นายแพทย์ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ หมอเด็กเฉพาะทางโรคทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า เปิดเผยว่า “นมผง” เป็นสิ่งที่คุณพ่อคนหนึ่งซื้อเตรียมไว้ก่อนลูกคลอด แต่กลับเลือก “ยังไม่ซื้อ” เครื่องปั๊มนมและถุงสต๊อกนมแม่ตั้งแต่แรกฟังดูอาจขัดกับภาพจำของคนเป็นกุมารแพทย์ เพราะหลายคนมักคาดหวังว่า หมอเด็กควรต้องสนับสนุนการให้นมแม่แบบเต็มที่ และเชื่อว่า “นมแม่ดีที่สุด” เสมอ
ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่า เขารู้ดีว่านมแม่มีประโยชน์มากแค่ไหน รู้ทั้งเรื่องภูมิคุ้มกัน สารอาหาร และข้อดีต่อพัฒนาการของลูกรวมถึงรู้วิธีช่วยให้คุณแม่ให้นมสำเร็จตามหลักการแพทย์แต่ใน “ชีวิตจริง” เขากลับมองว่า สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่คำถามว่า “ลูกต้องกินนมแบบไหน” แต่อาจเป็นคำถามว่า “แม่ยังไหวอยู่ไหม” มากกว่า ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ว่าน้ำนมจะพอหรือไม่ก่อนภรรยาคลอด เขาคุยกันไว้ตั้งแต่แรกว่า “ถ้าให้นมแม่ได้ ก็ดีแต่ถ้าไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร”
เพราะสำหรับเขา การเป็นแม่เพียงอย่างเดียวก็หนักมากอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่วงหลังคลอด ที่ร่างกายยังเจ็บปวด พักผ่อนไม่เพียงพอ และเต็มไปด้วยความกังวล หลายคนเพิ่งผ่านการคลอดลูกมาไม่กี่ชั่วโมงแต่กลับต้องร้องไห้ เพราะรู้สึกว่าตัวเอง “มีน้ำนมไม่พอ”ทั้งที่ในความจริง พวกเขาพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ช่วงแรกหลังคลอด ภรรยาของเขาก็มีน้ำนมน้อย ลูกน้ำหนักลดลงตามธรรมชาติ ทางโรงพยาบาลช่วยเต็มที่ ทั้งสอนอุ้มลูก สอนเข้าเต้า และสอนทุกขั้นตอนอย่างละเอียด แต่เมื่อได้ลงมือจริง เขาพบว่า “การให้นมแม่” ยากกว่าที่คิดมาก โดยเฉพาะสำหรับแม่มือใหม่
ไม่อยากให้การเลี้ยงลูก กลายเป็นสนามสอบของความเป็นแม่แม้ตอนนั้นจะยังไม่ได้เสริมนมผงให้ลูกแต่เขาก็บอกภรรยาไว้เสมอว่า “ถ้าวันหนึ่งลูกน้ำหนักลดมากเกินไป หรือเริ่มตัวเหลืองเพราะกินนมไม่พอ เราก็เสริมนมผงนะ” ไม่ต้องฝืนไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะเขาไม่อยากให้ “การเลี้ยงลูก” กลายเป็นสนามสอบวัดคุณค่าของความเป็นแม่แม้แต่เรื่องอาหารเพิ่มน้ำนม เขาก็เลือกมองด้วยความเข้าใจมากกว่าความคาดหวัง ทั้งน้ำขิง น้ำหัวปลี หรือแกงเลียง หากภรรยากินไม่ได้ เขาก็บอกว่า “ไม่ต้องฝืน” เพราะเชื่อว่า คุณแม่หลังคลอดควรได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ใช่ต้องกดดันตัวเองเหมือนกำลังแข่งขันกับใคร
เด็กไม่ได้ต้องการแค่นม แต่ต้องการ “แม่ที่ยังยิ้มได้”หลังจากผ่านช่วงแรกไปได้ โชคดีที่น้ำนมเริ่มมาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆจนสุดท้ายลูกสามารถกินนมแม่ได้ล้วน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังย้ำกับภรรยาเสมอว่า “ถ้าวันไหนเหนื่อยมากหรือไม่ไหวจริง ๆ ก็หยุดได้นะ” เพราะเขาไม่อยากให้ภรรยารู้สึกว่า ตัวเองเป็น “แม่น้อยลง” เพียงเพราะเลือกหยุดปั๊มนมในวันหนึ่งในฐานะกุมารแพทย์ เขายังคงเชื่อว่านมแม่มีประโยชน์ แต่ในฐานะสามีและพ่อ เขาก็เชื่อเช่นกันว่า “ความสุขของแม่” สำคัญมาก
หมอม็อด เปิดเผยต่อว่าเพราะเด็กที่กินนมผงแต่เติบโตมากับแม่ที่ยังยิ้มได้ยังมีแรงเล่นกับลูก หัวเราะกับลูก และมีความสุขกับการเลี้ยงลูกเด็กคนนั้นก็สามารถเติบโตได้ดีไม่แพ้กัน ในทางกลับกัน หากแม่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความเครียด ความกดดัน และความรู้สึกผิดทุกวันสิ่งที่ได้รับผลกระทบ ไม่ได้มีแค่แม่คนเดียว แต่รวมถึงลูก พ่อ และทั้งครอบครัวบางครั้ง ในชีวิตจริง “แม่ที่ยังยิ้มได้” อาจสำคัญกับลูก มากกว่านมแบบไหนเสียอีก และไม่ว่าคุณแม่จะเลือกให้นมแบบใด สิ่งสำคัญที่สุด คือการเลี้ยงลูกอย่างมีความสุข และไม่ลืมใจดีกับตัวเองด้วยเช่นกัน