มีช่างภาพคนหนึ่งที่มองไปยังซอกหลืบของสังคมที่คนส่วนใหญ่ผ่านไปโดยไม่หยุด — แรงงานชายขอบกรุงเทพ น้ำท่วมที่ซ่อนความผิดพลาดทางการเมือง ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ — เขาชื่อ เล็ก เกียรติศิริขจร และทุกภาพที่กดชัตเตอร์คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่รอการตีความ
เล็ก เกียรติชัย เกียรติศิริขจร คือใคร
เล็ก-เกียรติชัย หรือในชื่อที่ต่างประเทศรู้จักคือ Lek Kiatsirikajorn เป็นช่างภาพสายสารคดีสังคม-การเมืองชาวไทยที่มีฐานการทำงานอยู่กรุงเทพมหานคร เกิดในปี 2520 เขาเริ่มต้นจากการเรียนจิตรกรรมที่มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพฯ ก่อนที่จะหันมาสนใจการถ่ายภาพเพราะศักยภาพในการเข้าถึงผู้คนในวงกว้างที่มากกว่า
ในปี 2544 ขณะที่กำลังเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองของวงการไทย เขาตัดสินใจไปศึกษาต่อด้านการถ่ายภาพที่ Arts Institute at Bournemouth ในประเทศอังกฤษ และหลังจบการศึกษา เขาก็ชนะรางวัล “Fashion Meets Art” จากนิตยสาร ArtReview ของอังกฤษทันที
หลังใช้เวลากว่า 7 ปีในการทำงานด้านแฟชั่นและโฆษณาในสหราชอาณาจักร เขาตัดสินใจกลับประเทศไทยในปี 2551 การกลับบ้านครั้งนั้นไม่ใช่การกลับสู่ความสะดวกสบาย แต่คือจุดเริ่มต้นของงานที่ทำให้ชื่อเขาเป็นที่รู้จักในวงการถ่ายภาพระดับนานาชาติ
เส้นทางบูมเมอแรง ไปเพื่อกลับมาเห็นชัดขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ เล็ก เกียรติศิริขจร คือการที่เขาออกไปศึกษาในอังกฤษในฐานะจิตรกร แต่กลับมาในฐานะช่างภาพสารคดีที่หลงใหลในงานของ Walker Evans, Stephen Shore, Joel Sternfeld และ Alec Soth ช่วงสองปีสุดท้ายในอังกฤษ เขาหมกมุ่นอยู่กับช่างภาพสารคดีอเมริกันชั้นนำเหล่านี้ และภาษาภาพที่เขานำกลับมาจากการศึกษาและซึมซับงานเหล่านั้น กลายเป็นสไตล์ที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ของเขา
ก่อนหน้าที่จะกลับไทย เขาเริ่มมองภาพท้องถิ่น สังคม และการเมืองไทยในแบบที่คนที่อยู่กับมันตลอดอาจมองไม่เห็น การห่างบ้านนาน 7 ปีทำให้เห็นประเทศของตัวเองชัดขึ้นอย่างน่าขัน
As Time Goes By ความรู้สึกผิดที่กลายเป็นงานศิลปะ

ชุดงาน “As Time Goes By” เกิดจากความรู้สึกผิดที่เขามีต่อพ่อแม่ ที่เขาไม่ได้พบมาหลายปี นี่คือภาพสะท้อนอย่างตรงไปตรงมาของอารมณ์ที่ทุกคนอาจเคยประสบ
งานชุดนี้แสดงให้เห็นมิติที่ส่วนตัวในงานของ เล็ก เกียรติศิริขจร ว่าเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้บันทึกสังคมจากภายนอก แต่คือคนที่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในภาพอย่างซื่อตรง แม้ความซื่อตรงนั้นจะหมายถึงการเผยแพร่ความรู้สึกที่ไม่สบายใจออกมาก็ตาม
Flowing Through the Wreckage of Despair เมื่อน้ำท่วมซ่อนความล้มเหลวทางการเมือง
ปี 2554 คือหนึ่งในช่วงเวลาที่ยากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่ น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปีกวาดผ่านกรุงเทพฯ และปริมณฑล และ เล็ก เกียรติศิริขจร อยู่ในพื้นที่นั้นพร้อมกล้อง
ชุดงาน “Flowing Through the Wreckage of Despair” บันทึกบรรยากาศที่หยุดนิ่งของกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมผู้คนที่อาศัยอยู่ในนั้น ตลอดช่วงภัยธรรมชาติที่กินเวลาสามเดือน นอกจากบันทึกความเสียหายทางกายภาพ เขายังต้องการให้ชุดภาพนี้เตือนให้เราระลึกถึงความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นพร้อมกันในฉากหลัง
สาเหตุสำคัญของภัยธรรมชาติครั้งนี้คือการพัฒนาเมืองที่ช้าและไม่มีประสิทธิภาพ ความไม่เข้าใจและการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของนักการเมืองยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง การคอร์รัปชันและการเล่นเกมอำนาจระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้านทิ้งประเทศไว้ในความสิ้นหวัง
ชุดงานนี้คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของวิธีที่ เล็ก-เกียรติชัย ทำงาน เขาไม่ได้ถ่ายภาพเพื่อบอกเล่าเหตุการณ์เท่านั้น แต่เพื่อตั้งคำถามต่อเหตุและผลที่อยู่เบื้องหลัง
Lost in Paradise อุปมาของประเทศที่ยังหาตัวเองไม่เจอ
ชุดงาน “Lost in Paradise” ใช้เวลาสร้าง 3 ปีตั้งแต่ปี 2554 ถึง 2556 โดยมุ่งเน้นที่แรงงานจากชนบทที่ย้ายออกจากพื้นที่ต้นทางมาทำงานและอาศัยในกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนกลางๆ ของชุมชนรอบนอกเมือง ที่ธรรมชาติเริ่มฟื้นคืนอำนาจกลับมา
ผ่านภาพเหล่านี้ เล็กต้องการนำเสนอภาพอุปมาของประเทศไทยสมัยใหม่: ทั้งประเทศเหมือนแรงงานเหล่านี้ ที่ทิ้งอดีตเกษตรกรรมไว้เพื่อค้นหาชีวิตที่ดีกว่า แต่กลับพบว่าตัวเองติดอยู่ระหว่างประวัติศาสตร์ที่สูญหายไปแล้วและอนาคตที่ดีกว่าซึ่งดูจะอยู่แค่ปลายมือแต่ยังคว้าไม่ได้
งานชุดนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากพิพิธภัณฑ์ Quai Branly ในปารีส เล็กเป็นหนึ่งในช่างภาพสามคนที่ได้รับเลือกสำหรับทุนถ่ายภาพประจำปี 2555 ของพิพิธภัณฑ์ และ 13 ภาพจากชุดนี้ได้รับการบรรจุเข้าในคอลเลกชันถาวรของพิพิธภัณฑ์
Secondary Realities มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม

สิ่งที่ทำให้งานของ เล็ก เกียรติศิริขจร มีเอกลักษณ์คือแนวคิดที่เขาเรียกว่า “secondary realities” — ความเป็นจริงรองที่ซ่อนอยู่ใต้ความเป็นจริงที่เห็นได้ง่าย
งานภาพถ่ายของเขาตรวจสอบแรงเสียดทานระหว่างเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์กับการรับรู้ในปัจจุบัน ขณะที่ยังสำรวจการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมที่ทิ้งรอยประทับยาวนานทั้งต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพและประวัติของปัจเจกบุคคล ผ่านวิธีการที่ตรงไปตรงมา งานของเขาเปิดทางให้เกิดการไตร่ตรองต่อองค์ประกอบที่มองไม่เห็นซึ่งกำหนดประสบการณ์ร่วมกันของเรา
Thailand Biennale 2025 บนเวทีระดับนานาชาติ
เล็ก เกียรติศิริขจร เป็นหนึ่งในศิลปินที่ร่วมแสดงใน Thailand Biennale 2025 ที่ภูเก็ต การปรากฏตัวบนเวทีนี้คือการยืนยันว่างานของเขาได้รับการยอมรับไม่เพียงในระดับนานาชาติ แต่ยังในบริบทของศิลปะร่วมสมัยไทยที่กำลังก้าวขึ้นมาในสายตาโลก
เป้าหมายที่ไม่เคยเปลี่ยน บันทึกไว้เพื่อวันข้างหน้า
“เป้าหมายของผมคือการบันทึกเรื่องราวในประเทศไทยขณะที่ประเทศกำลังก้าวหน้า และผมหวังว่าสิ่งที่ผมบันทึกตลอดชั่วชีวิตจะมีประโยชน์ในฐานะบันทึกทางประวัติศาสตร์” — นั่นคือคำที่ เล็ก เกียรติศิริขจร กล่าวไว้ และมันยังคงเป็นเข็มทิศที่ชี้ทิศทางงานของเขาตลอดมา
ในยุคที่ภาพถ่ายถูกสร้างขึ้นมากกว่าที่เคยในประวัติศาสตร์มนุษย์ แต่ถูกจดจำน้อยลงทุกที งานของ เล็ก-เกียรติชัย ยืนยันว่ายังมีความหมายในการถ่ายภาพแบบช้าๆ ตั้งใจ และมีคำถาม — เพราะสิ่งที่ทำให้ภาพอยู่ยืนยงไม่ใช่ความสวยงาม แต่คือความจริงที่มันบอกเล่า
“ผมหวังว่าสิ่งที่ผมบันทึกตลอดชั่วชีวิตจะมีประโยชน์ในฐานะบันทึกทางประวัติศาสตร์” เล็ก เกียรติชัย เกียรติศิริขจร
