นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ชวนพ่อแม่ลองย้อนคิดว่า เพราะเหตุใดลูกจึงไม่ยอมเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง ลูกไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟัง เมื่อถามอะไรก็ตอบเพียงว่า “ไม่มีอะไร” “ก็เหมือน ๆ เดิม” หรือบางครั้งอาจตอบกลับว่า “แม่เลิกถามได้ยัง?” พ่อแม่อาจลองนึกย้อนกลับไปว่า ครั้งแรกที่ลูกเคยเปิดใจเล่าเรื่องบางอย่างให้ฟัง พ่อแม่เคยเผลอตอบหรือทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ลูกรู้สึกไม่อยากเล่าต่อหรือไม่
เมื่อลูกเปิดใจเล่า พ่อแม่เคยตอบแบบนี้หรือเปล่า
ลองนึกย้อนกลับไปในวันที่ลูกเคยกลับมาเล่าว่า
- วันนี้หนูโกรธเพื่อนมาก
- หนูเสียใจ
- หนูไม่ชอบเพื่อนคนนี้เลย
พ่อแม่เคยตอบลูกแบบนี้หรือเปล่า เรื่องแค่นี้เอง อย่าคิดมาก แค่นี้ต้องร้องไห้ด้วยเหรอ หรือบางครั้งลูกอาจเล่าเรื่องให้ฟังเพียงไม่กี่นาที แต่พ่อแม่กลับใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงในการสอน สำหรับพ่อแม่ สิ่งที่ทำลงไปอาจเกิดจากความรักและความเป็นห่วง อยากให้ลูกเข้าใจและสามารถรับมือกับเรื่องต่าง ๆ ได้ดีขึ้น แต่สำหรับลูก สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้น แถมยังอาจทำให้รู้สึกว่า “ไม่น่าเล่าเลย” บางคนอาจรู้สึกว่าพ่อแม่น่ารำคาญ และค่อย ๆ เรียนรู้ว่า “ถ้าเล่าแล้วรู้สึกแย่กว่าเดิม ครั้งหน้าไม่เล่าดีกว่า” จากเด็กที่เคยเล่าทุกอย่างให้พ่อแม่ฟัง จึงอาจค่อย ๆ เหลือเพียงคำตอบว่า “ไม่มีอะไร”
เมื่อลูกยอมเปิดใจ พ่อแม่อาจไม่ต้องรีบสอน
หมอม็อดแนะนำว่า ในวันที่ลูกยอมเปิดใจเล่าอะไรบางอย่างให้ฟัง พ่อแม่ไม่ต้องรีบสอน ไม่ต้องรีบตัดสิน และไม่ต้องรีบแก้ปัญหา ลองแค่ “ฟัง” ลูกให้จบก่อน เพราะวิธีที่เราฟังลูกในวันนี้ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ในวันที่เขามี “เรื่องใหญ่จริง ๆ” คนที่เขาเลือกกลับมาเล่าให้ฟัง ยังคงเป็นเราเสมอ