธียิงอัตนาหรือการสวดอาฎานาฏิยสูตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีตรุษหลวง จัดขึ้นในเดือน 4 และพระราชพิธีกวนข้าวทิพย์และถวายข้าวยาคูแก่พระสงฆ์ ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่กระทำในเดือน 10 พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ พื้นที่ริมแม่น้ำป่าสักแห่งนี้เป็น “จุดจอดพัก” ของขบวนเสด็จ ก่อนที่จะเดินทางต่อไปนมัสการพระพุทธบาทที่สระบุรี
ครั้นถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงไม่โปรดที่จะหยุดการเดินทางในช่วงแรกที่วัดใหม่ประชุมพล แต่จะหยุดประทับที่บริเวณริมน้ำใกล้วัดเทพจันทร์ ถัดจากวัดใหม่ประชุมพลลงมาเล็กน้อย จนกระทั่งในปี 2174 จึงโปรดให้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าศาลาโถงขึ้นมา นั่นคือปราสาทหินที่ถ่ายแบบมาจากอาณาจักรขอม
ถ่ายแบบจากขอม แต่ไม่ใช่นครวัด

นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในทุกบทความท่องเที่ยวเกี่ยวกับปราสาทนครหลวง
หลายคนคิดว่าพระเจ้าปราสาททองส่งช่างไปถ่ายแบบ “นครวัด” มา แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ปราสาทในเมืองพระนครที่เป็นแรงบันดาลใจให้ปราสาทนครหลวงคือ “ปราสาทปาปวน” เนื่องจากมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและจำนวนเรือนยอดของพระปรางค์ประธานและพระปรางค์บริวารที่สัมพันธ์กัน
ในพงศาวดารยังมีการพูดถึงว่าพระเจ้าปราสาททองได้ส่งช่างไปถ่ายแบบ “ปราสาทกรุงกัมภุช” ที่เมืองพระนครมาเป็นรูปแบบก่อสร้าง และหากวิเคราะห์ดูแล้วปราสาทกรุงกัมภุชที่ว่าก็คือ “ปราสาทปาปวน” เนื่องจากเป็นปราสาทประจำพระราชวังหลวงแห่งกรุงกัมพูชาขณะนั้น
ปาปวนเป็นปราสาทที่เก่ากว่านครวัดถึงศตวรรษ และมีลักษณะโครงสร้างแบบ “ปราสาทภูเขา” คือซ้อนกันเป็นชั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งตรงกับสิ่งที่เราเห็นในปราสาทนครหลวงวันนี้ ไม่ใช่แบบของนครวัดที่มีระเบียงคดยาวและสระน้ำล้อมรอบ
แต่ทำไมพระเจ้าปราสาททองถึงเลือกถ่ายแบบจากเขมร? เรื่องนี้มีเหตุผลเบื้องหลังที่น่าสนใจมาก
แต่เหตุที่ทำให้สร้างปราสาทนครหลวงขึ้นมา น่าจะเป็นเพราะต้องการแสดงพระราชอำนาจ ด้วยพระเจ้าปราสาททองทรงปราบดาภิเษกตั้งพระราชวงศ์ใหม่ คือ “ราชวงศ์ปราสาททอง” และเชื่อมโยงว่าพระองค์มีเชื้อสายมาจากเมืองพระนครอันยิ่งใหญ่
กล่าวคือ ปราสาทนี้ไม่ได้สร้างเพื่อศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่สร้างเพื่อการเมือง เพื่อบอกว่า “พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้มีสายเลือดจากอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค”
ตัวปราสาท สิ่งที่เหลืออยู่และสิ่งที่หายไป

ลักษณะของสถาปัตยกรรมเป็นองค์ปราสาท เป็นพุทธสถานจตุรมุขทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มี 3 ชั้น ชั้นที่ 2 เป็นซุ้มระเบียงล้อมรอบ ชั้นบนมีมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทสี่รอย
เมื่อยืนมองจากสนามหญ้าด้านหน้า ตัวปราสาทดูสง่างามกว่าที่คาดไว้มาก โครงสร้างอิฐสีแดงเข้มสามชั้นซ้อนกันขึ้นไปเหมือนภูเขาจำลอง มีระเบียงคดล้อมรอบแต่ละชั้น และมีปรางค์ขนาดเล็กประจำทิศทั้งสี่มุมของแต่ละชั้น
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าความงามที่มองเห็น คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความไม่สมบูรณ์ของปราสาทนี้
เมื่อขึ้นไปถึงฐานชั้นบนสุดของปราสาทนครหลวงซึ่งถือเป็นส่วนที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะทั้งหมดล้วนผ่านการสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์แทบทั้งสิ้น แทนที่พระมหาปราสาทนครหลวงเดิมที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งน่าจะสร้างเป็นอาคารเครื่องไม้ตามจารีตการสร้างพระราชมณเฑียรของพระมหากษัตริย์ด้วยไม้
นั่นหมายความว่า สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ไม่ใช่ปราสาทดั้งเดิมทั้งหมด สิ่งที่พระเจ้าปราสาททองทรงสร้างไว้เป็นเครื่องไม้ ไม่ใช่หินหรืออิฐ แล้วก็ไม่แล้วเสร็จ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จประพาสมณฑลอยุธยาในปี พ.ศ. 2421 ทรงพระราชนิพนธ์ถึงปราสาทแห่งนี้ว่า “…คงสร้างไม่แล้วเสร็จเป็นแน่ จนบันไดก็ได้ก่อบ้างไม่ได้ก่อบ้างเป็นแต่ชักอิฐไว้ ตัวปรางค์กลางนั้น เห็นจะยังไม่ได้ก่อขึ้นเป็นแน่…”
ข้อความนี้จาก ร.5 บอกเราอะไรหลายอย่าง — บอกว่าแม้แต่ในยุครัตนโกสินทร์ตอนกลาง ปราสาทแห่งนี้ยังคงอยู่ในสภาพที่เห็นได้ชัดว่า “ค้างไว้” และไม่มีใครมาแตะต้องมันอย่างจริงจังตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา
จากพระราชวังสู่วัด การเดินทางที่ไม่มีใครวางแผน

กรุงศรีอยุธยาแตกในปี 2310 ปราสาทนครหลวงก็เงียบลงพร้อมกับทุกสิ่ง ไม่มีพระมหากษัตริย์ ไม่มีขบวนเสด็จ ไม่มีพระราชพิธีอีกต่อไป
จากปราสาทของพระมหากษัตริย์ กลายเป็นวัดขึ้นใน พ.ศ. 2352 โดยตาปะขาวปิ่น ผู้สร้างมณฑปและรอยพระพุทธบาท 4 รอยไว้ที่ลานชั้นบนสุดของปราสาทนครหลวง
ตาปะขาวปิ่น ชื่อที่ฟังดูธรรมดา แต่เป็นคนที่เปลี่ยนเจตนาของสถานที่แห่งนี้ไปตลอดกาล ท่านขึ้นไปสร้างมณฑปและประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสี่รอยบนชั้นสูงสุดของปราสาท ทำให้ปราสาทกลายเป็นวัดที่ผู้คนมาสักการะ แทนที่จะเป็นที่ประทับพักผ่อนของกษัตริย์ที่ไม่มีอีกแล้ว
ก่อนที่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานผ้าพระกฐินที่วัดแห่งนี้ และมีพระราชประสงค์ให้บูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทนครหลวง แต่สุดท้ายไม่ได้ทำ เพราะมีอาคารประดิษฐานรอยพระพุทธบาท 4 รอยอยู่ข้างบนแล้ว จะรื้อออกก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่สมควร
นี่คือหนึ่งในโมเมนต์ที่น่าสนใจที่สุดในประวัติศาสตร์ของปราสาทนี้ พระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งอยากบูรณะ แต่ก็ตัดสินใจไม่ทำ เพราะสิ่งที่สร้างทับลงมาภายหลังนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์พอที่จะทำให้ต้องยับยั้งใจ
ปราสาทแห่งนี้จึงยืนอยู่ในสภาพ “กึ่งกลาง” มาจนถึงวันนี้ ไม่ใช่ซากปรักหักพัง ไม่ใช่ของบูรณะใหม่ แต่เป็นชั้นทับชั้นของเวลาที่ยังถอดรหัสกันไม่หมด
พระพุทธบาทสี่รอย เมื่อรอยเท้าข้ามยุคสมัย

บนชั้นสูงสุดของปราสาท มีสิ่งที่ดึงดูดผู้คนให้มาที่นี่ตลอดหลายร้อยปี นั่นคือ พระพุทธบาทสี่รอย
พระพุทธบาทสี่รอยที่ประดิษฐานในมณฑปบนชั้นสูงสุดของปราสาทนครหลวง มีลักษณะเป็นพระพุทธบาทซ้อนกันสี่รอยบุ๋มลึกลงไปในเนื้อหิน โดยรอยใหญ่ที่สุดกว้างประมาณ 2.50 เมตร ยาว 5.50 เมตร
รอยพระพุทธบาทสี่รอยในความเชื่อทางพุทธศาสนาหมายถึงร่องรอยที่พระพุทธเจ้าสี่พระองค์ในสี่กัปกาลประทับไว้บนผืนพิภพ ในการเดินทางแสวงบุญของกษัตริย์อยุธยาที่ต้องออกเรือทวนน้ำขึ้นไปไกลถึงสระบุรีเพื่อนมัสการพระพุทธบาทที่นั่น พื้นที่ริมป่าสักแห่งนี้ถูกเลือกให้เป็นจุดพักกลางทาง และเมื่อปราสาทถูกแปลงเป็นวัด การมีพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่บนสุดก็ทำให้สถานที่นี้กลายเป็นจุดหมายในตัวเอง ไม่ใช่แค่ทางผ่าน
สังเกตเวลาขึ้นไปบนชั้นสูงสุด ลมจากแม่น้ำป่าสักจะพัดมาอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเป็นฤดูหนาวจะเย็นสบาย และถ้าเป็นยามเย็น แสงอาทิตย์จะทาบลงบนปรางค์อิฐสีแดงจนดูราวกับไฟสุมอยู่ข้างใน
พระพิฆเนศผู้ประทับบนบัลลังก์กะโหลก เทพผู้โดดเดี่ยวในอยุธยา

ก่อนจะขึ้นสู่ยอดปราสาท มีจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องหยุด นั่นคือองค์พระพิฆเนศที่ตั้งอยู่ในซุ้มพระด้านข้างของตัวปราสาท
ไฮไลท์ของปราสาทนครหลวงที่สายมูไม่ควรพลาดเลยก็คือขอพรองค์พระพิฆเนศเก่าแก่ อายุกว่า 300 ปี ที่สวยงามมากๆ โดยเชื่อกันว่าการมากราบไหว้ องค์พระพิฆเนศประทับบัลลังก์กะโหลก หรือพระพิฆเนศปางชนะมาร ที่ปราสาทนครหลวง อยุธยา จะเป็นมงคลเรื่องการเงิน การงาน ความรัก รวมถึงจะช่วยขจัดอุปสรรคปัญหาสิ่งไม่ดีทั้งหลาย และมีอำนาจเหนือสิ่งชั่วร้าย
สิ่งที่ทำให้พระพิฆเนศองค์นี้พิเศษกว่าที่อื่นคือรายละเอียดของปางที่ประทับ — “ปางชนะมาร” หมายถึงปางที่เอาชนะความชั่วร้าย การนั่งบนบัลลังก์ที่ทำจากหัวกะโหลกเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการพิชิตอุปสรรคและความตาย ซึ่งหาดูได้ยากมากในพระพิฆเนศที่อื่นในไทย
ใครที่เป็นสายมูหรือชื่นชอบงานประติมากรรมโบราณ มาที่นี่แล้วต้องหยุดดูองค์นี้ให้นานขึ้นสักหน่อย รายละเอียดบนองค์พระแสดงให้เห็นฝีมือช่างอยุธยาที่ดูดซับแรงบันดาลใจจากทั้งศิลปะอินเดียและขอมเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลื่นไหล
พระจันทร์ที่ลอยมาตามน้ำ ตำนานที่ยังมีคนเชื่อถึงทุกวันนี้

หน้าปราสาทมีศาลาเล็กๆ ที่ดูไม่เด่นสะดุดตาเท่าไหร่ แต่ข้างในมีสิ่งที่กลายเป็นหนึ่งในที่มาของชื่อ “ท่าพระจันทร์” ในกรุงเทพฯ
ตำหนักนครหลวง หรือ ศาลพระจันทร์ลอย ตั้งอยู่ด้านหน้าปราสาทนครหลวง มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบอาคารจัตุรมุข ปฏิสังขรณ์ใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระปลัด (ปลื้ม) หรือพระครูวิหารกิจจานุการได้นำพระจันทร์ลอยจากวัดเทพจันทร์ลอย ต.พระจันทร์ลอย อ.นครหลวง ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทนครหลวงมาประดิษฐานไว้
แต่ตัวแผ่นหินพระจันทร์ลอยนั้นคืออะไรกันแน่? แผ่นหินพระจันทร์ลอย มีลักษณะเป็นแผ่นหินแกรนิตทรงกลมคล้ายดวงจันทร์ขนาดใหญ่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เมตร หนา 6 นิ้ว บนแผ่นหินมีรูปแกะสลักที่ค่อนข้างดูยาก ด้านหนึ่งสลักเป็นรูปพระเจดีย์สององค์และพระพุทธ
ตำนานเล่าว่าแผ่นหินแกรนิตทรงกลมแผ่นนี้ลอยมาตามแม่น้ำป่าสักจากทางทิศเหนือ ชาวบ้านที่พบเห็นต่างพากันแปลกใจเพราะหินหนักขนาดนั้นไม่น่าจะลอยน้ำได้ จึงเรียกว่า “พระจันทร์ลอย” และถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่มาเองโดยไม่มีใครอัญเชิญมา
มีผู้สันนิษฐานว่าแผ่นหินดังกล่าวอาจเป็นธรรมจักรที่ยังสร้างไม่เสร็จก็เป็นได้
ไม่ว่าจะเป็นอะไร — ธรรมจักร ของศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยมาตามน้ำ หรือแค่หินกลมที่ช่างแกะสลักทิ้งไว้ค้างงาน — สิ่งที่แน่ชัดคือแผ่นหินแผ่นนี้ดึงดูดความเชื่อและความศรัทธาของผู้คนมาหลายร้อยปี และยังคงดึงดูดต่อไปในทุกวันนี้
ส่วนชื่อ “ท่าพระจันทร์” ในกรุงเทพฯ นั้น เชื่อกันว่ามีความเชื่อมโยงกับชื่อ “พระจันทร์ลอย” แห่งนี้ แม้สายสัมพันธ์ที่แน่ชัดยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักประวัติศาสตร์
ที่นี่เปิดทุกวัน และไม่มีค่าเข้าชม
ปราสาทนครหลวงไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวแบบ “จ่ายเงินเข้าชม” ที่มีรถรับส่งและร้านของที่ระลึกรายล้อม ปราสาทนครหลวงเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น.
มาถึงตอนเช้าตรู่แล้วคุณจะพบกับหมอกเบาๆ ลอยอยู่เหนือสนามหญ้า เสียงนกและเสียงน้ำป่าสักที่ไหลอยู่ไม่ไกล บรรยากาศวัดเงียบสงบที่ชาวบ้านในพื้นที่ยังมาทำบุญในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่นักท่องเที่ยว
ปราสาทนครหลวง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสักฝั่งทิศตะวันออก ในเขต ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ผสมผสานศิลปะไทยและขอมได้อย่างงดงาม
การเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาราว 90 นาทีถ้าไม่ติดรถ ออกทางถนนสาย 1 แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 33 ข้ามสะพานป่าสัก หลังจากนั้นเลี้ยวขวาสองครั้งก็จะถึงวัดนครหลวงซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาท
ถ้าจะให้แนะนำเส้นทางการเที่ยวชม เริ่มจากศาลพระจันทร์ลอยด้านหน้าก่อน จากนั้นเดินชมรอบตัวปราสาทเพื่อดูสถาปัตยกรรมในมุมต่างๆ แวะไหว้พระพิฆเนศที่ซุ้มพระด้านข้าง ก่อนจะเดินขึ้นบันไดสู่ลานชั้นสองและชั้นสาม จุดที่คนชอบถ่ายรูปมากที่สุดคือโพรงซุ้มที่มองขึ้นไปเห็นท้องฟ้า ลองก้มมองขึ้นไปแล้วจะเข้าใจเองว่าทำไม
ยืนอยู่บนชั้นสูงสุด
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนสุดและยืนตรงหน้ามณฑปพระพุทธบาทสี่รอย มองออกไปทางทิศตะวันตกจะเห็นยอดต้นไม้สูงๆ ที่ปกคลุมพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำป่าสัก ลมที่พัดมาจากทางนั้นพาความชื้นและกลิ่นดินเปียกมาด้วย
ถ้ายืนอยู่ตรงนั้นและลองจินตนาการย้อนเวลากลับไป 400 ปี เราจะนึกภาพขบวนเรือพระราชพิธีที่แล่นมาตามลำน้ำป่าสัก เสียงกลองและเครื่องสูงที่ลอยมาในอากาศ แล้วก็ภาพของพระเจ้าปราสาททองที่เสด็จขึ้นฝั่งตรงนี้ มองขึ้นมายังก้อนอิฐที่ช่างกำลังก่อขึ้นทีละก้อน ในความฝันที่สุดท้ายไม่ได้เป็นจริง
ปราสาทที่ถ่ายแบบมาจากอาณาจักรอื่น สร้างเพื่อแสดงอำนาจที่ยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายสร้างไม่เสร็จ แล้วก็ถูกลืมไปพร้อมกับอาณาจักรที่สร้างมันขึ้นมา
แต่มันยังยืนอยู่ที่นี่
เงียบ ทนทาน และรอคนมาฟังเรื่องราว
ก่อนจากไป
ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบไปสถานที่ที่คนอื่นยังไม่ค่อยไป ชอบโบราณสถานที่มีชั้นของความหมายมากกว่าที่ตาเห็น หรือแค่อยากหาที่นั่งเงียบๆ ท่ามกลางประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ถูกเล่าให้ครบ — ปราสาทนครหลวงเป็นคำตอบที่ดี
มันไม่ได้อยู่ไกลเลย แค่ออกจากอยุธยาไปอีกหน่อย ข้ามสะพานป่าสัก เลี้ยวขวาสองครั้ง
แล้วก็จอดรถ
เดินเข้าไปเจอสิ่งที่รออยู่
ปราสาทนครหลวง ตั้งอยู่ที่ ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.00–18.00 น. ไม่เสียค่าเข้าชม
