“วันแม่ 2569” ชวนย้อนกลับไปคิดถึงถ้อยคำของแม่ที่โตขึ้นแล้วถึงเข้าใจ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หลายครั้งที่ฟังคำสอนจากแม่จนอยากเดินหนีในวัยเด็ก วันแม่ปีนี้พาย้อนนึกถึงคำพูดที่ได้กลายมาเป็นบทเรียนสำคัญในวันที่เราเติบโตขึ้น

ในวัยเด็ก หลายคนคงเคยรู้สึกว่าคำพูดของแม่เป็นเพียงเสียงบ่นที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าแทบทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การใช้เงิน การใช้ชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งเรื่องการดูแลสุขภาพ จนหลายคนคงอดสงสัยว่าท่านจะเหนื่อยบ้างไหมที่คอยบ่นอยู่แทบจะตลอดเวลา บางประโยคที่ได้ยินนั้นแล่นเข้ามาในหู แต่ก็ออกจากหูไปโดยที่ไม่ได้ใส่ใจเลยเช่นกัน บางประโยคที่ได้ยินถึงขั้นสร้างความรำคาญจนอยากจะรีบตัดบทสนทนานั้นเร็ว ๆ จนบางครั้งอาจเผลอตอบกลับประโยคเหล่านั้นรวดเร็วเกินไปด้วยความใจร้อนจนเกิดเป็นการทะเลาะกัน 

“วันแม่ 2569” ชวนย้อนกลับไปคิดถึงถ้อยคำของแม่อีกครั้ง Magnific/camomileleyla
วันแม่ปีนี้พาย้อนนึกถึงคำพูดที่ได้กลายมาเป็นบทเรียนสำคัญในวันที่เราเติบโตขึ้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนอาจพบว่าคำพูดเหล่านั้นยังคงติดอยู่ในความทรงจำ ได้ยินก้องอยู่ในสมองของเรา และยิ่งเติบโตขึ้นก็ยิ่งเข้าใจความหมายของคำพูดเหล่านั้นมากขึ้น บางทีคำพูดที่แม่พร่ำพูดเสมออาจเป็นบทเรียนที่ได้จากประสบการณ์ของตัวท่านเอง และเพียงหวังดีอยากให้ลูก ๆ ของตัวเองดำเนินชีวิตอย่างมั่นคง

“เลือกคบคนดี ๆ ”

ย้อนกลับไปในช่วงวัยรุ่น คำเตือนเรื่องเพื่อนมักจะเป็นปัญหาต้น ๆ ที่สร้างความไม่เข้าใจกันมากที่สุด แม่มักพูดอยู่เสมอให้เลือกคบเพื่อนที่ดี ตั้งใจเรียน และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ปัญหาที่หลายคนอาจเคยพบคือการที่รู้สึกว่าแม่ไม่ได้รู้จักเพื่อนของเราดีพอ หรือการที่ท่านกำลังตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจทำให้เกิดการทะเลาะกันบ่อยครั้ง เพราะในมุมมองของเรา เพื่อนเหล่านั้นก็ไม่ใช่คนอย่างที่ท่านกังวล

แต่เมื่อเติบโตขึ้นและได้เจอสังคมที่กว้างขึ้น ผู้คนล้วนมาจากพื้นหลังที่ต่างกันจึงเริ่มเข้าใจว่าคำเตือนของแม่อาจไม่ได้สื่อถึงการตัดสินชีวิตหรือนิสัยใคร แต่เป็นความพยายามที่ต้องการจะสื่อว่าสังคมรอบข้าง หรือทุกความสัมพันธ์ล้วนส่งผลต่อทัศนคติ และการตัดสินใจใช้ชีวิตของเรา

“หัดดูแลตัวเอง ไม่มีใครอยู่กับเราได้ตลอด”

ประโยคนี้ฟังดูเหมือนประโยคที่ใจร้ายที่สุดสำหรับเด็กคนหนึ่ง โดยเฉพาะวัยเด็กที่พ่อกับแม่เป็นเหมือนโลกทั้งใบ พอเจอประโยคนี้เข้าไปก็คงเสียใจไม่น้อย เพราะอาจไม่เข้าใจว่าทำไมท่านถึงพูดถึงการจากลาและอยู่ด้วยไปตลอดไม่ได้

แต่เมื่อเริ่มโตขึ้นก็ต้องเผชิญกับประสบการณ์ชีวิตมากมายทั้งการย้ายโรงเรียน การเริ่มต้นใหม่กับชีวิตมหาลัย การเปลี่ยนงาน หรือแม้กระทั่งการที่ต้องสูญเสียคนสำคัญไป ประสบการณ์เหล่านี้สอนให้เราเข้าใจชีวิตและรู้จักปล่อยวางมากขึ้น และจริง ๆ แล้วชีวิตของเรานั้นเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรที่คงอยู่ตลอดไป

บางทีสิ่งที่แม่กำลังพยายามบอกอาจไม่ได้หมายถึงการเตรียมตัวอยู่คนเดียวลำพัง แต่เป็นการสอนให้เราเข้มแข็งมากพอที่จะดูแลตัวเองโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาใคร 

“เก็บเงินไว้บ้างนะ”

หนึ่งในประโยคที่หลายคนคงเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กคือคำเตือนเรื่องการใช้เงิน ในวันที่เรายังได้รับค่าขนมจากครอบครัว หลาย ๆ คนคงมองเรื่องการเก็บออมเป็นเรื่องที่ไกลตัว และยังคงอยากเก็บเงินไปใช้กับความสุขของตัวเองมากกว่า เพราะยังไงสุดท้ายก็จะยังคงมีคุณแม่สนับสนุนอยู่ดีจึงไม่กังวลว่าเงินจะหมดเมื่อไหร่

แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งของชีวิตที่ต้องเริ่มรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายของตัวเอง ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินต่าง ๆ หลายคนจึงเริ่มเข้าใจถึงเหตุผลว่าทำไมแม่ถึงคอยเตือนอยู่เสมอให้วางแผนการเงินสำหรับอนาคต

ถึงแม้ว่าคำพูด หรือ คำสอนนั้นจะเป็นสิ่งที่หวังดี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะรับมือได้กับทุกคำสอน แล้วจะทำอย่างไรหากต้องเผชิญหน้ากับคำพูดที่ชวนให้กดดันจิตใจจนบางทีอาจจะส่งผลต่อชีวิตวัยผู้ใหญ่ บทความนี้มีคำตอบ

วิธีรับมือกับคำสอนของครอบครัว

ถึงแม้คำสอนจากแม่จะเกิดจากความเป็นห่วง แต่พอได้ยินซ้ำ ๆ เรื่อย ๆ ก็อาจกลายเป็นเสียงที่เรานำกลับมาพูดกับตัวเองโดยที่เราไม่รู้ตัวเมื่อเราโตขึ้น และถึงแม้คำพูดเหล่านั้นจะเกิดจากความห่วงใย แต่การรู้จักรับมืออย่างเหมาะสมก็ช่วยให้เราเข้าใจความหวังดีเหล่านั้นโดยไม่ต้องเก็บทุกคำมาทำร้ายตัวเอง

  • ค่อย ๆ ตั้งสติก่อนตอบเสมอ

เมื่อแม่เริ่มบ่นจนทำให้เราหงุดหงิด เราไม่ควรรีบเถียงหรือพูดสวนกลับไปทันที แต่ควรค่อย ๆ ตั้งสติคิดว่าควรตอบกลับไปอย่างไรดี เพราะบางครั้งถ้อยคำเหล่านั้นอาจมาจากความเป็นห่วงหรือความคาดหวัง 

การเรียนรู้ที่จะใช้เวลาคิดไตร่ตรองช่วยฝึกให้เราเป็นคนที่สามารถรับมือกับแรงกดดันได้ดีมากขึ้น และสามารถตอบสนองต่อความเครียดได้อย่างมั่นคง

เว้นจังหวะก่อนตอบกลับ และลองคิดว่าเขากำลังกังวลอะไร

อย่าลืมให้เวลาตัวเองหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนที่จะพูดตอบกลับ เพราะการหยุดคิดจะช่วยดึงสติและเรียกสมาธิกลับมาได้ ถึงบางครั้งคำสอนที่หวังดีจะฟังดูน่าหงุดหงิด แต่ถ้าได้ลองมองในมุมของแม่ อาจทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าท่านกำลังกังวล หรืออยากให้เราระวังอะไร

  • สื่อสารกันด้วยความเข้าใจ

เมื่ออารมณ์เย็นลง การที่เราตัดสินใจบอกความรู้สึกของตัวเองออกไปอย่างตรงไปตรงมาอาจช่วยทำให้เข้าใจกันได้มากขึ้น ถ้าบางคำทำให้เราเสียใจหรือรู้สึกกดดัน ลองบอกแม่ตรง ๆ ด้วยคำพูดที่ใจเย็นอาจช่วยให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น 

  • รู้จักดูแลรักษาใจตัวเอง

จริง ๆ แล้วคำที่แม่บ่นอาจไม่ได้แปลว่าเราเป็นเด็กไม่ดี หรือไม่เก่งเสมอไป เราสามารถเลือกที่จะฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ แล้วปล่อยคำพูดที่ทำให้เราไม่สบายใจไปบ้าง หรือหากยังมีคำพูดที่ยังคงติดอยู่ในใจ ลองหาพื้นที่ระบายหรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้ตัวเองผ่อนคลายและรักษาจิตใจตัวเองให้แข็งแรง

วิธีปรับตัวตามฉบับของพ่อแม่

จริง ๆ แล้วการจะเป็นพ่อแม่ที่ดีนั้นไม่ได้มีคู่มือเล่มไหนเคยบอกหรือกำหนดเอาไว้ว่าต้องเลี้ยงลูกยังไงถึงจะเรียกว่านี่คือการเลี้ยงที่ดีที่สุด เพราะจริง ๆ แล้วลูกมักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอทุกช่วงวัย จากเด็กที่เคยอยากให้พ่อแม่คอยเอาใจใส่ ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเด็กที่เริ่มมีความคิด มีเพื่อน มีความฝัน และอยากตัดสินใจอะไรหลาย ๆ อย่างด้วยตัวเอง 

สิ่งที่พ่อแม่ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับการเติบโตของลูก คือ การคาดหวังอย่างเหมาะสม งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าความคาดหวังของพ่อแม่เป็นเหมือนแรงผลักดันให้ลูก ๆ นั้นอยากเก่งขึ้น เพราะพ่อกับแม่เป็นเหมือนโลกทั้งใบของเขา แต่ในอีกมุมหนึ่งถ้าหากความคาดหวังของพ่อแม่นั้นยากเกินไปที่ลูก ๆ รับไหวก็อาจเปลี่ยนไปเป็นความกดดันได้โดยที่ไม่รู้ตัว

เข้าใจว่าลูกในแต่ละวัยนั้นมีจังหวะเป็นของตัวเอง

เด็ก ๆ แต่ละคนล้วนเติบโตมาไม่เหมือนกัน บางคนอาจค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบเร็ว หรือ บางคนกลับเรียนรู้ช้ากว่าเพื่อน การที่พ่อและแม่ค่อย ๆ ทำความเข้าใจกับพัฒนาการตามวัยของลูก ๆ นั้น จะช่วยให้พ่อแม่ไม่รีบตัดสินใจเร็วเกินไปว่าลูกเก่งหรือไม่เก่งอะไร แต่กลับเป็นโอกาสที่ดีที่เปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำสิ่งต่าง ๆ จนได้เจอกับสิ่งที่ตัวเองถนัด

  • เปลี่ยนความคาดหวังใหญ่ ๆ เป็นก้าวเล็ก ๆ 

ไม่จำเป็นต้องคาดหวังให้ลูกเก่งในทุกด้าน เพราะการจะเติบโตได้นั้นไม่ได้เกิดจากเพียงแค่ความสำเร็จ แต่ก็อาศัยความพยายามเล็ก ๆ แต่สะสมมาเรื่อย ๆ เช่นกัน

แทนที่จะให้ความสำคัญว่าลูกทำสำเร็จหรือไม่ ควรหันมาใส่ใจกับความพยายามเล็ก ๆ ของลูก ลองชื่นชมลูก ๆ เมื่อลูกกล้าลองอะไรใหม่ ๆ หากวันนี้ไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะทำไม่ได้ รู้จักให้โอกาสให้ลูกได้ลองและเรียนรู้อีกครั้ง

เปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้จากความผิดพลาด

ความผิดพลาดก็เป็นเหมือนอีกหนึ่งส่วนของการเติบโต เมื่อลูกเกิดล้มเหลว สิ่งที่พวกเขาต้องการอาจเป็นเพียงแค่คำปลอบใจ และพื้นที่ปลอดภัย พ่อและแม่อาจไม่ต้องรีบแก้ปัญหาให้ เพียงแต่ช่วยให้ลูกมองเห็นข้อผิดพลาดนั้น ๆ โดยไม่ได้เข้าไปตอกย้ำว่าตัวลูกนั้นล้มเหลว

  • เมื่อลูกเปลี่ยน ความคาดหวังก็ควรเปลี่ยนเช่นกัน

เมื่อลูกโตขึ้นก็จะเริ่มมีความคิด ความสนใจ และเป้าหมายที่แตกต่างไปจากเดิม พ่อและแม่ควรเปิดใจรับฟัง อยู่ข้าง ๆ ลูกในวันที่ต้องตัดสินใจ จากที่เคยเป็นคนคอยบอกว่าควรทำอะไร ค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นที่ปรึกษาที่ลูก ๆ นึกถึงเป็นคนแรก

  • เชื่อมั่นในตัวลูกเสมอ

ความคาดหวังที่ดีอาจไม่ได้หมายถึงการอยากให้ลูกเป็นคนที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่คือการเชื่อมั่นในตัวลูกว่าลูกนั้นยังสามารถเติบโตและพัฒนาตัวเองได้อยู่เสมอ ถึงลูกจะเดินออกนอกเส้นทางที่พ่อกับแม่เคยวาดไว้ อาจจะมีวันที่ผิดหวังไปบ้าง แต่การที่มีคนคอยเฝ้ามองเป็นที่พักพิงจากข้างหลัง เป็นสิ่งที่ทำให้ลูก ๆ อุ่นใจอยู่เสมอ


อย่างไรก็ตามถึงแม้เราจะโตขึ้น เราอาจไม่ได้เข้าใจทุกคำสอนของแม่เสมอไป เพราะทุก ๆ ครอบครัวต่างก็มีวิธีการสอนหรือประสบการณ์ และมุมมองการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำพูดเหล่านั้นที่มาจากแม่ ไม่เคยวนหายไปจากชีวิตแต่กลับมีความหมายมากกว่าเดิมในวันที่เราเติบโตขึ้น

 

เนื่องในวันแม่ปีนี้ อยากชวนให้ลองย้อนนึกถึงบทสนทนาเล็ก ๆ ที่เคยเกิดขึ้นและจะพบว่าจริง ๆ แล้วคำสอนของแม่ไม่เคยเปลี่ยนไป แต่เป็นตัวเราเองมีเริ่มมีประสบการณ์มากพอที่จะเข้าใจความหมายเหล่านั้นได้แล้ว 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ