ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าวแอ็กซิออสว่า กำลังพิจารณาโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่มากกว่าปฏิบัติการครั้งก่อน ๆ และใกล้ที่จะตัดสินใจในขั้นสุดท้ายแล้ว
รายงานข่าวของแอ็กซิออสคาดว่า หากการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดถึงเกิดขึ้นจริง จะเป็นการโจมตีที่ใหญ่กว่าปฏิบัติการ Epic Fury ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ จับมือร่วมกับอิสราเอลเปิดฉากขึ้นเมื่อช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์
โดยประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความมั่นใจว่า การโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ระลอกใหม่นี้ อิสราเอลจะเข้าร่วมภารกิจภายในเวลาไม่เกิน 2 นาที แม้สหรัฐฯ จะสามารถเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลจะเรียกประชุมรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ ๆ และทีมงานด้านความมั่นคง
โดยสื่ออิสราเอลรายงานว่า ขณะนี้กำลังเกิดความกังวลว่าการโจมตีจากอิหร่านจะเกิดขึ้นอีก ทำให้นายกเทศมนตรีในหลายเมืองต้องสั่งเปิดใช้งานบังเกอร์สาธารณะเพื่อหลบภัยระเบิด
ด้านอิสราเอล คัทซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล เตือนว่า อิหร่านจะเผชิญการตอบโต้อย่างรุนแรง หากโจมตีอิสราเอล
ส่วนความเคลื่อนไหวด้านการทหาร สำนักข่าวเดอะวอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า สหรัฐฯ ได้ส่งหน่วยแพทย์และยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประธานาธิบดีทรัมป์ที่กำลังพิจารณายกระดับการทำสงครามกับอิหร่าน
เช่นเดียวกับสำนักข่าววายเน็ตนิวส์ สื่อออนไลน์ของอิสราเอล ที่เปิดเผยว่า ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ จากฐานทัพหลายแห่งได้ถูกส่งไปประจำการในตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึงเครื่องบินขับไล่หลายฝูง
ขณะเดียวกัน เครื่องบินทิ้งระเบิดที่ประจำการฐานทัพทั้งในสหรัฐฯ และอังกฤษได้เตรียมความพร้อมขั้นสูงเพื่อรอคำสั่งยกระดับปฏิบัติการ
โดยในเวลานี้ สหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ 2 ลำประจำการอยู่ในตะวันออกกลาง คือ USS Abraham Lincoln และ USS George H.W. Bush แต่ละลำมีกองบินที่ใช้งานเครื่องบินขับไล่โจมตี F/A-18 Super Hornet และ F-35C
กองเรือบรรทุกเครื่องบินทั้ง 2 ลำยังได้รับกำลังสนับสนุนจากเรือมากกว่า 25 ลำ ที่รวมถึงเรือพิฆาตติดขีปนาวุธ และเรือยกพลขึ้นบก
โดยเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกขนาดใหญ่ 2 ลำของสหรัฐฯ คือ USS Tripoli และ USS Boxer กำลังปฏิบัติการใกล้กับพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการกลาง หรือ CENTCOM ซึ่งทำหน้าที่ดูแลภูมิภาคตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเสริมกำลังทางทหารในภูมิภาคนี้ด้วยเครื่องบินขับไล่ F-35A, F-15E และ F-16 ซึ่งสามารถทำลายระบบป้องกันทางอากาศของฝ่ายตรงข้ามด้วยการโจมตีระบบเรดาร์และหน่วยยิงขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ
กำลังเสริมของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางยังรวมถึงเครื่องบินเติมน้ำมัน เครื่องบินเพื่อการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องบินส่งสัญญาณสื่อสาร เครื่องบินเตือนภัย และเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A Poseidon