พ.ต.อ.นพ.อังกูร อนุวงศ์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลพญาไท 2 และผู้คิดค้นการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปากแบบไร้แผล เปิดเผยผ่านเพจ หมออังกูร ผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้อง ว่า ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยทราบว่าตนเองเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ แต่กลับละเลยการรักษา บางรายได้รับยาแล้ว เมื่ออาการดีขึ้นก็หยุดยาเอง เพราะคิดว่าอาการใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็วไม่ใช่เรื่องร้ายแรง หรือเข้าใจว่าน้ำหนักที่ลดลงเป็นผลดี รวมถึงกังวลเรื่องผลข้างเคียงของยา
ความเข้าใจเหล่านี้อาจนำไปสู่อันตราย เพราะไทรอยด์เป็นพิษไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อมไทรอยด์เท่านั้น แต่ฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงผิดปกติจะเร่งการทำงานของหัวใจ สมอง กล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุมโรคอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
ไทรอยด์เป็นพิษ คือ ภาวะที่ร่างกายได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป ส่งผลให้ระบบเผาผลาญและการทำงานของอวัยวะหลายส่วนทำงานเร็วกว่าปกติ
อาการที่พบได้บ่อย
- ใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็ว
- น้ำหนักลดแม้รับประทานอาหารได้ตามปกติ
- มือสั่น
- เหงื่อออกมาก ขี้ร้อน
- หงุดหงิด วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับ
- เหนื่อยง่าย กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- ถ่ายบ่อย
- ประจำเดือนผิดปกติ
- คอโตหรือมีก้อนไทรอยด์
- ตาโปน ตาแห้ง หรือมองเห็นภาพซ้อนในผู้ป่วยบางราย
ผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกัน บางรายไม่มีคอโต ไม่ผอม ไม่มีมือสั่นชัดเจน ส่วนผู้สูงอายุอาจมีเพียงอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือซึมลง จึงไม่ควรรอให้มีอาการครบทุกข้อแล้วจึงไปพบแพทย์
หากไม่รักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
พ.ต.อ.นพ.อังกูร ระบุว่า ไทรอยด์เป็นพิษที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายด้าน ได้แก่
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ ฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงเกินไปทำให้หัวใจทำงานหนัก ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจ
- หัวใจล้มเหลว เมื่อหัวใจต้องทำงานเร็วและหนักเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่เดิม อาจทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เพียงพอ เกิดอาการเหนื่อยง่าย หอบ นอนราบไม่ได้ ขาบวม หรือมีน้ำคั่งในปอด
- กระดูกพรุนและกล้ามเนื้ออ่อนแรง ภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่ควบคุมไม่ได้จะเร่งการสูญเสียมวลกระดูก เพิ่มความเสี่ยงกระดูกพรุน กระดูกหัก และทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- ปัญหาทางดวงตา ผู้ป่วยโรคเกรฟส์บางรายอาจมีตาแห้ง ระคายเคือง ตาโปน หนังตาบวม มองเห็นภาพซ้อน หรือการมองเห็นผิดปกติ โดยผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงเกิดโรคตารุนแรงมากขึ้น จึงควรเลิกสูบบุหรี่และรับการประเมินจากแพทย์
- ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ที่ควบคุมไทรอยด์เป็นพิษได้ไม่ดี มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทั้งต่อมารดาและทารก การเลือกใช้ยาและการติดตามอาการจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
"ไทรอยด์วิกฤต" ภาวะฉุกเฉินที่อันตรายถึงชีวิต
พ.ต.อ.นพ.อังกูร ย้ำว่าภาวะที่น่ากังวลที่สุดคือ "ไทรอยด์วิกฤต" (Thyroid Storm) ซึ่งเป็นภาวะที่อาการของไทรอยด์เป็นพิษกำเริบรุนแรงเฉียบพลัน ส่งผลกระทบต่อหัวใจ สมอง ตับ และอวัยวะหลายระบบพร้อมกัน แม้พบไม่บ่อย แต่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อย
- การติดเชื้อ
- หยุดยาต้านไทรอยด์กะทันหัน หรือรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ
- เข้ารับการผ่าตัดทั้งที่ยังควบคุมระดับฮอร์โมนไม่ได้
- การคลอดบุตร
- การเจ็บป่วยรุนแรงหรือความเครียดทางร่างกาย
อาการเตือนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
- ไข้สูง
- หัวใจเต้นเร็วมากหรือเต้นผิดจังหวะ
- กระสับกระส่ายรุนแรง สับสน หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป
- อาเจียนหรือท้องเสียอย่างรุนแรง
- หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือมีอาการหัวใจล้มเหลว
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- ชัก ซึมลง หรือหมดสติ
หากมีอาการดังกล่าว โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นหรือสงสัยว่าเป็นไทรอยด์เป็นพิษ ควรรีบไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอพบแพทย์ตามนัด
ไทรอยด์เป็นพิษรักษาอย่างไร?
แพทย์อธิบายว่า การรักษาต้องเริ่มจากการหาสาเหตุของโรค เนื่องจากไทรอยด์เป็นพิษอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคเกรฟส์ ก้อนไทรอยด์ที่สร้างฮอร์โมนผิดปกติ ต่อมไทรอยด์อักเสบ หรือสาเหตุอื่น ๆ จึงไม่สามารถใช้แนวทางรักษาเดียวกันกับผู้ป่วยทุกคนได้
แนวทางการรักษา
- ยาต้านไทรอยด์ เพื่อลดการสร้างฮอร์โมน
- ยาควบคุมอาการ เช่น ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจในผู้ที่เหมาะสม
- การรักษาด้วยไอโอดีนรังสี
- การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ในผู้ป่วยบางราย
การเลือกวิธีรักษาจะพิจารณาจากสาเหตุของโรค อายุ สุขภาพ ขนาดต่อมไทรอยด์ การมีก้อนไทรอยด์ โรคตาจากเกรฟส์ การตั้งครรภ์ และความต้องการของผู้ป่วย
ห้ามหยุดยาเอง แม้อาการจะดีขึ้น
พ.ต.อ.นพ.อังกูร เน้นย้ำว่า การที่อาการดีขึ้นไม่ได้หมายความว่าระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับมาเป็นปกติแล้ว ผู้ป่วยจึงไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพิ่มหรือลดยา หรือหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
นอกจากนี้ ผู้ที่รับประทานยาต้านไทรอยด์ หากมีอาการไข้หรือเจ็บคออย่างชัดเจน ควรหยุดยาและรีบติดต่อแพทย์ทันที เพื่อประเมินภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งแม้พบได้น้อย แต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ รวมถึงหากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ปวดท้องรุนแรง หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ก็ควรรีบพบแพทย์เช่นกัน
พ.ต.อ.นพ.อังกูรฝากทิ้งท้ายว่า ไทรอยด์เป็นพิษเป็นโรคที่สามารถรักษาและควบคุมได้ แต่ความรุนแรงมักเกิดจากการไม่ทราบว่าตนเองป่วย ไม่เข้ารับการรักษา รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ หรือหยุดยาเอง ดังนั้น ผู้ป่วยควรตรวจเลือดตามกำหนด รับประทานยาตามแพทย์สั่ง สังเกตอาการผิดปกติ และปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเปลี่ยนแผนการรักษา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต