แพทย์เตือนไทรอยด์เป็นพิษ อย่าหยุดยาเองแม้ดีขึ้นแล้ว เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ไทรอยด์เป็นพิษไม่ใช่แค่ใจสั่น หากปล่อยไว้หรือหยุดยาเอง เสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว และภาวะไทรอยด์วิกฤตที่อันตรายถึงชีวิต ควรรักษาตามแพทย์สั่ง

พ.ต.อ.นพ.อังกูร อนุวงศ์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลพญาไท 2 และผู้คิดค้นการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปากแบบไร้แผล เปิดเผยผ่านเพจ หมออังกูร ผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้อง ว่า ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยทราบว่าตนเองเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ แต่กลับละเลยการรักษา บางรายได้รับยาแล้ว เมื่ออาการดีขึ้นก็หยุดยาเอง เพราะคิดว่าอาการใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็วไม่ใช่เรื่องร้ายแรง หรือเข้าใจว่าน้ำหนักที่ลดลงเป็นผลดี รวมถึงกังวลเรื่องผลข้างเคียงของยา

 

แพทย์เตือนไทรอยด์เป็นพิษ หมออังกูร ผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้อง
แพทย์เตือนไทรอยด์เป็นพิษ

ความเข้าใจเหล่านี้อาจนำไปสู่อันตราย เพราะไทรอยด์เป็นพิษไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อมไทรอยด์เท่านั้น แต่ฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงผิดปกติจะเร่งการทำงานของหัวใจ สมอง กล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุมโรคอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

ไทรอยด์เป็นพิษ คือ ภาวะที่ร่างกายได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป ส่งผลให้ระบบเผาผลาญและการทำงานของอวัยวะหลายส่วนทำงานเร็วกว่าปกติ

อาการที่พบได้บ่อย

  • ใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็ว
  • น้ำหนักลดแม้รับประทานอาหารได้ตามปกติ
  • มือสั่น
  • เหงื่อออกมาก ขี้ร้อน
  • หงุดหงิด วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับ
  • เหนื่อยง่าย กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ถ่ายบ่อย
  • ประจำเดือนผิดปกติ
  • คอโตหรือมีก้อนไทรอยด์
  • ตาโปน ตาแห้ง หรือมองเห็นภาพซ้อนในผู้ป่วยบางราย

ผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกัน บางรายไม่มีคอโต ไม่ผอม ไม่มีมือสั่นชัดเจน ส่วนผู้สูงอายุอาจมีเพียงอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือซึมลง จึงไม่ควรรอให้มีอาการครบทุกข้อแล้วจึงไปพบแพทย์

หากไม่รักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

พ.ต.อ.นพ.อังกูร ระบุว่า ไทรอยด์เป็นพิษที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายด้าน ได้แก่

  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ ฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงเกินไปทำให้หัวใจทำงานหนัก ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจ
  • หัวใจล้มเหลว เมื่อหัวใจต้องทำงานเร็วและหนักเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่เดิม อาจทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เพียงพอ เกิดอาการเหนื่อยง่าย หอบ นอนราบไม่ได้ ขาบวม หรือมีน้ำคั่งในปอด
  • กระดูกพรุนและกล้ามเนื้ออ่อนแรง ภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่ควบคุมไม่ได้จะเร่งการสูญเสียมวลกระดูก เพิ่มความเสี่ยงกระดูกพรุน กระดูกหัก และทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ปัญหาทางดวงตา ผู้ป่วยโรคเกรฟส์บางรายอาจมีตาแห้ง ระคายเคือง ตาโปน หนังตาบวม มองเห็นภาพซ้อน หรือการมองเห็นผิดปกติ โดยผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงเกิดโรคตารุนแรงมากขึ้น จึงควรเลิกสูบบุหรี่และรับการประเมินจากแพทย์
  • ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ที่ควบคุมไทรอยด์เป็นพิษได้ไม่ดี มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทั้งต่อมารดาและทารก การเลือกใช้ยาและการติดตามอาการจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

"ไทรอยด์วิกฤต" ภาวะฉุกเฉินที่อันตรายถึงชีวิต

พ.ต.อ.นพ.อังกูร ย้ำว่าภาวะที่น่ากังวลที่สุดคือ "ไทรอยด์วิกฤต" (Thyroid Storm) ซึ่งเป็นภาวะที่อาการของไทรอยด์เป็นพิษกำเริบรุนแรงเฉียบพลัน ส่งผลกระทบต่อหัวใจ สมอง ตับ และอวัยวะหลายระบบพร้อมกัน แม้พบไม่บ่อย แต่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อย

  • การติดเชื้อ
  • หยุดยาต้านไทรอยด์กะทันหัน หรือรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ
  • เข้ารับการผ่าตัดทั้งที่ยังควบคุมระดับฮอร์โมนไม่ได้
  • การคลอดบุตร
  • การเจ็บป่วยรุนแรงหรือความเครียดทางร่างกาย

อาการเตือนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

  • ไข้สูง
  • หัวใจเต้นเร็วมากหรือเต้นผิดจังหวะ
  • กระสับกระส่ายรุนแรง สับสน หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป
  • อาเจียนหรือท้องเสียอย่างรุนแรง
  • หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือมีอาการหัวใจล้มเหลว
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ชัก ซึมลง หรือหมดสติ

หากมีอาการดังกล่าว โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นหรือสงสัยว่าเป็นไทรอยด์เป็นพิษ ควรรีบไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอพบแพทย์ตามนัด

ไทรอยด์เป็นพิษรักษาอย่างไร?

แพทย์อธิบายว่า การรักษาต้องเริ่มจากการหาสาเหตุของโรค เนื่องจากไทรอยด์เป็นพิษอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคเกรฟส์ ก้อนไทรอยด์ที่สร้างฮอร์โมนผิดปกติ ต่อมไทรอยด์อักเสบ หรือสาเหตุอื่น ๆ จึงไม่สามารถใช้แนวทางรักษาเดียวกันกับผู้ป่วยทุกคนได้

แนวทางการรักษา

  • ยาต้านไทรอยด์ เพื่อลดการสร้างฮอร์โมน
  • ยาควบคุมอาการ เช่น ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจในผู้ที่เหมาะสม
  • การรักษาด้วยไอโอดีนรังสี
  • การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ในผู้ป่วยบางราย

การเลือกวิธีรักษาจะพิจารณาจากสาเหตุของโรค อายุ สุขภาพ ขนาดต่อมไทรอยด์ การมีก้อนไทรอยด์ โรคตาจากเกรฟส์ การตั้งครรภ์ และความต้องการของผู้ป่วย

ห้ามหยุดยาเอง แม้อาการจะดีขึ้น

พ.ต.อ.นพ.อังกูร เน้นย้ำว่า การที่อาการดีขึ้นไม่ได้หมายความว่าระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับมาเป็นปกติแล้ว ผู้ป่วยจึงไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพิ่มหรือลดยา หรือหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์

นอกจากนี้ ผู้ที่รับประทานยาต้านไทรอยด์ หากมีอาการไข้หรือเจ็บคออย่างชัดเจน ควรหยุดยาและรีบติดต่อแพทย์ทันที เพื่อประเมินภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งแม้พบได้น้อย แต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ รวมถึงหากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ปวดท้องรุนแรง หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ก็ควรรีบพบแพทย์เช่นกัน

พ.ต.อ.นพ.อังกูรฝากทิ้งท้ายว่า ไทรอยด์เป็นพิษเป็นโรคที่สามารถรักษาและควบคุมได้ แต่ความรุนแรงมักเกิดจากการไม่ทราบว่าตนเองป่วย ไม่เข้ารับการรักษา รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ หรือหยุดยาเอง ดังนั้น ผู้ป่วยควรตรวจเลือดตามกำหนด รับประทานยาตามแพทย์สั่ง สังเกตอาการผิดปกติ และปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเปลี่ยนแผนการรักษา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ