นายแพทย์ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจ “หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า” ได้ออกมาเตือนถึงผลเสียจากการ “ติดจอ” ว่ามีผลเสียรุนแรงต่อเด็ก
หมอม็อด ระบุว่า หากลูกมีอาการร้องไห้ กรีดร้อง โวยวาย หรืออารมณ์เสียอย่างรุนแรงทุกครั้งที่ถูกยึดโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต พ่อแม่ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงความดื้อของเด็กตามวัย
แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาต้องจัดการเรื่องการใช้หน้าจออย่างจริงจัง เพราะการปล่อยให้เด็กใช้สื่อดิจิทัลมากเกินไป อาจกระทบต่อพัฒนาการของสมองในระยะยาว
เมื่อถูกเอาจอออกแล้วร้องไห้รุนแรง อาจเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
หลายครอบครัวคงเคยเจอสถานการณ์ที่เมื่อพ่อแม่เดินไปหยิบโทรศัพท์ออกจากมือลูก พร้อมบอกว่า "พอได้แล้วนะลูก" หรือ "หยุดเล่นก่อนนะลูก" เด็กกลับแสดงอาการทันที ไม่ว่าจะเป็นร้องไห้เสียงดัง อารมณ์เสีย กรีดร้อง ดิ้น ตีพ่อแม่ หรือปาของ และไม่ยอมหยุดจนกว่าจะได้มือถือคืน
แม้หลายคนจะคิดว่าเป็นพฤติกรรมดื้อหรือเอาแต่ใจตามวัย แต่ในความเป็นจริง หน้าจอและแอปพลิเคชันจำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผ่านภาพที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว สีสันสดใส เสียงเอฟเฟกต์ คลิปวิดีโอสั้น และการเลื่อนดูเนื้อหาได้อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด
สิ่งเหล่านี้กระตุ้นระบบรางวัลของสมองให้หลั่งสารโดปามีน (Dopamine) ซ้ำ ๆ ทำให้ยิ่งดูยิ่งอยากดู และเมื่อถูกหยุดหรือถูกเอาหน้าจอออก เด็กจึงอาจแสดงอารมณ์รุนแรงกว่าปกติ
หมอม็อดระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เด็กร้องไห้ แต่คือทุกชั่วโมงที่เด็กใช้ไปกับหน้าจอ อาจเป็นเวลาที่สมองกำลังสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้จากโลกจริง เด็กเล็กเรียนรู้ผ่านการมองหน้าพ่อแม่ การฟังภาษา การพูดโต้ตอบ การเล่น การเคลื่อนไหว และการสำรวจสิ่งรอบตัว ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หน้าจอไม่สามารถทดแทนได้
เด็กนั่งดูจอเก่ง ไม่ได้แปลว่าพัฒนาการดี
ปัจจุบันสามารถพบเห็นภาพเด็กเล็กถือโทรศัพท์ระหว่างกินข้าว นั่งดู YouTube บนรถเข็น หรือใช้มือถือทั้งที่ยังพูดไม่ได้ผ่านโซเชียลมีเดียอยู่บ่อยครั้ง หลายคนอาจมองว่าเป็นเด็กเลี้ยงง่าย หรือมีสมาธินั่งดูได้นาน แต่แท้จริงแล้ว เด็กอาจเพียงกำลังถูกหน้าจอดึงความสนใจไว้เท่านั้น
ใช้หน้าจอมากเกินไป อาจสัมพันธ์กับพัฒนาการที่ล่าช้า
เด็กบางคนที่ใช้หน้าจอเป็นเวลานาน อาจเริ่มมีพฤติกรรม เช่น
- พูดช้า
- ไม่สบตา
- เรียกไม่ค่อยหัน
- เล่นกับผู้อื่นไม่เป็น
- สนใจเฉพาะหน้าจอ
พฤติกรรมเหล่านี้อาจคล้ายกับอาการของเด็กออทิสติก จนมีผู้เรียกว่า "ออทิสติกเทียม" ที่เป็นคำที่ใช้สะท้อนว่า การใช้หน้าจอมากเกินไปอาจสัมพันธ์กับความล่าช้าด้านภาษา การสื่อสาร และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในเด็กบางราย ซึ่งควรได้รับการประเมินโดยแพทย์หากมีความกังวล
"จอ" ไม่ได้หมายถึงแค่มือถือ
หน้าจอที่ส่งผลต่อเด็กไม่ได้มีเพียงโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตเท่านั้น แต่ยังรวมถึง
- โทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้เป็นเสียงพื้นหลัง (Background TV)
- YouTube หรือวิดีโอที่เปิดทิ้งไว้ทั้งวัน
สิ่งเหล่านี้สามารถรบกวนสมาธิ การเล่น และการพูดคุยระหว่างเด็กกับผู้ปกครองได้เช่นกัน
หมอม็อดแนะนำว่า เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่ควรใช้สื่อผ่านหน้าจอเลย ยกเว้นการวิดีโอคอลกับสมาชิกในครอบครัว เพราะยังคงเป็นการสื่อสารโต้ตอบกับบุคคลจริง เนื่องจากในช่วงวัยนี้ สิ่งที่สมองของเด็กต้องการมากที่สุด ไม่ใช่หน้าจอ แต่คือการสื่อสารกับคนจริง การเล่น การพูดคุย และการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
อย่ารอให้เห็นปัญหาชัดแล้วค่อยเลิกจอ
หมอม็อดระบุว่าหากลูกเริ่มมีปัญหาหยุดใช้หน้าจอไม่ได้ หรือเริ่มแสดงสัญญาณพัฒนาการล่าช้า ไม่ว่าจะเป็นพูดช้า เรียกไม่หัน หรือมีปัญหาด้านการสื่อสาร พ่อแม่ไม่ควรรอให้ปัญหาชัดเจนก่อนจึงเริ่มลดการใช้หน้าจอ เพราะเมื่อเริ่มสังเกตเห็นอาการเหล่านั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการป้องกัน อาจผ่านไปหลายเดือนแล้ว
ท้ายที่สุด เด็กเล็กไม่ได้เป็นผู้เลือกหน้าจอด้วยตัวเอง แต่ผู้ใหญ่ต่างหากที่เป็นคนเลือกให้ และผู้ใหญ่ก็เป็นคนสำคัญที่สุดที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้หน้าจอ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ เติบโต และพัฒนาศักยภาพของสมองได้อย่างเต็มที่