สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลแทบหมดคลัง หลังทำสงครามอิหร่านนาน 5 เดือน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

แหล่งข่าวเผย สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธในสงครามกับอิหร่านไปแทบทั้งหมดของคลังที่มีทั่วโลก Patriot ลดราว 65% - THAAD ลดอย่างน้อย 38% ด้าน "ทรัมป์" ยันมีอาวุธมากเกินพอ

แหล่งข่าว 3 รายที่รับทราบข้อมูลเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลความแม่นยำสูงจากคลังทั่วโลกไปเป็นจำนวนมาก ระหว่างสงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน 5 เดือน จนสร้างความกังวลว่าอาจกระทบต่อความพร้อมของกองทัพในการรับมือความขัดแย้งในอนาคต

อาวุธที่ได้รับผลกระทบหลักคือขีปนาวุธจากพื้นสู่พื้นของกองทัพบกสหรัฐฯ ได้แก่ Army Tactical Missile Systems หรือ ATACMS และ Precision Strike Missile หรือ PrSM

ขีปนาวุธ ATACMS Reuters/Annegret Hilse/File Photo
ขีปนาวุธ ATACMS

แหล่งข่าว 2 รายระบุว่า สหรัฐฯ ใช้อาวุธทั้งสองประเภทไปแล้วแทบทั้งหมดจากคลังที่มีอยู่ แม้ไม่ได้เปิดเผยจำนวนที่เหลืออย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับระดับการร่อยหรอของคลัง ATACMS และ PrSM ยังไม่เคยถูกรายงานมาก่อน

ขีปนาวุธเหล่านี้มีราคามากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลูก และถือเป็นส่วนสำคัญของคลังอาวุธสหรัฐฯ เนื่องจากสามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำจากระยะไกล โดยไม่จำเป็นต้องนำเครื่องบินและนักบินเข้าใกล้พื้นที่ป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม

ATACMS ที่สหรัฐฯ ส่งมอบให้ยูเครนยังมีบทบาทสำคัญในสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเปิดทางให้ยูเครนสามารถโจมตีเป้าหมายภายในดินแดนรัสเซียได้

ส่วน PrSM เป็นขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า และถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทน ATACMS ซึ่งมีพิสัยยิงสั้นกว่า

หวั่นกระทบความพร้อมรับมือจีน-รัสเซีย

การลดลงอย่างรวดเร็วของคลังขีปนาวุธพิสัยไกลอาจทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องพึ่งพาภารกิจทิ้งระเบิดด้วยเครื่องบินที่มีนักบินมากขึ้น หากตัดสินใจเปิดฉากโจมตีอิหร่านในวงกว้างอีกครั้ง

แหล่งข่าวระบุว่า สหรัฐฯ เลือกใช้อาวุธโจมตีระยะไกลจำนวนมาก เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการส่งเครื่องบินเข้าไปโจมตีเป้าหมายในอิหร่านโดยตรง ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่า

ทรัมป์เริ่มสงครามกับอิหร่านร่วมกับอิสราเอลเมื่อเดือน ก.พ. โดยในช่วงแรกคาดการณ์ว่าความขัดแย้งจะกินเวลาไม่นาน

แต่เมื่อสงครามยืดเยื้อ แหล่งข่าวหลายรายเริ่มกังวลว่า ปริมาณขีปนาวุธที่ลดลงอาจจำกัดความสามารถของสหรัฐฯ ในการป้องปรามคู่แข่งสำคัญ เช่น รัสเซียและจีน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อาวุธประเภทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีที่สหรัฐฯ ต้องทำสงครามกับประเทศที่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศแข็งแกร่ง เช่น จีน เนื่องจากสามารถโจมตีเป้าหมายจากระยะปลอดภัยได้

รายงานของ Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS เมื่อเดือน มี.ค. ระบุว่า PrSM ถูกนำมาใช้โจมตีเป้าหมายภายในอิหร่านด้วย

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะใช้อาวุธแม่นยำสูงเป็นจำนวนมาก แต่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ยังสามารถเติมคลังจากอาวุธที่กระจายอยู่ตามฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วโลกได้

ทรัมป์ยัน "เรามีอาวุธมากเกินพอ"

เมื่อถูกถามถึงข้อมูลเรื่องคลังอาวุธ ทำเนียบขาวเผยแพร่คำแถลงของทรัมป์ โดยระบุว่า สหรัฐฯ มีอาวุธยุทโธปกรณ์มากกว่าประเทศใดในโลก และมีมากกว่าที่จำเป็น

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า บริษัทอุตสาหกรรมกลาโหมของสหรัฐฯ กำลังผลิตอาวุธในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมขยายโรงงานและกำลังการผลิตอย่างรวดเร็ว

นักวิเคราะห์ยอมรับว่า อาวุธบางประเภท เช่น กระสุนปืนใหญ่และขีปนาวุธหลายชนิด กำลังถูกผลิตในระดับสูงเป็นประวัติการณ์จริง แต่เตือนว่า หากสงครามยืดเยื้อ การผลิตอาจยังไม่เพียงพอต่ออัตราการใช้งาน

ด้าน Lockheed Martin ผู้ผลิต ATACMS, PrSM และระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD รวมถึง Raytheon ผู้ผลิต Tomahawk และขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อข้อมูลดังกล่าว

ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงเป็นกองทัพที่ทรงอานุภาพมากที่สุดในโลก และมีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับปฏิบัติการตามเวลาและสถานที่ที่ประธานาธิบดีเลือก

ถกหนัก สงครามอิหร่านไปต่อได้อีกนานแค่ไหน

ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณอาวุธคงเหลือถูกนำมาหารือกันอย่างตึงเครียดภายในรัฐบาลทรัมป์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประเด็นสำคัญคือ สหรัฐฯ จะสามารถโจมตีอิหร่านต่อไปได้อีกนานเพียงใด โดยไม่ลดคลังอาวุธลงถึงระดับที่กระทบความสามารถในการตอบสนองต่อวิกฤตในภูมิภาคอื่น

นอกจากขีปนาวุธโจมตีแล้ว เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพยังเตือนมาหลายสัปดาห์ว่า คลังอาวุธสำหรับการป้องกัน เช่น Patriot ซึ่งใช้สกัดขีปนาวุธทิ้งตัว ก็กำลังลดลงเช่นกัน

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ทรัมป์ตัดสินใจไม่เปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่อีกระลอก ส่วนหนึ่งเพราะที่ปรึกษาทางทหารเตือนเรื่องระดับคลังอาวุธ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งโต้แย้งว่า เหตุผลที่ทรัมป์ไม่ได้เดินหน้าโจมตีเพิ่มเติมเกิดจากแรงกดดันจากชาติอ่าวอาหรับ ไม่ใช่ปัญหาคลังอาวุธ

Patriot ใช้ไป 65% - Tomahawk เกือบครึ่งคลัง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา CSIS เผยแพร่รายงานประเมินว่า ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธ Patriot ไปแล้วประมาณ 65% ของคลังที่มีอยู่ ขณะที่จำนวนขีปนาวุธของระบบ THAAD ในคลังสหรัฐฯ ลดลงอย่างน้อย 38% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเริ่มสงคราม

แหล่งข่าว 2 รายระบุว่า แม้สำนักข่าวรอยเตอร์สจะไม่ได้เห็นตัวเลขภายในโดยตรง แต่ประมาณการดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ

นอกจากนี้ แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธร่อน Tomahawk ไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของคลังทั่วโลกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น แม้รอยเตอร์สจะยังไม่สามารถตรวจสอบตัวเลขดังกล่าวได้อย่างอิสระ

Tomahawk เป็นขีปนาวุธของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่สามารถยิงจากเรือพิฆาต เรือลาดตระเวน และเรือดำน้ำ และเป็นหนึ่งในอาวุธหลักสำหรับโจมตีเป้าหมายที่มีการป้องกันแน่นหนาโดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิตนักบิน

Raytheon ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ RTX อยู่ระหว่างทำข้อตกลงหลายปีกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อเร่งเพิ่มการผลิต Tomahawk และอาวุธประเภทอื่น ขณะที่วอชิงตันพยายามเร่งฟื้นฟูคลังยุทโธปกรณ์ที่ลดลงจากสงครามอิหร่าน

ที่มา: Reuters

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ